นักวิชาการต้องช่วยเติม Explicit knowledge ให้แก่วงผู้ปฏิบัติ อธิบาย Why แก่สิ่งที่เกิดขึ้น (What) ช่วย convince ให้เขาทำอย่างมั่นใจ นำเอาเป้าหมายตามทฤษฎีมาท้าทายผู้ปฏิบัติ

ตอนที่ ๑

สุขภาพเป็นนามธรรม (ส่วนใหญ่) แต่มีรูปธรรมด้วย เช่น เป็นโรคความดันโลหิตสูง วัดมาก็รู้ว่าค่า BP เท่าไหร่… เป็นรูปธรรมที่รู้ได้เฉพาะตน การที่จะให้เรามีสุขภาพดีต้องปฏิบัติ พฤติกรรมสุขภาพเป็นการปฏิบัติ ต้องทำเอง ทำแทนกันไม่ได้ บังคับไม่ได้ ลปรร.ได้ดีกว่าในคน “หัวอกเดียวกัน”

อาจารย์วิจารณ์เล่าว่าตนเองวิ่งมาตั้งแต่อายุ ๔๐ เกือบทุกเช้า ทุกคนในบ้านรู้ว่าปฏิบัติอย่างนี้สุขภาพดี แต่ไม่มีใครทำ รู้ว่าดีแต่ไม่ปฏิบัติ แสดงว่ามีอย่างอื่นมากกว่า การจะ ลปรร กันได้ต้องใจตรงกัน

 

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

ปัญญาปฏิบัติในการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นทฤษฎี (๒๐) + ปฏิบัติ (๔๐) + เห็นผล (๔๐) ถ้าต้องการไปสนับสนุน ต้องทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน ๓ กลุ่ม (นักทฤษฎี นักปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติ) ตามสัดส่วนนี้ อาจารย์พยาบาลคงเป็นทั้ง ๓ อย่าง ถ้าเราจะหาทางให้ชาวบ้านมีการปฏิบัติตัวเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ เขาควรจะมาร่วมวงด้วย โดยมีสัดส่วนมาก การออกแบบให้คนมาร่วมแลกเปลี่ยนแล้วสนุก ง่ายนิดเดียวคือให้ Show and share ให้เขาเล่าที่เขาทำ เป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ

ตอนที่อาจารย์วิจารณ์เป็นคณบดีที่ มอ. ได้เชิญนักวิชาการท่านหนึ่งไปสอนที่กระบี่ นั่งรถไป ๗ ชม. ระหว่างทางคุยกันไป นักวิชาการท่านนั้นจะเล่าเรื่องต่างๆ  เมื่อถึงที่หมายนักวิชาการท่านนั้นบอกว่าคุยสนุกจริงๆ ถึงไม่รู้ตัว แต่จริงๆ แล้วเพราะได้พูดในสิ่งที่อยากจะพูด เราตอดนิดตอดหน่อยคอยถาม

การจะยกระดับปัญญาปฏิบัติ การใช้วงจร SECI ต้องอย่าลืมดึงความรู้ทฤษฎีใส่ไปในกระบวนการด้วย จึงจะพอ ไม่แคบเกิน เวลาจะใช้อีกทีก็เอาความรู้ทฤษฎีใส่ไปด้วยในกระบวนการที่คุยที่เล่า อาจารย์วิจารณ์มักจะยกว่าอยู่ในหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้เพื่อยืนยัน ทำให้วง ลปรร. สนุกและเกิดความมั่นใจ คนที่ได้รับการยืนยันก็จะมีความสุข สร้างความสุขในกระบวนการ

สำหรับนักวิชาการ ในกระบวนการทั้ง ๔ guardants มีโจทย์วิจัยอยู่เยอะ ถ้าไปค้นแล้วไม่มีความรู้ยืนยัน ก็คือโจทย์วิจัย นี่คือประโยชน์ต่อนักวิชาการ ที่จริงแล้วกระบวนการ KM เป็นวิธีการที่วงการธุรกิจใช้เพื่อให้แข่งขันได้....คู่กับการวิจัย เพื่อเอาความรู้ basic มาใช้ (มี R&D unit) Peter Drucker บอกว่าทุกคนต้องสร้างความรู้ขึ้นมาใช้เพื่อให้บริษัท competitive เป็นการสร้างความรู้จากทุกจุด SECI เป็นกระบวนการสร้างความรู้ของคนหน้างาน

อาจารย์วิจารณ์เล่าที่มาของคำว่า R2R ... เปลี่ยนคนทำงานให้เป็นคนที่สร้างความรู้ เกิดประโยชน์มหาศาล

เราสามารถจะมีชมรมสร้างเสริมสุขภาพ ชมรมนี้คือ CoP การมี CoP สร้างได้เยอะ คนที่สนใจอะไรร่วมกันมาชุมนุมร่วมกัน พอทำไปๆ ก็ขยายประเด็น โยงเข้าสู่การสร้างเสริมสุขภาพได้ สามารถวัด/ประเมินผลได้ทั้ง objective & subjective จดบันทึกเปรียบเทียบได้ ที่สำคัญคือการใช้ AAR หรือ reflection เพื่อให้เห็นคุณค่าหรือเกิดความเข้าใจที่ลึกและเหมาะสม แล้วจะเกิดความเข้าใจเป็นระยะ การทำ AAR เป็นโอกาสเติมความรู้ทฤษฎี ... เกิดเครือข่ายได้หลายรูปแบบ ทั้งเชิงพื้นที่ เชิงกิจกรรม เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพ ไม่จำกัดเฉพาะสุขภาพในตัวเรา

นักวิชาชีพ/วิชาการ สามารถมีบทบาทในเครือข่ายแบบนี้ได้เยอะ เช่น ร่วม AAR จดบันทึก ออกแบบการเก็บข้อมูลอย่างมีเป้าหมาย เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เอามาสังเคราะห์ทำความเข้าใจ เป็นการหมุนเกลียวความรู้ เข้าไปร่วมวงแล้วจะได้โจทย์วิจัย ด้วยสัญชาตญาณของนักวิชาการ

นักวิชาการต้องช่วยเติม explicit knowledge ให้แก่วงผู้ปฏิบัติ อธิบาย Why แก่สิ่งที่เกิดขึ้น (What) ช่วย convince ให้เขาทำอย่างมั่นใจ นำเอาเป้าหมายตามทฤษฎีมาท้าทายผู้ปฏิบัติ

นักวิชาการต้องทำงานกับนักเคลื่อนไหวหรือเป็นนักเคลื่อนไหว เครื่องมือขับเคลื่อนคือ success stories และ appreciative inquiry การชื่นชม เครื่องมือที่เอา success stories มา share คือ storytelling พอเล่าแล้วก็มีการจดบันทึก การจดบันทึกที่มีพลังคือ VDO แล้วเอาให้ตัวเองดู วันหลังจะทำได้ดีขึ้น ทำให้การปลดปล่อย tacit knowledge ดีขึ้น

ในการทำเรื่องสร้างเสริมสุขภาพอย่าลืมเยาวชน คนเหล่านี้เป็นคนที่มีพลัง เราคบส่วนที่ดี ไม่คบด้านเกเร คบกันในส่วนที่เขามีความสามารถจะทำอะไรได้ดี หลายครั้งเขาจะได้แสดงฝีมือแสดงความสามารถ ไม่เสียคน และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

อย่าลืมว่ากระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ มี asset อยู่ในพื้นที่เยอะมาก (เช่น วัด พระ ครู โรงเรียน อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. รพสต. แพทย์พื้นบ้าน ฯลฯ) ควรเอามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

สรุปการขับเคลื่อนปัญญาปฏิบัติ

  • ไม่มีสูตรตายตัว
  • เลื่อนไหล เรียนรู้ ยกระดับ ไปกับการปฏิบัติ
  • มีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบ มีหลักเกณฑ์
  • เชื่อมโยงเพิ่มขึ้น ลุ่มลึกขึ้น
  • ใช้ยุทธศาสตร์เครือข่าย สร้างพื้นที่ ลปรร. ใช้การเล่าเรื่อง SSS
  • ทั้งเรื่อง (issue) นั้น และความรู้เกี่ยวกับบริบท

ความชื่นชมยินดีจะทำให้คนคิดอะไรออกเยอะ ไปกระตุ้น inspiration

อาจารย์วิจารณ์เติมเรื่องความจริงของศตวรรษที่ ๒๑ สังคม/โลกเปลี่ยน เด็กเปลี่ยน การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องปรับใหม่ให้เหมาะกับผู้เรียน ไม่ใช่เหมาะกับผู้สอน การสอนต้องน้อย ครูต้องเป็นโค้ชการทำของเขา โค้ชที่สำคัญคือสร้างกำลังใจ การเรียนรู้ปัจจุบันต้องให้ได้ 21st  century skills ความรู้ในปัจจุบันอีก ๓ ปีจะเพิ่มอีกมากมาย ถ้าศิษย์ได้แต่ความรู้ ไม่ได้ learning skills เขาจะตกยุค

ในสไลด์สีเขียวคือตัวความรู้ สีแดงคือทักษะด้านอาชีพ + life skills สีทองเป็น learning & innovation skills สีน้ำเงินเป็นทักษะด้านการสื่อสารและการใช้ media ทั้งหมดนี้หมายความว่าคนสมัยใหม่จะต้องมีทักษะหลายๆ ตัว 3Rs + 7Cs ต้องมี critical thinking ต้องมีความสามารถร่วมมือกับคนอื่น ต้องเข้าใจคนที่มาจากวัฒนธรรมอื่น ต่างฐานะ อยู่ร่วมกันคนที่แตกต่างได้ ไม่ใช่แค่วัฒนธรรม ภาษา แต่ความคิดด้วย

 

การเรียนรู้ในยุคใหม่ต้องสอนน้อยๆ เรียนเยอะๆ ต้องไปให้เลยจากตัววิชาไปสู่การปฏิบัติ การเปลี่ยนใจ การสอบต้องเปลี่ยนใหม่-อย่าเน้นถูกผิด อย่าประเมินแค่ตัวบุคคล ประเมินทีมด้วย ข้อสอบอย่าเป็นความลับ

การเรียนรู้ปัจจุบันอยู่ใน level แรกคือ Informative learning พยาบาลมาถึง Formative ต่อไปไม่พอต้องถึง Transformative..เพื่อออกไปเป็น change agent

 

 

วัลลา ตันตโยทัย