เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของชีวิตผม
ผมได้ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่าการศึกษานั้นเป็นการบังคับ เนื่องจากตอนเด็กเราก็ยังไม่รู้เลยว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร ผมเริ่มเรียนตอนประถมศึกษาปีที่ 1
ตอนนั้นห้องเรียนชั้นประถมศึกษา มีอยู่ ด้วยกัน 2 ห้อง สมัยนั้นผมก็ได้เรียนห้อง 1 ด้วย ตอนนั้นก็เหมือนกับเพื่อน ๆ ห้องสอง เรายังไม่สามารถแยกแยะได้หรอกครับว่า ห้อง 1 ห้อง 2 มันต่างกันอย่างไร แต่อาจารย์ก็คงจะวัดจากความรู้ความสามารถเหมือนกันครับ แต่แปลกดีที่ผมได้เรียนห้อง 1
พอเรียนไปได้สี่ห้าปี เริ่มจะเห็นความแตกต่างล่ะสิครับ ห้อง1 ก็อย่างว่าครับเก่งกันจริง ๆ เรียบร้อยไม่มีปัญหา ซึ่งต่างจากห้อง 2 โดยสิ้นเชิง แต่อยู่มาตอนใกล้จะจบครับ งานเข้าครับ เมื่อเย็นวันหนึ่งผมกับเพื่อนอีกคนแอบไปเล่นคอมพิวเตอร์ที่ตึกอีกหลังหนึ่ง แล้วอาจารย์ก็มาตามตัวที่ห้องคอมพิวเตอร์ พอกลับมาโดนเลยครับ โดนด่าเป็นบรรทัดเลยครับ อาจารย์แกก็ด่าแบบขั้นเทพครับ ด่าจนผมร้องไห้เลยครับ แล้วเราก็เรียนอีกไม่กี่วันก็จบชั้นป. 6
พอจบ ก็เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเดิม ที่ไหนได้พอจัดห้องเรียน
ผมกับเพื่อนที่แอบไปเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยกันที่ห้องคอมพิวเตอร์ ได้อยู่ห้อง 3
ผมรู้ทันทีเลยว่า อาจารย์คนนั้นแกล้งผมกับเพื่อน แน่ ๆ ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ เค้าก็ได้เรียนห้อง 1 กันเยอะ มีห้อง 2 บางคน
ผมสิครับจะเอาไงต่อ เรียนกับเพื่อนห้อง 3 พอเรียนได้สักพักเริ่มแล้วครับ
สิ่งที่ไม่ดีมีอยู่ในห้อง 3 หมดเลยครับ ทั้งหนีเรียน ไม่ตั้งใจเรียน ลอกการบ้าน คุยกันในห้อง
ทุกอย่างมีอยู่ในห้อง 3 แล้วผมก็พลอยโดนไปกับเพื่อนด้วยครับ การเรียนไม่ต้องพูดถึงครับ
ห้อง 3 มีแต่คนเรียนช้าทั้งนั้น บทหนึ่งใช้เวลาเป็นเดือนครับ เพราะเป็นห้องที่เข้าใจอะไรยาก แล้วผมก็ต้องทนเรียนไปให้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพราะว่าจะย้ายโรงเรียนก็ไม่ได้ (ไม่มีเงิน) พอจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็จำเป็นต้องย้ายโรงเรียนเพราะต้องการจะเรียนสายวิทย์-คณิต
โรงเรียนที่ย้ายมาใหม่ ตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีห้องเรียน สายวิทย์-คณิต มีอยู่ด้วยกัน 2 ห้อง
ก็เช่นเคยครับ เมื่อเราเป็นนักเรียนใหม่ของโรงเรียน แน่นนอนเลยคือได้เรียนห้อง 2
เพราะนักเรียนเก่าจากโรงเรียนแห่งนี้เยอะมาก เรียนห้อง2 ก็สนุกดีเพื่อนขยันดีครับ เป็นคนดี ตั้งใจเรียนกันมาก เราแทบจะไม่ทันเพื่อน
แต่คงไม่ถึงกับแข่งครับ เพราะถึงแม้จะแข่งยังไงก็คงต้องแพ้ห้อง 1 อยู่ดีครับ
แล้วเราก็จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จนได้ครับ
สิ่งที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้ คือ บางคนชอบคิดว่าห้องเรียนเป็นสิ่งที่สามารถคัดแยกความเก่ง ความขยัน ความฉลาดของคนได้ดี แต่ผมคิดว่า "อยู่ที่ตัวคนมากกว่า ห้องเรียนนั้นเป็นเพียงแค่สภาพแวดล้อมเท่านั้น" ท้ายที่สุดแล้ว ขอแค่เรามีงานทำก็ถือว่าเราได้ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว
จะ "เรียน" ห้อง 1 ห้อง 2 หรือ ห้อง 3 ... ก็ "เรียน" เหมือนกัน
อยู่ที่ตัวคนมากกว่า ห้องเรียนนั้นเป็นเพียงแค่สภาพแวดล้อมเท่านั้น
5 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
benzduzija · 6 พ.ค. 2554
Bluegreenalgae · 6 พ.ค. 2554
ลุงชาติ · 6 พ.ค. 2554
ทีมงานมากกว่ารักจากวีรบุรุษยะลา · 6 พ.ค. 2554
JJ · 6 พ.ค. 2554
นาย เพชร พรหมสูตร์ · 6 พ.ค. 2554
สวัสดีครับน้องdarwid
เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนนะ ถ้าไปสอนเองก็คงเข้าใจมากขึ้นครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีคะน้อง darwid
การเรียนรู้ย่อมเกิดที่ตัวเรา
ส่วนห้องเรียนเป็นเพียงปัจจัยส่งเสริม
แวะมาให้กำลังใจนะคะ
ขอบคุณคะ
สวัสดีค่ะ คุณ darwid
การเรียนรู้นั้นสำคัญที่ตัวเรา
หากใจเราพร้อมและตั้งใจไม่ว่าอยู่ห้องไหนก็สามารถเรียนรู้ได้นะ
ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ คุณChakungrao
ไว้ถ้าไปสอนเองก็คงเข้าใจอะไรมากขึ้นครับ
ขอบคุณมากครับ คุณkoon_chadaporn
สำหรับกำลังใจในการเขียนบทความ
สวัสดีครับคุณ darwid จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเราครับ สู้ต่อไปครับ เป็นกำลังใจให้ครับผม
ขอบใจมากครับ คุณbluegreenalgae
สำหรับกำลังใจที่มีให้ เป็นกำลังให้เหมือนกันครับ
ขอบคุณมากครับ คุณ iCando-it
จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเราทำจริงๆๆ ครับ
สวัสดีค่ะ คุณ darwid
เห็นด้วยห้องเรียนเป็นเพียงสภาพแวดล้อมเท่านั้น
การเรียนของเรามากกว่าที่สำคัญ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับคุณ POND
สำหรับกำลังใจ
สวัสดีครับ น้อง darwid น้องพูดถูกครับ คนเราไม่แตกต่างกันเลย แต่มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ครับ มีคนเคยบอกว่า ไม่เคยมีคำว่าโง่นะครับ มีแต่คำว่า รู้กับไม่รู้ ขึ้นอยู่กับการพัฒนาของเราครับ
สวัสดีค่ะพี่ darwid
พี่พูดถูกต้องมากเลยเพราะเดี๋ยวนี้เด็กเครียดกันมากเรื่องการได้อยู่ห้องเรียนที่ดีที่สุดทำให้การเรียนพิเศษเยอะ พ่อแม่เสียตังค์ก็มาก ความจริงแล้วที่สุดก็คือการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากกว่าที่สำคัญ ใช่เป่าคะ
สวัสดีค่ะ น้อง Darwid
แวะมาให้กำลังใจนะคะ
คนเราไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็เป็นคนดีได้ค่ะ
มันอยู่ที่ตัวของเราเอง
เป็นกำลังใจให้นะคะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ Darwid ชอบบทความของคุณมาก ๆ เลยคะ
สวัสดีครับ วิทย์ darwid
ชอบคำว่า "ด่าขั้นเทพเลย" ครูแกคงโกรธมากเลยที่ไปแอบเล่นคอมพิวเตอร์
คิดว่านะ สภาพแวดล้อมในการเรียนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราเป็นแบบห้องนั้น ๆ
แต่คิดว่าตัวเราเองแหละเป็นตัวกำหนด แม้อยู่ในห้องไม่เก่ง เราอาจจะเก่งได้
โดยที่เราหมั่นอ่านหนังสือ กำหนดตัวเอง ไม่ยอมให้สิ่งแวดล้อมกำหนด
และคิดว่าการมีงานทำอย่างเดียว ก็น่าจะมีหลาย ๆ ด้านด้วย เช่นมีความสุขในการทำงาน
การอยู่ร่วมกับสังคมได้ ความสุขในการรู้เท่าทันทุกข์ที่จะเกิดขึ้นเป็นต้น
ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ คุณ Darwid
ดิฉันเห็นด้วยกับคุณนะคะ คนจะเรียนดีและเก่งไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ห้องเรียนและสถาบัน อยู่ที่ความขยันใฝ่หาความรู้ต่างหาก
สู้ต่อไป เป็นกำลังใจให้นะ
สวัสดีครับ วิทย์ darwid
พี่เห็นด้วยกับเรานะ เพราะคนเราจะเก่งได้ มันอยู่ที่เราว่าอยากจะรู้หรือเปล่า จำคำพี่นะ โลกนี้ไม่มีคนโง่หรือคนฉลาด มีแค่คนรู้กับไม่รู้ อยู่ทีเขาว่าอยากรู้หรือไม่ ที่เหลือคือหน้าที่ของเราที่เป็นผู้มอบความรู้
สวัสดี ว่าที่คุณครู darwid ;)...
ครูมีคำแนะนำครับ
๑. ลองปรับชื่อบันทึกใหม่ จากเดิม จะเรียนห้อง 1 ห้อง 2 ห้อง 3 ก็"เรียน"เหมือนกัน เป็น จะ "เรียน" ห้อง 1 ห้อง 2 หรือ ห้อง 3 ... ก็ "เรียน" เหมือนกัน
๒. ตกแต่งเนื้อความภายในย่อหน้า อย่าให้แน่นเกินไปครับ ต้องรู้จักเว้นบรรทัด ตัดย่อหน้าใหม่ลงมา เพื่อให้อ่านง่ายกว่านี้ครับ
๓. คำที่ต้องการเน้น อาจจะใช้ "ตัวหนา" ช่วยได้ สีน้ำเงินที่เน้น เป็น ทางบวก สีแดง คือ ทางลบ คิดดี ๆ ครับ
ลองแก้ไขดูครับ
ถึงแม้ทุกอย่างอยู่ที่ตนเองก็ตาม แต่ "สิ่งแวดล้อม" กลับมาผลโดยตรงต่อผู้เรียนเสมอครับ เช่น คนทำดี หากอยู่ในสภาพแวดล้อมดี ๆ ย่อมเลือกทำดีได้ง่ายขึ้น คนทำไม่ดี หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ย่อมเลือกทำไม่ดีได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
ดั่งมี "กฎของแรงดึงดูด" ที่กำลังดังในเมืองฝรั่งอยู่ตอนนี้ไงครับ
คนดีย่อมอยู่กับคนดี คนไม่ดีย่อมอยู่กับคนไม่ดี
ดังนั้น คนเป็นครูต้องปรับสภาพแวดล้อมให้เท่าเทียมกันครับ อย่าให้แตกต่างกันมากเกินไป
ขอให้กำลังใจครับ
สวัสดีคะ darwid
ความเก่งไม่กลัว กลัวความขยัน
น้องเป็นคนดี ขอให้สู้ๆๆๆ