ผู้เขียนมีโอกาสได้ติดตามข่าว กรณีการซื้อขายใบประกาศนียบัตรวิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งดูจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตในวงการศึกษาบ้านเราไม่น้อย เพราะกระทบไปถึง สกอ. ที่เห็นว่าควรจะให้ยกเลิกการจัดสอนนอกที่ตั้ง ของบรรดาสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายที่ทำกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ อีกทั้งยังมีการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาดูแลคดีนี้ด้วย แต่ที่ผู้เขียนสะกิดใจก็คือ คุรุสภาซึ่งถือว่าเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ พยายามที่จะบอกแก่สังคมว่า บรรดานักศึกษาที่แห่กันไปซื้อใบประกาศนียบัตรวิชาชีพครูนั้น ถือว่าเป็นเหยื่อ หาใช่ผู้กระทำผิดไม่ อย่างมากก็แค่ยกเลิกใบประกอบวิชาชีพที่ได้ไป ซึ่งแปลว่าให้กลับไปทำให้ถูกต้อง แล้วค่อยมาขอใบใหม่ก็ได้

    ในเรื่องนี้ผู้เขียนขอมองอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอาจขัดใจใครๆอีกหลายคน นั่นก็คือกลุ่มนักศึกษาที่ไปซื้อใบประกาศนียบัตรวิชาชีพครูนั้น ไม่รู้เลยหรือว่าการกระทำอย่างนั้น เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่ละคนอย่างน้อยก็จบปริญญาตรีมาแล้วทั้งนั้น แต่ทำไมถึงคิดจะเดินทางลัดเพื่อไปเป็น "ครู" กัน เพียงแค่มีผู้มากระซิบว่า จ่ายตังค์ไปแล้วไม่ต้องมานั่งเรียนก็ได้ ก็เลยทำตามเขาไปซื่อๆอย่างนั้นหรือ แล้วอย่างนี้ประเทศเราจะได้ครูแบบไหนมาสอนเด็กของเราเล่า ครูที่ชอบเดินทางลัด ครูที่คิดว่ามีเงินก็ซื้อได้ทุกอย่าง ครูที่ไม่เห็นค่าของการมีสติปัญญาและไม่ใส่ใจในการหาวิชาความรู้ติดตัว ทัศนคติเยี่ยงนี้เกิดขึ้นในวงการศึกษาตั้งแต่เมื่อไร นี่กระมังเราจึงเห็นโฆษณารับจ้างทำรายงาน โครงงาน และวิทยานิพนธ์ ในเว็บไซต์ต่างๆมากมายในปัจจุบัน แล้วเราจะมาเรียกร้องสังคมอุดมปัญญากันทำไม จึงไม่แปลกใจสักนิดที่ใครๆก็พูดกันว่า การศึกษาของชาติกำลังดิ่งลงเหวจนแทบจะยื้อไว้ไม่ได้แล้ว

    ดังนั้นในคดีนี้ ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อก็สมควรต้องร่วมกันรับผิดชอบในระดับหนึ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมตระหนักว่า การศึกษานั้นไม่ใช่เรื่องจะมาล้อกันเล่น เหมือนเด็กเล่นขายของ แต่เป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องต้องใส่ใจในคุณภาพและมาตรฐานอย่างยิ่งยวด สังคมโลกในวันนี้และอนาคตจะต่อสู้กันด้วยสติปัญญาเป็นหลัก และหากประเทศไทยมีสภาพอย่างที่เป็นข่าว เราจะไปต่อกรกับใครได้อีก...