นกยูงเที่ยวไปตลอดวันอย่างนี้แล้ว     ตอนเย็นก็จับอยู่บนยอดเขามองดูดวงอาทิตย์  กำลังตก   ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้ว  เจริญมนต์อันประเสริฐอีก     เพื่อรักษาคุ้มกันในที่อยู่จึงกล่าวว่า 

ดวงอาทิตย์เป็นดวงตาของโลก   

เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอันดับหนึ่ง

มีสีทองส่องแสงสว่างไปทั่วปฐพีแล้วอัสดงไป 

เพราะเหตุนั้น  ข้าพเจ้าขอนอบน้อมดวงอาทิตย์นั้น      

มีสีทองส่องแสงสว่างไปทั่วปฐพี      

ท่านคุ้มครองข้าพเจ้าแล้วในวันนี้

ข้าพเจ้าพึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน.

พราหมณ์เหล่าใด   ถึงฝั่งแห่งเวท    

ในธรรมทั้งปวง  ขอพราหมณ์เหล่านั้น 

จงรับและจงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย     

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  

พระโพธิญาณ   ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว    

วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว   

นกยูง    เจริญพระปริตรนี้แล้ว  จึงพักอยู่.

            พระศาสดาตรัสอธิบายว่า   ภิกษุทั้งหลาย     นกยูงเจริญพระปริตร    ป้องกันภัยแล้ว  จึงพักอยู่  ณ  ที่อยู่นั้น.  ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตร  นกยูงมิได้มีความกลัว ความสยดสยองตลอดคืนตลอดวัน.

         ลำดับนั้นพรานชาวบ้านเนสาทะคนหนึ่ง      อยู่ไม่ไกลเมืองพาราณสีท่องเที่ยวไปในหิมวันตประเทศ      เห็นนกยูงโพธิสัตว์จับอยู่บนยอดเขาทัณฑกหิรัญ    จึงกลับมาบอกลูก.    อยู่มาวันหนึ่ง  พระนางเขมาพระเทวีของพระเจ้ากรุงพาราณสี      ทรงสุบินเห็นนกยูงสีทองแสดงธรรม     ขณะตื่นพระบรรทมได้กราบทูลสุบินแก่พระราชาว่า     “ขอเดชะข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันประสงค์จะฟังธรรมของนกยูงสีทองเพคะ”.     พระราชาจึงมีพระดำรัสถามพวกอำมาตย์.     พวกอำมาตย์กราบทูลว่า     “พวกพราหมณ์คงจะทราบพ่ะย่ะค่ะ”     พราหมณ์ทั้งหลายสดับพระราชปุจฉาแล้ว     จึงพากันกราบทูลว่า    “ขอเดชะนกยูงสีทองมีอยู่แน่    พระเจ้าข้า”    พระราชา

ตรัสถามว่า  “นกยูงทองมีอยู่ที่ไหนเล่า”   พราหมณ์จึงกราบทูลว่า     “พวกพรานจักทราบพระเจ้าข้า”.     พระราชารับสั่งให้ประชุมพวกพรานแล้วตรัสถาม.  บุตรพรานคนนั้นก็กราบทูลว่า    “ขอเดชะ มหาราช  นกยูงสีทองมีอยู่จริงอาศัยอยู่    ณ    ทัณฑกบรรพต     พระเจ้าข้า”.  พระราชารับสั่งว่า    “ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปจับนกยูงทองมาอย่าให้ตาย”.  พรานจึงเอาบ่วงไปดักไว้ที่   ณ   ที่นกยูงหาอาหาร  ในสถานที่ที่นกยูงเหยียบ  นกยูงทองก็ไม่ติดบ่วง.  พรานไม่สามารถจับนกยูงได้  พยายามอยู่ถึงเจ็ดปี  ได้ถึงแก่กรรมลง  ณ  ที่นั้นเอง. พระนางเขมาราชเทวี  เมื่อไม่ได้สมพระประสงค์ก็สิ้นพระชนม์.  พระราชาทรงกริ้วว่า   พระเทวีได้สิ้นพระชนม์ลงเพราะอาศัยนกยูง    จึงให้จารึกอักษรไว้ในแผ่นทองว่า    ในหิมวันตประเทศ   มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อทัณฑกบรรพต      นกยูงสีทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่  ณ  ที่นั้น   ผู้ได้กินเนื้อของมัน   ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย   จะมีอายุยืน

แล้วเก็บแผ่นทองไว้ในหีบทอง.    เมื่อพระราชาสวรรคตแล้ว  พระราชาองค์อื่นครองราชสมบัติ.   ทรงอ่านข้อความในสุพรรณบัฏมีพระประสงค์จะไม่แก่ไม่ตาย     จึงทรงส่งนายพรานคนอื่นไป     ให้เที่ยวแสวงหานกยูงทอง.      นายพรานไปถึงที่ภูเขาทัณฑกหิรัญแล้ว ก็ไม่สามารถจะจับ

พระโพธิสัตว์ได้    ตายไปในที่นั้นเอง.    เป็นเช่นนี้พระราชาสวรรคตไปหกชั่วพระองค์     ถึงองค์ที่เจ็ดครองราชย์สมบัติจึงทรงส่งนายพรานคนหนึ่งไป.      นายพรานไปถึงแล้วก็รู้ว่า  นกยูงทองไม่ติดบ่วง   ในที่ที่นกยูงทองเหยียบ     และที่นกยูงทองเจริญพระปริตรป้องกันตนก่อนแล้ว     จึงบินไปหาอาหาร    จึงไปปัจจันตชนบท    จับนางนกยูงได้ตัวหนึ่ง    ฝึกให้รู้จักฟ้อนด้วยเสียงดีดนิ้วมือ      และให้รู้จักขันด้วยเสียงดีดนิ้วมือ.  เมื่อฝึกนางนกยูงจนชำนาญดีแล้ว    จึงพานางนกยูงไปภูเขาทัณฑกหิรัญ    ในเวลาที่นกยูงทองยังไม่ได้เจริญพระปริตร  ปักหลักดักบ่วงไว้ในเวลาเช้า    ทำสัญญาณให้นางนกยูงขัน.  นกยูงทองได้ยินเสียงนางนกยูงสาว  ซึ่งเป็นข้าศึกต่อการประพฤติพรหมจรรย์แล้ว  ก็เร่าร้อนด้วยกิเลสไม่อาจเจริญพระปริตรได้     จึงบินโผไปติด

บ่วง.  พรานจึงจับนกยูงทองไปถวายพระเจ้าพาราณสี.  พระราชาทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของนกยูงทอง      ก็ทรงพอพระทัยพระราชทานที่ให้จับ.     นกยูงทองโพธิสัตว์จับอยู่เหนือคอนที่เขาจัดแต่งให้จึงทูลถามพระราชาว่า   “มหาราช เพราะเหตุไรจึงมีรับสั่งให้จับข้าพระองค์”. พระราชาตรัสว่า  “ข่าวว่า  ผู้ใดกินเนื้อเจ้า ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย     เราต้องการกินเนื้อเจ้า จะไม่แก่ไม่ตายบ้าง  จึงให้จับเจ้ามา”.     นกยูงทองทูลว่า    “มหาราช     คนทั้งหลายกินเนื้อข้าพระองค์ จะไม่แก่ไม่ตายเว้นไว้ก่อน   แต่ข้าพระองค์ต้องตายหรือ”.     พระราชรับสั่งว่า  “จริงเจ้าต้องตาย”.     นกยูงทองกราบทูลว่า     “มหาราช  เมื่อข้าพระองค์ต้องตาย    ผู้ที่กินเนื้อของข้าพระองค์แล้วทำอย่างไรจึงไม่ตายเล่า”.    พระราชรับสั่งว่า    “เจ้ามีตัวเป็นสีทอง    เพราะฉะนั้นมีข่าวว่า    ผู้ที่กินเนื้อเจ้าแล้วจักไม่แก่ไม่ตาย”.    นกยูงทองกราบทูลว่า    “มหาราช    ข้าพระองค์มีสีทองเพราะมีเหตุ   เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในนครนี้   ตนเองก็รักษาศีลห้า   ชนทั้งหลายทั่วจักรวาลก็ให้รักษาศีล     ข้าพระองค์สิ้นชีพแล้วก็ไปเกิดในภพดาวดึงส์ดำรงอยู่ในภพดาวดึงส์จนตลอดอายุ     จุติจากภพดาวดึงส์แล้ว     มาเกิดในกำเนิดนกยูง     เพราะผลแห่งอกุศลกรรมอื่น     แต่ตัวมีสีทองก็ด้วยอานุภาพศีลห้าที่รักษาอยู่ก่อน”.   (ผลของการรักษาศีล  ทำให้รูปสวย  กิริยามรรยาทงาม)  พระราชรับสั่งถามว่า  “เจ้าพูดว่า     เจ้าเป็นเจ้าจักรพรรดิรักษาศีลห้า     ตัวมีสีเป็นทองเพราะผลของศีล   ข้อนี้เราจะเชื่อได้อย่างไร   มีใครเป็นพยาน”.

นกยูงทองกราบทูลว่า  “มหาราช  มีพยานพระเจ้าข้า”.  พระราชรับสั่งถามว่า  “ใครเล่าเป็นพยาน”.  นกยูงทองกราบทูลว่า    “มหาราช     เมื่อครั้งที่ข้าพระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ     ข้าพระองค์นั่งรถทำด้วยแก้วเจ็ดประการ     เที่ยวไปในอากาศ     รถของข้าพระองค์จมอยู่ภายใต้ภาคพื้นสระมงคลโบกขรณี    โปรดให้ยกรถนั้นขึ้นจากสระมงคลโบกขรณีเถิด      รถนั้นจักเป็นพยานของข้าพระองค์.  พระราชารับสั่งว่า    ดีละแล้วให้วิดน้ำออกจากสระโบกขรณี    ยกรถขึ้นได้จึงทรงเชื่อคำของพระโพธิสัตว์.     พระโพธิสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาว่า   “มหาราช    ธรรมที่ปรุงแต่งทั้งหมด  เว้นอมตมหานิพพานแล้ว    ชื่อว่าไม่เที่ยง    มีความสิ้นและความเสื่อมเป็นธรรมดา     เพราะมีแล้วกลับไม่มี”     ให้พระราชารักษาศีลห้า.      พระราชาทรงเลื่อมใสบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยราชสมบัติ    ทรงกระทำสักการะเป็นอันมาก.  นกยูงทองถวายราชสมบัติคืนแก่พระราชา   พักอยู่   ๒-๓   วัน   จึงถวายโอวาทว่า   “มหาราช  ขอพระองค์จงทรงไม่ประมาทเถิด”  แล้วบินขึ้นอากาศไปสู่ภูเขาทัณฑกหิรัญ.    พระราชาดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว     ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้นเสด็จไปตามยถากรรม.    

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว   ทรงประกาศ สัจธรรม      ประชุมชาดก.      เมื่อจบสัจธรรม     ภิกษุผู้ต้องการจะลาสิกขา  ตั้งอยู่ในพระอรหัต.     พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในบัดนี้.  ส่วนนกยูงทองได้เป็นเราตถาคตนี้แล.

  โมรชาดก จบ

ดาวน์โหลดได้ที่นี่