ผมมา สปป.ลาว อีกแล้วครับ สำหรับปีนี้ ถ้าเข้ากรุงเวียงจันทร์ ผ่านทางจังหวัดหนองคาย จำนวน 3 ครั้ง รวมนับทั้งชีวิตผม ที่มากรุงเวียงจันทร์ 7 ครั้ง
ครั้งแรก เมื่อ ปี 2544 ผมมากับเพื่อน และท่านอาจารย์สมศักดิ์ ศรีสันติสุข คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครั้งนั้น มาฝึกภาคสนามในการเก็บและราบรวมข้อมูลงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ใน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย
ครั้งนั้น จึงตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เพราะต้องใช้สมองจดจำข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการเก็บข้อมูล ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งที่อาจารย์ให้ใช้ในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถใช้เครื่องอัดเสียง ปากกา และกระดาษ และแน่นอนเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผม
อาจารย์เน้นย้ำเสมอว่า ไปประเทศลาว ห้ามพูด 3 ประโยค นี้เด็ดขาด เพื่อเป็นการถนอมน้ำใจกันระหว่างคนไทยและคนลาว
1. ห้ามเรียกใคร ๆ ว่า 'ท้าว' เพราะคนอีสานชอบพูดคำนี้ในการเรียกชื่อคนที่มีอายุอ่อนกว่า คนลาวถือมาก เพราะคำนี้ จะเรียกเฉพาะ 'ท้าวไกรสอน พรหมวิหาร' ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก และเป็นประธานประเทศจนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. 2535 คำดังกล่าวจึงยิ่งใหญ่มาก ๆ ครับ
2. ห้ามพูดว่า 'บ้านพี่เมืองน้อง' เพราะใครเหรอเป็นพี่ ใครเหรอเป็นน้อง ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ชอบเป็นเมืองน้องของใคร
3. ถ้าไปวัดพระแก้วของลาว สิ่งที่ควรสงบปากสงบคำ และการพูดตอกย้ำถึง 'พระแก้ว' ไม่ควรพูดอย่างยิ่ง เพราะยังเป็นสิ่งที่เจ็บปวดอยู่เสมอ ที่พระแก้ว ไม่ได้ประดิษฐานที่เมืองลาว
วันนี้ ตรงกับวันที่ 30 เมษายน 2554 ระหว่างเข้าแถวรอข้ามแดน ผมเห็นชาวลาว มุงดูป้ายประชาสัมพันธ์เลือกตั้ง จึงไถ่ถาม ทราบความว่า วันนี้ เป็นการเลือกตั้งของประเทศลาว มีผู้สมัครเป็นผู้หญิงมากพอสมควร จึงเห็นได้ว่า บทบาทสตรีเริ่มมีความสำคัญในลาว
ประเทศลาววันนี้ ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย แต่มีพรรคเดียว และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และเต็มไปด้วยพื้นที่ภูเขา ประชาชนราว 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่ยังคงมีฐานะยากจน ขณะที่ผู้นำประเทศถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มักไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก และแทบไม่ต้องเผชิญหน้ากับนักการเมืองฝ่ายค้าน และยังคงควบคุมการนำเสนอข่าวอย่างเข้มงวด
พี่ไพรวรรณ ผู้ขับรถให้ผมในเวียงจันทร์ เล่าว่า ประเทศลาวถ้าเลือกตั้งอะไรสักอย่าง วิธีการคือ ไม่ได้กากบาทคนที่ชอบเหมือนคนไทย แต่เป็นการกากบาทคัดคนที่ไม่ชอบออก คงเหลือแต่คนที่ชอบไว้
ผมสังเกตว่า การเลือกตั้งของลาวครั้งนี้ แม้จะปราศจากพรรคคู่แข่ง แต่ชาวลาวส่วนใหญ่ก็จะกากบาทอย่างระมัดระวังมากขึ้น แม้ว่าจะพิจารณาแค่เพียงระดับการศึกษา ประสบการณ์ หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตา มากกว่านโยบายก็ตาม ภาพโดยรวมที่ผมเห็นการจัดการเลือกตั้งที่ส่วนใหญ่ จัดที่โรงเรียนและวัด มีความคึกคัก คนลาวยิ้มแย้มแจ่มใส เดินกันไปมาเป็นกลุ่มก้อน และผู้หญิงลาวใส่ผ้าถุง
ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า ....วันและเวลา...ที่ประเทศลาว มีความแตกต่างกว่าประเทศไทยของผมมากเหลือเกิน....
แต่จะเป็นอย่างนี้ได้อีกนานไหม ? .........
เรื่อง"ท้าว" นั้นผมเพิ่งจะรู้ครับ
เรื่อง "บ้านพี่เมืองน้อง"นั้น ไทยเราชอบความเป็นพี่น้องกัน คนลาวจำนวนมากน่าจะเข้าใจ (เราเป็นน้องก็ได้นี่ครับ) พี่น้องมีค่ากว่านั้นมาก นับตามอายุก็ไม่เสียหาย คนลาวบางคนอายุมากก็เป็นพี่พ่อแม่ปู่ย่า คนอายุน้อยก็เป็นน้องซิครับ
เรื่องพระแก้วนั่น เคยถามไกค์ลาว เขาบอกว่า "พระไปต่างประเทศ" ครับ ผมถามตอนนั้นเพราะขาดปัญญาโดยแท้เทียว
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ผมได้ยินคำหนึ่ง(วลีหนึ่ง)ที่ว่า "ถ้าปล่อยก็ว่าง ถ้าวางก็เบา ถ้าเอาก็หนัก" ก็ดีนะ
ในความรู้สึกของบ้านพี่เมืองน้องที่ตัวเองรู้สึกก็คือ สายสัมพันธ์ฉันท์ญาติจริง ๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ลาวกี่ครั้งก็ให้ความรู้สึกนั้นจริง ๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอของคนลาว อาหาร ภาษาลาว (ซึ่งพออ่านออก คล้าย ๆ ภาษาไทย) ไม่แตกต่างจากไทยเราเท่าใดเลย พอมาอ่านบันทึกนี้ก็รู้สึกเสียใจนะคะ ที่ความรู้สึกดี ๆ ของเราที่คิดว่าพี่ลาวเป็นเหมือนญาติ กลับทำให้พี่ลาวหรือน้องลาวเขาลำบากใจหรือสร้างความอึดอัดใจให้เขา เฮ้อ !
ที่ว่า ท้าว ไม่ควรพูดตอนเข้าลาว ขอมูลคุณได้มาจากไหนมันไม่จริงเลย ถ้าไม่รู้จริงอย่าโพส คำว่าท้าวเขาใช้สำหรับเด็กๆดูที่คำนำหน้านักเรียนก็รู้ ท้าว ถ้าผู้ใหญ่มีตำแหนงก็เรียกท่าน