แนวโน้มการศึกษาทฤษฎีรัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก

๑๐.๑. รัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎกในสภาพปัจจุบัน
การศึกษารัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎกปัจจุบัน ได้มีนักวิชาการไทยพยายามที่จะตีความพระพุทธศาสนาออกเป็นหลากหลายแง่มุมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว สรุปดังนี้
๑) แนวประชาธิปไตย
๒) แนวสังคมนิยม
๓) แนวธรรมิกสังคมนิยม
๔) แนวปรัชญาการเมือง
๕) แนวธรรมาธิปไตย
๖) แนวพุทธประวัติ
๗) แนวนิติรัฐ
๘) แนวมโนทัศน์
แนวคิดทั้งหมดนี้ เป็นแนวความคิดที่พยายามแสวงหาความหมายและอธิบายศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา ให้มีความลุ่มลึก และเกิดความหลากหลายทางด้านวิชาการ นอกจากนั้นแล้วยังเป็นเรื่องธรรมดาของศาสตร์ใหม่ ๆ อย่างทฤษฎีรัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎกก็จำต้องแสวงหาความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองว่าจะมีรูปร่างน่าตาเป็นอย่างไร และพร้อมที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต
๙) แนวสังฆาธิปไตย
แนวทางนี้ ผู้เขียนขอร่วมแสดงทัศนะ โดยจะพยายามตีความคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวที่ ๙ คือแนวสังฆาธิปไตย อันเนื่องมาจากแนวทางการปกครองนี้ พระพุทธเจ้าทรงจำลองคณะสงฆ์ในอดีตให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว (ไม่ใช่สงฆ์ไทย-ในปัจจุบันที่อาศัย พรบ.คณะสงฆ์)
๑๐.๑.๑.การแสวงหาเอกลักษณ์ของศาสตร์
แม้รัฐศาสตร์เองก็พยายามแสวงหาเอกลักษณ์ความเป็นศาสตร์ของตัวเองมานานแล้ว ทั้งนี้ ร.ศ.สิทธิพันธ์ พุทธหุน ได้ให้ทัศนะเอาไว้ว่า [1]
๑.การศึกษาการเมืองโดยเน้นเรื่องของรัฐ คือมุ่งไปที่โครงสร้างของรัฐ แต่ทำให้เกิดปัญหา ขึ้นมา ดังนี้
-สังกัปของรัฐดูค่อนข้างตายตัวคือรัฐบาลทำหน้าที่ในการรักษากฏระเบียบและเป็นอิสระจากการควบคุมของชาติอื่น ไม่สามารถที่จะเข้ามาอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ ได้ เช่น การปฏิวัติ สงคราม อาณานิคม
-สังกัปของรัฐค่อนข้างจะเน้นไปในเชิงกฏหมายมากเกินไปคือพูดถึงกระบวนการนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่ละเลยกระบวนการที่อยู่นอกเหนือทางการ เช่น กลุ่มอิทธิพล กลุ่มผลประโยชน์ สื่อมวลชน ฯลฯ
-การค้นพบสังกัปตลอดวิธีการทางการเมืองใหม่ ๆ มากขึ้น สังกัปเดิมที่ศึกษาการเมืองในแง่รัฐจึงถูกโจมตี แม้คำว่า รัฐ ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ ความนิยมในการศึกษาจึงเสื่อมลง
๒.การเมือง คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและหน้าที่
เพราะมุ่งไปที่คน และสนใจศึกษาที่กระบวนการมากกว่าลักษณะนามธรรมของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แต่ในระยะหลังกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เพราะคำว่า อำนาจ นั้นยังหาข้อยุติไม่ได้ เพราะคำว่าอำนาจมีคำจำกัดความที่กว้างเกินไปทั้งไม่มีความสัมพันธ์กับการเมืองเลย เช่น อำนาจที่ผู้จัดการบริษัทใช้กับลูกน้อง อำนาจของพ่อที่มีต่อลูก อำนาจของพระศาสดาที่มีต่อสาวก เป็นต้น
๓.การเมืองคือเรื่องของการแจกแจงสิ่งที่มีคุณค่าในสังคม
โดยเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของการขัดแย้งซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างพยายามที่จะใช้ทรัพยากรที่ตนมีอยู่เพื่อได้มาซึ่งอำนาจ โดยมีอยู่สองกลุ่ม คือพวกที่ไม่สนใจการเมือง กับพวกที่สนใจการเมืองหรือสัตว์การเมือง (Political Animal)
แต่การใช้อำนาจในการแจกแจงสิ่งที่มีคุณค่าอันเป็นเรื่องของการเมืองนี้อาจเกิดขึ้นได้ในกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มการเมือง เช่น ครอบครัว โรงเรียน องค์กร ศาสนาและกลุ่มเศรษฐกิจ เป็นต้น
๔.การเมือง คือเรื่องของพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญ ๆ ทางการเมือง
การศึกษาที่ให้ความสำคัญกับผู้นำที่สามารถในการตัดสินนโยบาย เป็นประเด็นหลัก แต่ก็มีขอบเขตการศึกษาที่จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้นำไม่กี่คนเท่านั้น
๑๐.๑.๒.การเปรียบเทียบโครงสร้างของสถาบันทางการเมือง
การที่จะพยายามชี้ประเด็นโดยการเปรียบเทียบหลักรัฐศาสตร์เข้ากับหลักพุทธศาสตร์นั้นอาจจะไม่ตรงประเด็นมากนัก แต่ก็พอจะอนุโลมกันได้ ดังนี้
|
ที่ |
ประชาธิปไตย |
พุทธศาสนา |
|
๑ |
สถาบันรัฐธรรมนูญ |
พระไตรปิฎก |
|
๒ |
สถาบันนิติบัญญัติ |
พระวินัย |
|
๓ |
สถาบันฝ่ายบริหาร |
สถาบันสงฆ์ |
|
๔ |
สถาบันฝ่ายตุลาการ |
คณะพระวินัยธร |
๑๐.๒.รัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎกในอนาคต
ในอนาคต เป็นยุคที่เกิดสภาพไร้พรมแดนทั้งในเรื่องของอาณาเขต, ประชากร, การค้า, การสื่อสาร แม้แต่การเมืองการปกครองก็ตกอยู่ในสภาวะเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรศึกษาทิศทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎกสำหรับอนาคต ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
๑๐.๒.๑. ศึกษาเพื่อบูรณาการให้เป็นการเมืองวิถีพุทธ
หลักธรรมหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่หลากหลายหมวดหมู่ และมีชื่อแตกต่างกันไป แต่หากพิจารณาโดยรวมยอดแล้วจะเห็นว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามุ่งที่จะเสนอแนวทางให้กับมนุษย์มีชีวิตอยู่กับสังคมด้วยการเรียนรู้อย่างเท่าทันและนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ เช่น
๑) อธิบายสภาวะธรรมชาติของชีวิต เช่น สรรพสิ่งเกิดขึ้นมาได้อย่างไร คงอยู่ได้เพราะ
เหตุใด ๒) อธิบายและสอนถึงวิธีการที่จะครองชีวิตอยู่อย่างมีความสุข สอดคล้องกับสภาวะธรรมชาติ การบรรเทาความทุกข์อันเกิดจากสภาวะนานาประการ ๓) อธิบายและสอนแนวทางการดำรงอยู่รวมกันของมนุษย์ในสังคมตั้งแต่ระดับปัจเจกชน จนถึงปวงชนระดับชาติและโลก ๔) อธิบายและแนะนำแนวทางที่จะนำหลักธรรมคำสั่งสอนไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันตามลักษณะปัญหา ตามระดับสติปัญญา และความประสงค์ของแต่ละบุคคล [2] เพื่อให้ทุกคนเกิดภาวะของการเรียนรู้แล้วบอกสอนด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเหมือนพี่น้อง โดยอาศัยภูมิรู้ภูมิธรรมมาเป็นวิถีชีวิตอย่างพุทธ
๑๐.๒.๒.เน้นเป้าหมายในทางพระพุทธศาสนา
ดังนั้นเป้าหมายของรัฐตามทัศนะของพระพุทธศาสนาจะต้องประกอบไปด้วยหลักของอัตถะ หรือประโยชน์ ๓ ประการ คือ
๑) ทิฎฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์เบื้องต้น หรือประโยชน์ในปัจจุบัน เป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าที่จับต้องได้ในปัจจุบัน เช่น เรื่องของปัจจัยพื้นฐานของชีวิต หรือในเรื่องของโลกธรรม ๘ เป็นต้น ที่รัฐจำต้องสนองความต้องการของมนุษย์ในสังคมให้ได้
๒) สัมปรายยิกัตถะ ประโยชน์เบื้องหน้า หรือประโยชน์ในอนาคต เป็นประโยชน์ที่มนุษย์เมื่อมีความพร้อมในประโยชน์ข้อแรกแล้ว ต้องการที่จะมุ่งความดีอันสูงสุดแล้วปรารถนา เช่น เรื่องของคุณค่าแห่งชีวิต, ชีวิตหลังความตาย, เรื่องของบาป-บุญ-คุณโทษ หรือความสงบสุขทางใจ เป็นต้น
๓) ปรมัตถะ ประโยชน์ครอบคลุม หรือประโยชน์สูงสุด ในที่นี้เป็นความหมายทางศาสนาที่มีเป้าหมายสูงสุดคือนิพพาน หรือความหลุดพ้นไม่ถูกการบีบคั้นจากเหตุการณ์หรือบุคคลใดใด เป็นต้น แต่ทางการเมืองประโยชน์สูงสุดของรัฐคือความสงบร่มเย็นในรัฐ หรือจะเรียกว่ารัฐในอุดมคติ ก็ได้ แม้ในทางพระพุทธศาสนาเมื่อคนไม่ต้องการบรรลุธรรมก็ปรารถนาถึงยุคสมัยอุดมคติเหมือนกัน คือมนุษย์ในยุคของพระศรีอาริยเมตไตย หรือที่เรียกกันว่ายุคศรีอาริย์ เป็นต้น
๑๐.๒.๓.ขอบเขตของการศึกษา
การจะพยายามศึกษาพระไตรปิฎกแล้วเปรียบเทียบหรือประยุกต์หลักการต่าง ๆ โดยการเน้นถึงแนวทางต่าง ๆ นั้น อาจจะไม่สามารถทำได้สมบูรณ์แบบมากนัก แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาการศึกษาให้ครอบคลุมทั้ง ๓ แนวทาง กล่าวคือ
๑.การศึกษาโดยเน้นบุคคลเป็นหลัก
คือการเข้าไปศึกษาตัวตนของบุคคลที่เป็นผู้นำ หรือนักการปกครอง ทางด้านแนวคิดว่าจะมุ่งเน้นเป้าหมายตามแนวพุทธศาสนาหรือไม่, พฤติกรรมการแสดงออกทั้งกาย-วาจา ว่าเป็นสุจริตกรรมมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงการแสดงภาวะผู้นำที่พร้อมและกล้าที่จะตัดสินใจในทิศทางที่ดีงาม เป็นต้น
๒.การศึกษาโดยเน้นระบอบเป็นหลัก
คือการเข้าไปศึกษาค้นคว้าหาระบอบการปกครองที่แท้จริงตามคัมภีร์ต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา หรือรูปแบบจำลองที่อาศัยศาสนาเป็นแนวทาง เช่น สังคมสงฆ์หรือเปรียบเทียบรัฐศาสนา อย่างรัฐอิสลามในประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น
๓.การศึกษาโดยเน้นธรรมเป็นหลัก
คือการตีประเด็นทางหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้กว้างกว่ามิติเดิม ๆ โดยไม่ติดยึดหรือผูกโยงกับแนวคิดการเมืองใด ๆ เพียงแต่หลักธรรมข้อไหนสามารถประยุกต์ใช้กับระบอบการเมืองอะไร แนวคิดใดก็อนุโลมประยุกต์ใช้เป็นประเด็น ๆ ไปเช่นคำว่า สิทธิ, เสรีภาพ, ความเสมอภาค, อธิปไตย เป็นต้น
ดังนั้น แนวโน้มการศึกษารัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก จึงจำเป็นต้องอาศัย อัตถะ หรือประโยชน์ทั้ง ๓ เป็นเป้าหมายโดยมีการศึกษาที่เน้นตัวบุคคล, ระบอบ และธรรม เป็นหลักเพื่อให้เกิดความสงบสุขโดยถ้วนหน้าตามอย่างพุทธวิธีที่แท้จริง
Namasakara Venerable,
Thank you for these insightful lessons. I am waiting for more.
One aspect of 'law making' in (so-called Western) democracy is 'non-permanency' -- laws can be changed to fit (award or penalise any) behaviour. For example: a corrupt government can even be indemnified by law making. In sum, laws can be made to fit rulers' whim.
In contrast, the Vinaya has been fixed and written down. Only interpretations of the Vinaya may vary in different circumstances. There is no need for law-makers. There is only need for law-interpreters and recording of applications.
The permanency of the law promotes law-abiding behaviour and culture, a sense of fraternity and equality (as every one is sharing and receiving the same law -- no class privileges).
Do we need to make more laws for Buddhist governance?
ขอบคุณ อาจารย์ Sr ที่ได้เข้ามาแวะชมและเสนอแนะความคิดดี ๆ เพื่อจะได้ต่อยอดองค์ความรู้ต่อไปอย่างไร้ขีดจำกัด
ส่วนการเน้นไปที่วินัยนั้น ผู้เขียนได้นำเสนอภายใต้หัวข้อ "แนวคิดเปรียบเทียบหลักพุทธธรรมกับประชาธิปไตย" บทความบทที่ ๒๖
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ที่ระบุว่ากฏหมาย หรือวินัยสงฆ์มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อพฤติกรรมของคนในสังคม
โอกาสหน้าเสนอแนวคิดดี ๆ อีกนะท่าน