เป็น R2R เล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่สำหรับผมมาก ๆ ผมตัดสินใจหลายตลบจนวินาทีสุดท้าย ที่จะส่งผลงานเข้าร่วมคัดเลือก R2R ดีเด่น ของ สวรส. ครั้งที่ 4 ปีนี้ ซึ่งขีดเส้นตายให้ส่งผลงานภายในเวลา 23.59 น. (ผมส่งประมาณ 23.45 น.) ของวันที่ 2 พ.ค.54 ที่ผมคิดหลายตลบ เพราะผมเคยได้รางวัล 2 สมัย แล้ว เมื่อครั้งที่ 2 และ 3 ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะกลัวไม่ได้รางวัลอีกหรอกครับ แต่กลัวเขาจะว่า ส่งมาทำไม? เคยได้รางวัลหลายหนแล้ว เปิดโอกาสให้คนอื่นบ้าง ผมปรึกษากับ 'พี่วินทร์ เลียววาริณ' กวีซีไรท์ 2 สมัย พี่บอกว่า รางวัลไม่ใช่เชื้อโรค เราต้องมีจุดยืนว่า เราทำอะไรอยู่ ถ้าเราทำด้วยความรัก และไม่เบียดเบียนใคร สมควรทำมากที่สุด การได้รางวัลไม่ได้รางวัลอยู่ที่กรรมการ เหมือนการแตะฟุตบอล บางวัน เราอาจเล่นดี หรือไม่ดีก็ได้ ซึ่งถ้าเรานำกลับมาทบทวน จะทำให้ชีวิตเรากว้างและลุ่มลึก ....เมื่อผมนึกถึงคำพูดของพี่วินทร์ ผมจึงตัดสินใจ และทำให้ใจผมปลอดโปร่ง และน้อมรับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตครับ.....

วิถีชีวิต  ผลกระทบด้านสุขภาพ และสิทธิแรงงานนอกระบบ กรณีศึกษาแรงงานทอผ้าขิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ

อดิเรก  เร่งมานะวงษ์  นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนเสลา ต.หนองตูม  อ.ภูเขียว  จ.ชัยภูมิ

 

ที่มา  กิจกรรมนอกภาคเกษตรกรรมของหมู่บ้านที่ศึกษาที่สำคัญคือ การทอผ้าขิด ซึ่งเคยเป็นวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมของชุมชน  จนพัฒนาการสู่ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยแทบทุกครัวเรือน ทำกิจกรรมทอผ้าขิดเกือบตลอดปี  ความสับสนจากความคิด และความเชื่อของชาวบ้านที่มีต่อกิจกรรมทอผ้าขิดว่า ตนเองไม่ใช่แรงงานนอกระบบ ทั้งที่ความเป็นจริงกระบวนการจ้างงาน และระบบการตลาด มีกลไกเกิดขึ้นอย่างชัดเจน  ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชุมชนยังขาดองค์ความรู้ที่จะสามารถทำให้เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่า  การศึกษาที่ลึกซึ้งถึงความเชื่อมโยงของระบบคิดของคนในชุมชน ผ่านวิถีชีวิต และทบทวนกับกฎหมายแรงงานนอกระบบที่มีอยู่  จะสามารถนำไปสู่การจัดการปัญหาได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของชุมชน วัตถุประสงค์  เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิต  ผลกระทบด้านสุขภาพ และการให้ความหมายต่อสิทธิแรงงานนอกระบบ กรณีศึกษาแรงงานทอผ้าขิดที่หมู่บ้านที่เกิดขึ้น

 

ระเบียบวิธีวิจัย  การวิจัยครั้งนี้ใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ   เพื่อศึกษาวิถีชีวิต  ผลกระทบด้านสุขภาพ และสิทธิแรงงานนอกระบบ กรณีศึกษาแรงงานทอผ้าขิดที่หมู่บ้าน  ประชากรเป้าหมายประกอบด้วย แรงงานทอผ้าขิดที่บ้าน   ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  อสม. และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานสาธารณสุขของ อบต. รวมทั้งสิ้น 26 คน  เก็บรวบรวมโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก  การสังเกตแบบมีส่วนร่วม  และการสนทนากลุ่ม ในระหว่างเดือนกรกฎาคม 2553  ถึงเดือนเมษายน 2554  จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสรุปประเด็นและตอบคำถามการวิจัย  และนำเสนอผลการวิจัยด้วยการเขียนเชิงพรรณนาวิเคราะห์

 

ผลการศึกษา    

ด้านข้อมูลวิถีชีวิต พบว่า ปัจจุบันการทอผ้าถือว่าเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับหมู่บ้านที่ศึกษา ซึ่งจากอดีตการทอผ้าคืองานของผู้หญิง แต่เมื่อการทอผ้าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ผู้ชายหันมาให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในกรรมวิธีการผลิตมากขึ้น ซึ่งกระบวนการการผลิตนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ 1) การย้อมสี 2) การค้นหูก คือ การนำฝ้ายมาจัดระเบียบเพื่อให้ง่ายต่อการสืบ 3) การสืบหูก คือ การนำฝ้ายที่มีการจัดระเบียบเรียบร้อยแล้วนั้นมาต่อกัน โดยการต่อจะมีการใช้มือจับฝ้ายต้นกับปลายมาต่อกัน 4) การเก็บลาย 5) การทอผ้า 6) แปรรูป และ 7) ส่งขาย  

ด้านข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพ พบว่า เนื่องจากแรงงานทอผ้าขิดที่บ้าน  มักไม่ค่อยมีทางเลือกในการทำงานมากนัก  ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ได้แก่ ปัญหาระบบทางเดินหายใจ  ภูมิแพ้   ปวดศีรษะ  ปวดกล้ามเนื้อ  โรคกระเพาะอาหาร และโรควิตกกังวล ตามลำดับ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่ม พบว่า ปัญหาระบบทางเดินหายใจอยู่ในอันดับแรก จึงมีการทดสอบสมรรถภาพปอดอย่างง่ายโดยการใช้เครื่อง Peak Flow Meter กับประชากรกลุ่มเป้าหมายแรงงานทอผ้าขิด จำนวน 18 คน  พบว่า  สมรรถภาพปอดเริ่มผิดปกติ (ช่วง 60-80 เปอร์เซ็นต์) จำนวน 6 คน (ร้อยละ 33.3)  

ด้านข้อมูลสิทธิแรงงานนอกระบบ พบว่า ประชากรเป้าหมายทั้งหมด 18 ราย มีความรู้และความเข้าใจน้อยมาก และไม่ต้องการเข้าร่วมโดยให้เหตุผลที่ไม่เข้าร่วมว่า เพราะรายได้ไม่แน่นอน การไม่มีเงินจ่าย  การมีงานได้ทำที่บ้านก็ดีอยู่แล้ว  เพราะได้รายได้เสริมหลังจากฤดูกาลภาคเกษตรกรรม และตัวเองก็มีสิทธิรักษาพยาบาลจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) จากรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งจากข้อมูลที่สะท้อนทำให้เกิดผลกระทบต่อต่อตัวแรงงานในแง่ของความคุ้มครองทางด้านกฎหมายและทางสังคมในอนาคต

 

การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจำ  ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทอผ้าขิดที่บ้าน ควรมีฐานข้อมูล และประเด็นบริบทอย่างถ่องแท้  ทั้งในเรื่องวิถีชีวิตแรงงาน และการให้ความรู้เกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน  รวมถึงการรับรู้ข่าวสารด้าน กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานที่รับไปทำที่บ้านที่ได้บังคับใช้แล้วแต่กฎหมายดังกล่าวยังไม่เอื้อให้กลุ่มผู้รับงานมาทำที่บ้านเข้าถึงสิทธิได้จึงทำให้แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ยังไม่มีหลักประกันในเรื่องสิทธิแรงงานและความมั่นคงในการทำงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานที่มั่นคง ค่าตอบแทนแรงงานที่เป็นธรรมสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานโดยจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงความมั่นคงของชีวิตและสุขภาพ เมื่อไม่สามารถทำงานได้และในวัยชรา

 

บทเรียนที่ได้รับ  การได้ศึกษาเรื่องราวชีวิตของคนในชุมชน นับว่า เป็นกำไรที่ได้จากการทำงานในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ    เพราะการได้เห็นทุกชีวิตที่มายมายหลากหลายมีคุณค่า และไม่มีชีวิตใดเลยที่จะต้อยต่ำไปทุกเรื่อง  การเข้าใจชีวิตผู้อื่นทำให้เข้าใจตัวเองและเข้าใจโลก ซึ่งการทำงานในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิอาจไม่เติบโตทางตัวเลข แต่ยิ่งใหญ่มากมายต่อจิตใจของคนทำงาน

 

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ  การวิจัยครั้งนี้สำเร็จได้เพราะระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เป็นระบบบริการที่มีความใกล้ชิดกับชาวบ้านหรือประชากรเป้าหมายในการศึกษา ทำให้ได้รับโอกาสและร่วมมือเป็นอย่างดีในศึกษาประเด็นที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตและบริบทของชุมชน

 

การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร  ผู้บริหารทุกระดับได้สนับสนุนแรงเชียร์ และอุปกรณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงการให้ข้อคิดเห็น ซึ่งแต่ละท่านก็ให้ข้อคิดที่แตกต่างแต่งดงาม ทำให้เห็นมุมมองที่กว้างมากขึ้น ในที่สุดผู้วิจัยก็มีจุดยืนของตัวเองว่าจะเอาแบบไหน?  และสุดท้ายก็เลือกเอาตามที่เห็นควรและเหมาะสม จนงานวิจัยชิ้นนี้ได้สำเร็จลุล่วงในที่สุด