เอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก เสียงไก่ขันในเช้าตรู่ต้อนรับรุ่งอรุณที่กำลังมาเยือน เด็กน้อยไม่อยากลุกจากที่นอน เนื่องจากอากาศที่บ้านดอยหนาวเกือบตลอดทั้งปี แต่ต้องฝืนตืื่่นขึ้นมาเพื่อหุงข้าว

      เด็กน้อยควานหาไม้เกี๊ยะและไฟแชตเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการหุงข้าวและบรรเทาลมหนาวที่มากระทบผิวของเด็กน้อยผ่านช่องไม้ไผ่ของบ้าน(ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงหมู่บ้านค่ะ) หลังจากหุงข้าวเสร็จแล้วก็จะไปล้างหน้า แปรงฟัน เพื่อที่จะเตรียมตัวไปโรงเรียน ก่อนไปโรงเรียนเด็กน้อยก็ไม่ลืมที่จะไหว้พ่อ กับ แม่ และก็...ขอเงินวันละไม่เกิน5 บาทเพื่อเป็นค่าขนมระหว่างทาง

      ทุกๆ วันเด็กน้อยจะห่อข้าวเปล่าจากบ้านเพราะกับข้าวตอนกลางวันโรงเรียนมีให้อยู่แล้ว ถึงแม้ค่าอาหารจะตกวันละไม่กี่บาทต่อหัว นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรกับเด็กดอยอย่างเราเลย เพราะอาหารทุกอย่างอร่อยสำหรับพวกเราหมดค่ะ เด็กน้อยใส่ข้าวลงไปในย่ามที่แม่ทอให้เองกับมือ และในหนึ่งอาทิตย์ต้องเอาฟืนจากที่บ้านไปที่โรงเรียนเพื่อเป็นเชื้อเพลิงทำกับข้าว   

       ประมาณ7.00นาฬิกาเช้าเด็กน้อยจะรีบวิ่งลงจากบ้านซึ่งตั้งอยู่บนยอดดอยของหมู่บ้าน และแวะรับเพื่อนๆ ตามข้างทาง ในระหว่างทางก็ไม่ลืมที่จะซื้อขนมและแบ่งกันกินกับเพื่อนๆ โดยแบ่งเป็นช่วงเช้า 2 บาทและซื้อที่สหกรณ์โรงเรียนอีก3บาทที่เด็กน้อยเองก็เป็นสมาชิกและได้ส่วนแบ่งทุกๆ ปี ขนม 2 บาทอาจจะน้อยมากสำหรับเด็กบางคนหรือเด็กๆที่อื่น  แต่สำหรับเด็กน้อยและเพื่อนๆพออยู่แล้วเพราะเราเน้นปริมาณแต่ไม่เน้นคุณภาพนี่ค่ะ (ฮ่าๆๆ)

      เด็กน้อยและเพื่อนต่างรีบเดินเท้าจากหมู่บ้านลงไปที่โรงเรียน(และวัด)ซึ่งตั้งห่างจากหมู่บ้าน 1.5 กิโลเมตร และอยู่กลางทุ่งนาซึ่งเป็นที่ราบ ส่วนมากเด็กๆ จะรีบมาโรงเรียนก่อน 9 โมงเช้า(คุณครูมาจากตัวอำเภอทุกวันมาไม่ทัน 8 โมงเช้า)เพื่อที่จะมีเวลาเล่น และทำเวรที่คุณครูได้สั่งไว้

      เมื่อเสียงระฆังใต้ถุนอาคารเรียนดังขึ้นเด็กน้อยและเพื่อนๆในโรงเรียนจะวิ่งไปเข้าแถวตามลำดับชั้นเพื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธง และเข้าห้องเรียน ในห้องเรียนแต่ละชั้นจะมีคุณครูประจำชั้นซึ่งคุณครูจะสอนทุกวิชา ชั้นไหนได้ครูสอนดี ใจดี ก็โชคดีตลอดปี

      และแล้วเวลาที่ทุกคนต่างรอคอยก็มาถึงอีกครั้งนั่นคือเสียงระฆังอาหารกลางวัน เด็กจะเตรียมช้อนและข้าวที่เตรียมจากบ้านเพื่อเข้าแถวรอรับประทานอาหารกลางวัน เด็กๆจะได้รับแจกถาดหลุมเพื่อใส่กับข้าวที่แม่ครัวจะตักให้ วันไหนโชคดีหน่อยก็กินแกงเขียวหวาน หรือ เส้นหมี่ใส่ปลากระป๋อง บางวันก็กินมาม่าต้มผักกับข้าว (อร่อยหมดค่ะ) วันไหนโชคดีเบิ้ลก็ได้กินในโรงอาหาร โชคไม่ค่อยช่วยก็กินบนดินหลังบ้านพักครู

      หลังจากอาหารกลางวันเด็กน้อยและเพื่อนๆจะมีเวลาพักกลางวัน 1 ชั่วโมง เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่กลางทุ่งนา เพราะฉะนั้นเวลาพักกลางวันเด็กๆหลายคนเลือกที่จะออกนอกโรงเรียนเพื่อที่จะไปอาบน้ำที่ลำห้วย หรือหากุ้ง หอย ปู ปลาในท้องทุ่งและอีกหลายๆคนเลือกที่เล่นที่โรงเรียน แล้วก็กลับมาเรียนในตอนบ่าย

      และเมื่อตอนเย็นก่อนกลับบ้านเด็กน้อยและเพื่อนๆต้องเข้าแถวเป็นหมู่บ้าน เพื่อที่เด็กๆจะได้เกาะกลุ่มกลับบ้านเป็นหมู่บ้าน เด็กๆบางคนก็รีบกลับบ้านเลย แต่เด็กน้อยและเพื่อนบางส่วนต้องกลับไปต้อนวัว และควายให้พ่อแม่ระหว่างทางก่อน กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็พลบค่ำพอดี และรอจนกว่าพ่อกับแม่จะกลับมาจากนาพร้อมหน้ากันก่อนแล้วค่อยกินข้าวเย็น ชีวิตเด็กน้อยและเพื่อนๆที่หมู่บ้านดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและมีความสุขจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี  และแล้วก็จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนนิยมไพรผาหมอนอินทนนท์

         ณ ตอนนั้นเด็กน้อยยังคิดอะไรไม่ค่อยได้หรอกค่ะ เพียงแต่ว่า พ่อ กับ แม่ บอกเราว่า การศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ถึงแม้พวกท่านจะอ่านหนังสือไม่ออกเลยแต่พวกท่านก็เห็นความสำคัญของการศึกษาเสมอ พวกท่านสอนเสมอว่า พ่อ กับ แม่ไม่มีอะไรจะให้ มีแต่กำลังใจและความรักที่พวกท่านจะมีให้เราเสมอ เราต้องอดทน พยายามตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีของคุณครูเมื่อต้องไปอยู่กับคุณครู เพราะหลังจากนั้นเด็กน้อยก็ไปเรียนต่อ ม.1 ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 อ.แม่แจ่ม(โรงเรียนประจำ) ซึ่งเป็นโรงเรียนของนายหลวง ซึ่งพระองค์ท่านทรงมีพระคุณอันล้นพ้นต่อเด็กดอยและเด็กยากจนอย่างเรา

         ตลอดอีก 6 ปีเต็มในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทำให้ได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรมากมาย(ถ้ามีโอกาสจะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในโรงเรียนนี้อีกซักครั้ง) ส่วนพ่อแม่ไม่ได้คาดหวังมากมายที่จะให้ลูกต้องเรียนอะไร ที่ไหน อย่างไร หรือตามที่พ่อแม่ต้องการ เพียงแต่ให้จบออกมามีงานทำที่ดี มั่นคง เพราะพ่อกับแม่ไม่มีเงินจะส่งลูกเรียน จากเด็กน้อยยอดดอยสู่เมืองใหญ่ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตมากมาย เจอทั้งคนดี คนไม่ดี เลวบ้าง ร้ายบ้าง แต่นั่นก็คือธรรมดาของชีวิต แต่ถึงยังไงเด็กดอยคนนี้ก็ยังคิดถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง และบ้านดอยเสมอ และถ้ามีโอกาสจะกลับไปพัฒนาหมู่บ้าน แน่นอนค่ะ...