เวลาที่เจ็บป่วย อย่าคิดว่าไม่เป็นอะไร

    ชีวิตในวัยเรียนของดิฉันเป็นชีวิตที่ปกติทั่วไป ไม่มีเรื่องราวอะไรที่หวือหวาน่าตื่นเต้น จนกระทั่งมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นคืนวันก่อนสอบกลางภาคเรียน ในขณะที่ดิฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาบริเวณหน้าอก อาการนี้ไม่ได้เป็นตลอด จะเป็นเฉพาะเวลาที่ขยับเขยื้อนร่างกาย และเวลาที่หายใจเข้า ตอนนั้นดิฉันคิดว่าเส้นเอ็นพลิกเฉย ๆ จึงไม่ได้สนใจอะไร

 

     พอรุ่งเช้าไปโรงเรียน อาการเจ็บก็ยังคงมีอยู่ ดิฉันยังไปพูดเล่นกับครูประจำชั้นว่า "คุณครูขาหนูเจ็บหัวใจมากเลยค่ะ" เพราะบริเวณที่รู้สึกเจ็บก็อยู่ใกล้ ๆ กับหัวใจ เพื่อน ๆ ก็พากันหัวเราะเพราะคิดว่าดิฉันพูดเล่น แต่อาการเจ็บก็ยังคงเกิดขึ้นตลอดทั้งวัน พอสอบเสร็จดิฉันจึงตัดสินใจไปหาหมอ


    ในช่วงที่คุณหมอกำลังตรวจดิฉันก็พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปด้วยตามประสาเด็กพูดมาก  จนคุณหมอตรวจวัดโดยใช้เครื่องฟังที่ปอดไม่ได้  คุณหมอเลยบอกกับดิฉันว่า "น้องคะเงียบแป็บหนึ่งนะคะ พี่ตรวจไม่ได้เลย" เมื่อได้ยินประโยคนี้ดิฉันก็ตกใจมาก เพราะคุณหมอน่าจะรุ่นราวคราวดียวกับคุณย่าของดิฉัน แต่กลับเรียกตัวเองว่าพี่ พอคุณหมอตรวจเสร็จก็บอกให้ดิฉันไปเอ็กซ์เรย์ปอด เมื่อดูผลเอ็กซ์เรย์แล้ว คุณหมอก็บอกว่า ดิฉันเป็นโรคปอดรั่ว

 

     วิธีรักษาก็คือ ต้องรีบเจาะปอดเพื่อเอาลมออก ตอนนั้นดิฉันตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยอัตโนมัติ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน พอเดินออกมาจากห้องตรวจ พยาบาลก็บอกว่าให้โทรหาผู้ปกครองเพื่อมาเซ็นอนุญาต เมื่อโทรไปแล้วได้ยินเสียงของพ่อแม่ ดิฉันยิ่งร้องไห้หนักขึ้น เพราะดิฉันเป็นเด็กหอ พ่อแม่ก็อยู่ไกลต้องใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครี่งกว่าจะเดินทางมาถึง ดิฉันจึงโทรบอกให้ลุงมาหาและเป็นผู้เซ็นอนุญาตให้ทำการรักษาแทน


    ก่อนการเข้าห้องผ่าตัดเล็ก บุรุษพยาบาลพาดิฉันไปที่ห้องพักเพื่อให้ดิฉันอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ดิฉันก็ไม่ทันได้อาบเพราะมัวแต่คุยโทรศัพท์ ดิฉันไม่รู้เลยว่าตนเองจะได้อาบน้ำอีกครั้งในอีกหนึ่งสัปดาห์ ผ่านไปประมาณ 10 นาที คุณพยาบาลก็เดินเข้ามาพร้อมกับสายน้ำเกลือ จากนั้นคุณหมอผู้ที่จะทำการรักษาดิฉันก็เดินตามเข้ามาแล้วพูดขึ้นว่า "พร้อมจะเจาะหรือยังคนปอดระเบิด"  ดิฉันได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาทันที คุณหมอเป็นคนที่มีอารมณ์ขันมาก ๆ


     ช่วงที่กำลังเจาะคุณหมอให้ดิฉันยกแขนขึ้นเพราะเจาะบริเวณใต้รักแร้ ตอนนั้นดิฉันไม่รู้สึกกลัวเลย แต่รู้สึกสูญเสียความมั่นใจมากกว่า เพราะดิฉันไม่ได้อาบน้ำ คุณหมอเสียบสายยางเข้าไปที่ชายโครงซ้ายเข้าไปถึงปอด ส่วนปลายอีกข้างของสายยางเสียบอยู่ในขวดแก้วที่มีน้ำอยู่


    ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ ที่ดิฉันรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสิ่งที่ดิฉันได้ทำทุกวันคือ การเป่าลูกโป่งเพื่อบริหารปอด และบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับผู้ที่มาเยี่ยมฟัง ดิฉันต้องพยายามไม่ขยับร่างกาย แต่ก็ทำได้ยากเพราะมีเพื่อน ๆ มาเยี่ยมเป็นประจำ แล้วดิฉันก็ต้องหัวเราะเสียงดังตลอดเวลา


    หนึ่งปีหลังจากวันนั้นดิฉันได้ไปตรวจร่างกายอีกครั้ง คุณหมอบอกว่าดิฉันยังมีโอกาสปอดรั่วได้อีก คุณหมอบอกว่ามีวิธีรักษาอยู่ 2 วิธีคือปล่อยทิ้งไว้ ถ้ามันรั่วค่อยเจาะออกเหมือนเดิม กับอีกวิธีหนึ่งคือ รักษาโดยการผ่าตัด แต่วิธีนี้ก็ไม่รับรองว่าจะหายขาดเช่นกัน พ่อกับแม่เลยตัดสินใจว่าให้ปล่อยทิ้งไ ว้ ปัจจุบันนี้ผ่านมาแล้ว 5 ปี ดิฉันยังแข็งแรงเป็นปกติ ไม่มีอาการของโรคปอดรั่วเกิดขึ้นอีก


     ที่ดิฉันเล่าเรื่องนี้ เพื่อต้องการให้เป็นอุทาหรณ์แก่ทุกคน มื่อเจ็บป่วย อย่าคิดว่าไม่เป็นอะไร ดิฉันเจ็บป่วยเล็กน้อยแต่กลับเกิดโรคที่น่ากลัวได้ อย่าให้เป็นดังคำที่ว่า"เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" อยากให้ทุกคนไม่ประมาท ถ้าดิฉันไปโรงพยาบาลช้ากว่านี้อาจเกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนคนที่อยากผอม อยากให้ลองคิดในอีกมุมหนึ่งว่าคนผอมก็ไม่ได้ดีเสมอไป เพราะคุณหมอบอกว่าคนที่เป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่คือคนที่ผอม

 

     ดิฉันคิดว่าทางที่ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพให้ดี ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และไปตรวจเช็คร่างกายเป็นประจำทุก ๆ ปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันเชื่อว่าทุกคนทราบดี แต่จะปฏิบัติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองค่ะ "ขยับวันละนิด เพิ่มความฟิตไปอีกหลายปี"

คลิปสำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับโรคปอดรั่วค่ะ ขอขอบคุณวีดิโอลิ้งค์ จากเว็บยูทูบค่ะ

http://www.youtube.com/watch?v=efF_Hj566m8