พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒
พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  จงตรัสเล่าสุบินนิมิตข้อที่     ๙  เถิด”.
พระเจ้าโกศลมหาราช  ตรัสว่า   “พระองค์ผู้เจริญ     หม่อมฉันเห็นสระบัวสระหนึ่งดารดาษไปด้วยปทุม   ๕  สี  ลึก   มีท่าขึ้นลงรอบด้าน   สัตว์สองเท้าสี่เท้า  ลงดื่มน้ำในสระบัวโดยรอบ  น้ำที่อยู่ในที่ลึกกลางสระบัวขุ่นมัว    น้ำที่สัตว์สองเท้าสี่เท้าเหยียบย่ำ  กลับใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หม่อมฉันเห็นเช่นนี้    สุบินนิมิตข้อนี้  จะมีผลเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า” 
       พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร   ผลของสุบินนิมิตข้อนี้จะมีในอนาคต คือ ในกาลภายหน้า   ผู้ปกครอง   จะไม่ตั้งอยู่ในธรรม   มีอคติ   ปกครองประชาชนตามความพอใจของตน   ไม่วินิจฉัยคดีโดยชอบธรรม     มีใจมุ่งแต่ผลประโยชน์     รับสินบน  ผู้ปกครอง  จะไม่มีความอดทน   ไม่มีความเมตตา   ไม่มีความเอ็นดูแก่ประชาชน    จะมีแต่ความกักขฬะ  หยาบคาย  คอยเบียดเบียน  ข่มขู่ประชาชน  เรียกเก็บภาษีที่ดินภาษีสินค้าตามใจชอบของตน  และเก็บส่วยเอาเป็นของตนแล้วส่งส่วยให้เจ้านาย   ประชาชนถูกเรียกเก็บทั้งภาษีทั้งส่วยมากเข้า     ก็ไม่มีจ่ายให้รัฐ  จึงหลบหนีเมืองกรุง  อพยพไปอยู่ในชนบท   ตั้งหลักฐาน ณ  ที่นั้น เมืองศูนย์กลางจะว่างเปล่า   ชนบท จะเป็นปึกแผ่นแน่นหนา  เหมือนน้ำกลางสระบัวขุ่นมัว   น้ำที่ริมฝั่งรอบ ๆ ใส    ภัยนี้จะไม่มีแก่มหาบพิตร”
พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  จงตรัสเล่าสุบินนิมิตข้อที่   ๑๐.  เถิด”.   
พระเจ้าโกศลมหาราช  ตรัสว่า   “พระองค์ผู้เจริญ     ข้าพระองค์เห็นข้าวสุก     ที่พ่อครัวหุงในหม้อใบเดียวกันแท้ ๆ     แต่ข้าวสุกไม่ ทั่วกัน  คือ  ข้าวส่วนหนึ่งแฉะ   ข้าวส่วนหนึ่งดิบ   ข้าวส่วนหนึ่งสุกดี    พ่อครัวตรวจดูแล้วรู้ว่า   “ข้าวสุกไม่ทั่วกัน”  จึงแยกออกเป็น  ๓   ส่วน  สุบินนิมิตข้อนี้  จะมีผลเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า”
        พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร    ผลของสุบินนิมิตข้อนี้   จะมีในอนาคต  คือ ในกาลภายหน้า     ผู้ปกครอง  จะไม่ตั้งอยู่ในธรรม  เมื่อผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว     ข้าราชการ  เศรษฐีและคฤหบดี  ชาวเมือง   ชาวชนบท   รวมถึงประชาชนทั้งหมด    เริ่มแต่สมณะและพราหมณ์    จะไม่ตั้งอยู่ในธรรม  เทวดาก็จะไม่ตั้งอยู่ในธรรม     ในสมัยของผู้ปกครอง  ไม่ตั้งอยู่ในธรรม  คนก็จะตัดไม้ทำลายป่าไม่รักษาธรรมชาติ  ลมจะพัดไม่สม่ำเสมอ    พัดแรงจัด    ฝนจะไม่ตกตามฤดูกาล   ถึงฝนจะตกก็จะตกไม่ทั่วทุกพื้นที่  หรือจะตกไม่เป็นประโยชน์แก่การไถและการหว่านของพวกชาวนา   ฝนจะตกไม่ทั่วถึง    เมื่อฝนตกทางทิศเหนือ    ก็จะไม่ตกทางทิศใต้   ข้าวกล้าทางทิศเหนือจะเสียหายเพราะฝนตกมาก  ข้าวกล้าทางทิศใต้จะเหี่ยวแห้ง  เพราะฝนไม่ตก   ในที่ที่ฝนตกพอดี  ข้าวกล้าจะสมบูรณ์ดี   ข้าวกล้าที่หว่านแล้ว  ในภูมิภาคเดียวกัน ในประเทศเดียวกัน     จะเป็น   ๓   ส่วน  เช่นนี้   เหมือนข้าวสุกในหม้อเดียวกันมีผลเป็น   ๓   อย่างฉะนั้น   ภัยนี้ จะไม่มีแก่มหาบพิตร”
พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  จงตรัสเล่าสุบินนิมิตข้อที่  ๑๑  เถิด”.
        พระเจ้าโกศลมหาราช  ตรัสว่า   “พระองค์ผู้เจริญ      หม่อมฉันเห็นคนเอาแก่นจันทน์    มีราคาตั้งแสนกษาปณ์    ขายแลกกับเปรียงเน่า (เปรียงคือ นมส้มผสมน้ำ)  สุบินนิมิตข้อนี้  จะมีผลเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า” ?
        พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  ผลสุบินนิมิตข้อนี้    จะมีในอนาคต   คือในกาลที่ศาสนาของตถาคตเสื่อมลง    ในกาลภายหน้า   พวกภิกษุอลัชชี (ผู้ไม่ละอาย) เห็นแก่ปัจจัย   จะมีจำนวนมาก  พวกภิกษุอลัชชี  จะแสดงธรรมเทศนาที่ตถาคต      กล่าวติเตียนความโลภในปัจจัยไว้แก่ชนเหล่าอื่น   พวกภิกษุอลัชชี  เพราะความโลภในปัจจัย  ๔  มีจีวรเป็นต้น  จะไม่สามารถแสดงธรรมให้พ้นจากปัจจัย  ๔  แล้ว  ตั้งตนอยู่ในฝ่ายธรรมนำบุคคลให้พ้นจากทุกข์    มุ่งตรงสู่พระนิพพาน    ชนทั้งหลายก็จะฟังความสละสลวยแห่งบทและพยัญชนะ     และสำเนียงอันไพเราะอย่างเดียว      แล้วก็ช่วยกันถวาย ปัจจัย  ๔  มีจีวรเป็นต้น    อันมีราคาแพง    ภิกษุอลัชชีอีกพวกหนึ่ง   จะนั่งอยู่ที่ถนนหนทาง   และประตูเป็นต้น    แล้วแสดงธรรมแลกเงิน  มากบ้างน้อยบ้าง     ทำเช่นนี้ก็เท่ากับเอาธรรมที่ตถาคตแสดงไว้     มีค่าควรแก่พระนิพพานไปแสดงแลกปัจจัย    ๔    และเงินเป็นต้น    จะเป็นเหมือนคนเอาแก่นจันทน์มีราคาตั้งแสน   ไปขายแลกเปรียงเน่าฉะนั้น   ภัยนี้จะไม่มีแก่มหาบพิตร”    
พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  จงตรัสเล่าสุบินนิมิตข้อที่   ๑๒   เถิด”.
        พระเจ้าโกศลมหาราช  ตรัสว่า   “พระองค์ผู้เจริญ     หม่อมฉันเห็นกะโหลกน้ำเต้า(ลูกน้ำเต้าเมื่อแก่แล้วภายนอกผลแข็งข้างในกลวง) จมน้ำได้  สุบินนิมิตข้อนี้  จะมีผลเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า”?
       พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร   ผลของสุบินนิมิตข้อนี้   จะมีในอนาคตกาล คือ  เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดเสื่อม      ในสมัยของผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในธรรม  จะไม่แต่งตั้งบุคคลผู้ประพฤติสุจริตให้มียศมีตำแหน่ง   จะแต่งตั้งบุคคลผู้ประพฤติทุจริตให้มียศมีตำแหน่ง  บุคคลผู้ประพฤติทุจริตจะได้เป็นใหญ่   บุคคลผู้ประพฤติสุจริตจะอับเฉา    คำของบุคคลผู้ประพฤติทุจริต  เหมือนกะโหลกน้ำเต้า    เป็นเหมือนกฎหมายที่พระราชาประทับตราพระราชทานไว้   ในที่ประชุม   ในศาล   จัดว่าเป็นคำมีหลักฐานถูกต้อง  ใคร ๆ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้  
ในที่ประชุมสงฆ์  กิจที่สงฆ์(หมายถึงภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป)ทำและคณะ(หมายถึงภิกษุ ๓ รูป)ทำก็ดี     ทั้งในสถานที่วินิจฉัยอธิกรณ์เกี่ยวกับบาตรและจีวร   คำของภิกษุอลัชชี(ผู้ไม่ละอาย) ทุศีล  บุคคลเชื่อว่าทำให้พ้นทุกข์ได้  คำของภิกษุผู้ลัชชี (ผู้ละอาย
)    บุคคลไม่เข้าใจไม่เชื่อว่า ทำให้พ้นทุกข์ได้    เมื่อเป็นเช่นนี้     ก็เป็นเหมือนกาลที่กะโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้ฉะนั้น    ภัยนี้จะไม่มีแก่มหาบพิตร”
            พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  จงตรัสเล่าสุบินนิมิตข้อที่   ๑๓  เถิด”.
        พระเจ้าโกศลมหาราช  ตรัสว่า   “พระองค์ผู้เจริญ     หม่อมฉันเห็นศิลาแท่งทึบใหญ่ขนาดเรือนยอดลอยน้ำเหมือนเรือ  สุบินนิมิตข้อนี้  จะมีผลเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า”  ?
       พระศาสดา    ตรัสว่า   “มหาบพิตร   ผลของสุบินนิมิตข้อนี้  จะมีในอนาคตกาล  คือในกาลภายหน้า    ผู้ปกครองจะไม่ตั้งอยู่ในธรรม    จะแต่งตั้งคนไม่มีสกุลประพฤติทุจริตให้มียศศักดิ์  คนไม่มีสกุลจะเป็นใหญ่   คนมีสกุลประพฤติสุจริตธรรมจะเสื่อมยศตกยาก    ประชาชนจะไม่ทำความเคารพคนมีสกุล   จะทำความเคารพคนไม่มีสกุลเป็นใหญ่ฝ่ายเดียว     คำวินิจฉัยของบุคคลผู้ฉลาด   เที่ยงธรรม   เช่นกับแท่งศิลา  จะไม่น่าเชื่อถือ  ไม่หนักแน่นมีข้อโต้แย้ง  ไม่เหมือนอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระราชา    หรือในที่ประชุมอำมาตย์    หรือในศาล    เมื่อบุคคลผู้ฉลาดในการวินิจฉัยกำลังกล่าว    คนไม่มีสกุลเป็นใหญ่จะคอยเยาะเย้ยว่า    พวกนี้พูดเข้าข้างพวกพ้องของตน    ในที่ประชุมภิกษุสงฆ์    ภิกษุก็จะไม่เชื่อฟังภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก     ไม่ทำความเคารพ  ไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ   คำพูดของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก    จะไม่หนักแน่นมั่นคง    เป็นเหมือนเวลาที่ศิลาลอยน้ำฉะนั้น     ภัยนี้จะไม่มีแก่มหาบพิตร”    
พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  จงตรัสเล่าสุบินนิมิตข้อที่   ๑๔  เถิด”.  
พระเจ้าโกศลมหาราช  ตรัสว่า   “พระองค์ผู้เจริญ     หม่อมฉันเห็นฝูงเขียดตัวเล็ก  ๆ  ขนาดดอกมะซาง     วิ่งไล่งูเห่าตัวใหญ่  ๆ    กัดกินเนื้องูเห่า   เหมือนกัดหน่อบัวแล้วกลืนกิน    สุบินนิมิตข้อนี้  จะมีผลเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า”  ?
พระศาสดา    ตรัสว่า  มหาบพิตร  “ผลของสุบินนิมิตข้อนี้  จะมีในอนาคต คือ ในกาลที่มนุษย์โลกเสื่อม    พวกมนุษย์จะมีราคะแรงกล้า  ประพฤติชั่ว  ปล่อยตัวปล่อยใจ   ตามกิเลส   จะตกอยู่ในอำนาจของภรรยาสาววัยรุ่น ของตน    ภรรยาสาววัยรุ่น จะทำทาสและคนรับใช้    สัตว์พาหนะมีโคกระบือเป็นต้น  ให้อยู่ในอำนาจของตนและ จะครอบครองเงินทองทุกอย่าง    ที่มีในเรือน   เมื่อสามีถามถึงเงินทองว่า  อยู่ที่ไหน    หรือถามถึงจำนวนสิ่งของว่า  มีเท่าไร      พวกนางจะตอบว่า    มันจะอยู่ที่ไหนก็ช่างมันเถิด     ท่านจะตรวจสอบเพื่ออะไรเล่า     ท่านเกิดอยากรู้สิ่งที่มีอยู่    และสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเรือนของเราละหรือ   แล้วพูดต่อว่าประชดประชันออดอ้อนต่าง ๆ  นา ๆ     กดไว้ในอำนาจดังทาสและคนรับใช้   รักษาอำนาจและความเป็นใหญ่ของตนไว้สืบไป    จะเป็นเหมือนเวลาที่ฝูงเขียดขนาดดอกมะซาง     กันกินเนื้องูเห่ามีพิษร้ายแรงฉะนั้น    ภัยนี้จะไม่มีแก่มหาบพิตร” 
พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  จงตรัสเล่าสุบินนิมิตข้อที่   ๑๕  เถิด”.    
พระเจ้าโกศลมหาราช  ตรัสว่า   “พระองค์ผู้เจริญ    หม่อมฉันเห็นฝูงพญาหงส์มีขนเป็นสีทอง    พากันแวดล้อมกา    ผู้ประพฤติ อสัทธรรม[1]  ๑๐    ประการ     เที่ยวหากินตามบ้าน  สุบินนิมิตข้อนี้  จะมีผลเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า” ?
             พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร    ผลของสุบินนิมิตข้อนี้    จะมีในอนาคต คือในกาลของผู้ปกครองที่อ่อนแอ    ในภายหน้าผู้ปกครอง   จะไม่ฉลาด  ไม่มีความสามารถ   ไม่แกล้วกล้าในการรบ   จะไม่ให้ความเป็นใหญ่    แก่บุคคลที่มีตระกูลเสมอกับตนผู้รังเกียจการประจบประแจง     จะให้ความเป็นใหญ่   แก่คนใกล้ชิดคอยประจบประแจง บุคคลผู้มีตระกูล  เมื่อไม่ได้ความเป็นใหญ่  ก็จะถูกเบียนเบียนเป็นอยู่ลำบาก  จะพากันปรนนิบัติบำรุง   ชนที่มีสกุลต่ำทราม   ผู้เป็นใหญ่    จะเป็นเหมือนฝูงพญาหงส์ทอง     แวดล้อมเป็นบริวารกา       ภัยนี้ จะไม่มีแก่มหาบพิตร”  
พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  จงตรัสเล่าสุบินนิมิตข้อที่   ๑๖  เถิด”.
       พระเจ้าโกศลมหาราช  ตรัสว่า   “พระองค์ผู้เจริญ   ธรรมดา  เสือเหลือง   กินฝูงแกะ   แต่หม่อมฉันเห็น  ฝูงแกะกินเสือเหลือง    เสือประเภทอื่น ๆ   คือเสือดาว    เสือโคร่ง    ยืนอยู่ห่าง ๆ   เห็นแกะ ก็สะดุ้งกลัว     พากันวิ่งหนีหลบเข้าพุ่มไม้และป่ารก    ซุกซ่อนตัวกลัวฝูงแกะ     หม่อมฉันเห็นเช่นนี้  สุบินนิมิตข้อนี้  จะมีผลเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า” ?
        พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร     ผลของสุบินนิมิตข้อนี้    จะมีในกาลของผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในธรรม    คือในอนาคต  พวกคนไม่มีสกุลประพฤติทุจริตจะเป็นคนสนิทของผู้เป็นใหญ่  มียศมีตำแหน่ง     คนผู้มีสกุลประพฤติสุจริตจะอับเฉาตกยาก     พวกคนสนิทจะพูดให้ผู้ใหญ่ เชื่อถือคำพูดของตน     พวกคนสนิทจะมีอำนาจในสถานที่ราชการ    มีศาลเป็นต้น     พวกคนสนิท  ก็รุกเอาเงินทองที่ดินไร่นาและสวนเป็นต้น    ของคนมีสกุลอันตกทอด สืบต่อกันมาว่า     เงินทองที่ดินเหล่านี้เป็นของที่เราควรได้   คนผู้มีสกุลโต้เถียงว่า    ไม่ใช่ของพวกท่าน    เป็นของพวกเรา     แล้วพากันมาฟ้องร้องที่ศาล      พวกคนสนิท  ก็สั่งให้ลงโทษ  ขับไล่ออกไป  พร้อมกับข่มขู่คุกคามว่า   พวกท่านมาหาเรื่องกับพวกเรา    เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว   เดี๋ยวจะให้ผู้ใหญ่ลงโทษให้เจ็บอาย    คนผู้มีสกุลกลัวเกรงพวกคนสนิทของผู้ใหญ่   ก็ยินยอมให้เงินทองที่ดินที่เป็นของตนด้วยพูดว่า   เงินทองที่ดินเหล่านี้ถ้าเป็นของท่านควรจะได้    ก็เชิญครอบครองเอาเถิด    แล้วก็กลับบ้านเรือนของตน  นอนหวาดผวาไปตาม ๆ  กัน   ฝ่ายภิกษุผู้ทุศีล   ก็เบียดเบียนภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก      ตามชอบใจ    ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก     เมื่อไม่ได้ที่พึ่ง    ก็พากันเข้าป่าแอบแฝงกายอยู่ในป่า     บุคคลผู้มีชาติสกุล   ถูกคนชั่วไม่มีสกุล   เบียดเบียน  และภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก   ถูกภิกษุผู้ทุศีล   เบียดเบียน   เป็นเหมือนกาลที่พวกเสือดาว    และเสือโคร่ง    พากันหลบหนีกลัวฝูงแกะฉะนั้น    ภัยนี้จะไม่มีแก่มหาบพิตร   สุบินนิมิต    ที่มหาบพิตรเห็นแล้ว   จะปรากฏในอนาคตทุกข้อ”  
พระศาสดา    ตรัสว่า  “มหาบพิตร  พวกพราหมณ์ไม่ทำนายสุบินนิมิตด้วยความจงรักภักดีในพระองค์   ทำนายไม่ถูกต้องเท่าที่ถูกที่ควร     ทำนายเพราะความโลภอยากได้สิ่งของ  ด้วยคิดว่า    พวกเราจะได้ทรัพย์เป็นจำนวนมาก   (อย่าเชื่อหมอดู  จงวิเคราะห์เหตุผลด้วยปัญญาของตน   ถ้าคิดไม่ออกก็ไปหาผู้มีปัญญาที่แก้จริง)   พระศาสดาทรงทำนายผลของสุบินนิมิต  ๑๖  ข้อแล้ว  ตรัสว่า    “มหาบพิตร    มิใช่เวลานี้เท่านั้น    ที่มหาบพิตรเห็นสุบินนิมิตเหล่านี้    พระราชาพระองค์ก่อน  ๆ      ก็ทรงเห็นสุบินนิมิตแล้วเหมือนกัน”.  “พวกพราหมณ์    ก็อาศัยสุบินนิมิตนี้เป็นเหตุ    นับเข้าในยอดยัญพิธีอย่างนี้เหมือนกัน    ภายหลังอาศัยคำแนะนำของผู้เป็นบัณฑิตกราบทูล    จึงถามพระโพธิสัตว์   ท่านพระโพธิสัตว์ผู้เป็นบัณฑิต   เมื่อทำนายสุบินนิมิต   แก่พระราชา   ก็ทำนายเช่นนี้”    พระเจ้าโกศลมหาราชทูอาราธนา    พระศาสดา  ทรงนำเรื่องในอดีตมาเป็นอุทาหรณ์  ดังต่อไปนี้ :-
        ในอดีตกาล     พระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี     พระโพธิสัตว์  เกิดในตระกูลอุทิจจะพราหมณ์  เติบโตแล้วบวชเป็นฤๅษี     เจริญอภิญญาสมาบัติให้เกิดแล้ว    ทำอภิญญาสมาบัติให้ชำนาญอยู่ในหิมวันตประเทศ    พระเจ้าพรหมทัต   ผู้ครองเมืองพาราณสี   ทรงเห็นพระสุบินนิมิต  ๑๖  ข้อนี้เช่นนี้  พระเจ้าพรหมทัต  ตรัสถามพวกพราหมณ์.    พวกพราหมณ์เริ่มจะบูชายัญเช่นนี้เหมือนกัน.     ท่านปุโรหิตมีศิษย์เป็นบัณฑิตฉลาด     กล่าวกะอาจารย์ว่า      “ ท่านอาจารย์ให้ผมเรียนคัมภีร์พระเวทย์ทั้ง   ๓   จบแล้ว   ในคัมภีร์พระเวทย์ทั้ง   ๓   นั้น   ข้อที่ว่า   การฆ่าคน ๆหนึ่งแล้วทำให้เกิดความสวัสดี  แก่อีกคนหนึ่ง   ไม่มีเลยมิใช่หรือ”      ท่านอาจารย์ตอบว่า        “ ด้วยวิธีนี้พวกเรา  จะได้ทรัพย์จำนวนมาก   เจ้าต้องการจะรักษาทรัพย์ของพระราชหรือ”     ศิษย์กล่าวว่า   “ท่านอาจารย์ครับ   ถ้าเช่นนั้น  ท่านจงกระทำงานของท่านไปเถิด     กระผมจะกระทำอะไรได้ในที่ทำการของท่าน”   แล้วเดินไปจนถึงพระราชอุทยาน.  (ในโลกนี้ผู้น้อย  มักคล้อยตามผู้ใหญ่   แต่ก็ควรหาอุบายที่นุ่มนวล  เพื่อความถูกต้อง) ในวันนั้นพระโพธิสัตว์ก็รู้เหตุนั้น   คิดว่า   วันนี้   เมื่อเราไปถึงที่อยู่ของมหาชน    มหาชน  จะพ้นจากการจองจำ    แล้วจึงเหาะมาทางอากาศ      ลงที่อุทยานนั่งบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล     ปรากฏเหมือนรูปที่หล่อด้วยทองคำ.     มาณพเข้าไปหาพระโพธิสัตว์  ไหว้แล้ว  นั่ง  ณ  ที่สมควร[2]  เริ่มสนทนากับพระโพธิสัตว์.    พระโพธิสัตว์     ก็ได้ทำการต้อนรับอย่างไพเราะกับบัณฑิตหนุ่มแล้ว     ถามว่า   “บัณฑิต  พระราชายังครองราชย์สมบัติโดยธรรมอยู่หรือ”   ?   บัณฑิตหนุ่ม  ตอบว่า  พระคุณเจ้าผู้เจริญ   พระราชายังคงครอบราชย์โดยธรรมอยู่   ขอรับ   แต่ว่า   พวกพราหมณ์กำลังชักจูงพระองค์ให้ดำเนินไปผิดทาง   พระราชาทรงเห็นพระสุบินนิมิต    ๑๖    ข้อ แล้ว ตรัสบอกสุบินนิมิตแก่พวกพราหมณ์    พวกพราหมณ์กล่าวว่า    พวกเราจะต้องบูชายัญ       แล้วเตรียมการบูชายัญทันที     พระคุณเจ้าผู้เจริญขอรับ   พระคุณเจ้าควรทำให้พระราชาเข้าใจถูกทางว่า      ผลของสุบินนิมิตเป็นเช่นนี้   แล้วช่วยมหาชนให้พ้นจากภัย   มิควรหรือขอรับ  ?   พระโพธิสัตว์กล่าวว่า  บัณฑิต   เราไม่รู้จักพระราชา     พระราชาก็ไม่รู้จักเรา     ถ้าพระองค์เสด็จมาถาม  ณ  ที่นี้  เราจะบอกแก่พระองค์ได้.   มาณพกราบเรียนว่า   พระคุณเจ้าผู้เจริญ     กระผมจะนำพระราชาเสด็จมา     ขอพระคุณเจ้าได้โปรดนั่งรอการมาของกระผมสักครู่หนึ่ง    ให้พระโพธิสัตว์รับคำมั่นสัญญาแล้ว   ก็ไปสู่พระราชสำนัก   กราบทูลว่า     มหาราชเจ้า      ดาบสผู้เหาะไปในอากาศองค์หนึ่งลงมาอยู่ที่อุทยานของพระองค์   กล่าวว่า   จักทำนายผลของพระสุบินนิมิตที่พระองค์ทรงเห็น     กำลังรอพระองค์อยู่.     พระราชาทรงสดับคำของบัณฑิตหนุ่มแล้ว   ก็รีบเสด็จไปพระอุทยาน   ด้วยบริวารเป็นอันมากทันที     ทรงไหว้พระดาบสแล้ว     ประทับนั่ง   ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง     มีพระดำรัสถามว่า        พระคุณเจ้าทราบผลของสุบินนิมิตที่กระผมเห็นหรือ ?  พระโพธิสัตว์กล่าวว่า      มหาบพิตร   อาตมภาพทราบ.    พระราชาตรัสว่า    ถ้าเช่นนั้นนิมนต์พระคุณเจ้าทำนายสุบินนิมิตเถิด.  พระโพธิสัตว์  กล่าวว่า    อาตมาภาพจะทำนายสุบินนิมิตถวาย     เชิญมหาบพิตรตรัสเล่าพระสุบินนิมิตตามที่ทรงเห็นให้อาตมาภาพฟังก่อนเถิด.     พระราชาตรัสว่า   
           ๑ โคตัวผู้   ๒  ต้นไม้เล็ก ๆ     ๓  แม่โคตัวใหญ่ ๆ   
      ๔  โคแข็งแรง   ๕  ม้า  ๖  ถาดทอง   ๗  สุนัขจิ้งจอก    หม้อน้ำ     
     ๙ สระโบกขรณี   ๑๐  ข้าวไม่สุก  ๑๑  แก่นจันทน์  ๑๒   น้ำเต้าจม 
๑๓  ศิลาลอย  ๑๔ เขียดกัดกินงู  ๑๕  หงส์ทองล้อมกา  ๑๖   เสือกลัวแพะ  
         แล้วตรัสบอกสุบินนิมิต      ตามนัยที่พระเจ้าโกศลมหาราชตรัสบอก    พระโพธิสัตว์    ก็ทำนายผลแห่งสุบินนิมิตเหล่านั้น    โดยพิสดารตามที่พระศาสดาทรงทำนายสุบินนิมิตในกาลนี้  ผลของสุบินนิมิต  จะมีในเมื่อโลกถึงจุดเสื่อม ยังไม่มีในยุคนี้.
        อธิบาย      ผลของสุบินนิมิต จะมีในเมื่อโลกถึงจุดเสื่อม ยังไม่มีในยุคนี้. การบูชายัญที่กำลังทำเพื่อป้องกันสุบินนิมิต      ทำผิดหลักเกณฑ์   จากความจริง.  เพราะเหตุไร  ?   เพราะเหตุว่า  ผลสุบินนิมิตนี้จะมีในกาลที่โลกถึงจุดเสื่อม     คือในกาลที่บุคคลถือเอาข้อที่มิใช่เหตุ   ว่าเป็นเหตุ   ในกาลที่ถือเอาข้อที่เห็นเหตุ  ว่ามิใช่เหตุ   ในกาลที่ถือเอาข้อที่ไม่จริง   ว่าเป็นจริง   ในกาลที่ถือเอาข้อที่จริง  ว่าไม่เป็นจริง   ในกาลที่พวกอลัชชี (ผู้ไม่ละอาย)    มีมากขึ้น    และในกาลที่พวกลัชชี (ผู้มีความละอาย)   ลดน้อยลง    ยังไม่มีในยุคนี้     ผลของสุบินนิมิตนี้ยังไม่มีในปัจจุบันนี้     การบูชายัญที่กำลังทำเพื่อป้องกันภัยของสุบินนิมิตไม่เกิดประโยชน์    เลิกการบูชายัญเถิด     ภัยหรือความสะดุ้งอันมีสุบินนิมิตนี้เป็นเหตุ   ยังไม่มีแก่มหาบพิตร.   พระโพธิสัตว์  ทำพระราชาให้หายกลัวสบายใจแล้ว     ปลดปล่อยมหาชนจากการจองจำแล้ว   เหาะขึ้นอากาศ   ถวายโอวาท   พระราชาให้รักษาศีล  ๕    แล้วถวายพระพรว่า    ตั้งแต่นี้ต่อไป  มหาบพิตรอย่าได้ร่วมคิดกับพราหมณ์บูชายัญ    ที่มีชื่อว่า    ปสุฆาตยัญ    (ยัญฆ่าสัตว์)    อีกต่อไป       ครั้นแสดงธรรมแล้วกลับไปที่อยู่ของตนทางอากาศนั่นแล.     ฝ่ายพระราชาตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์    ทรงทำบุญมีให้ทานเป็นต้น    ดำรงชีวิตอยู่ในกุศลกรรมจนสิ้นพระชนมายุ          
            พระศาสดา    ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสให้พระเจ้าโกศลมหาราชเลิกบูชายัญ     ด้วยพระพุทธดำรัสว่า   เพราะสุบินนิมิตเป็นเหตุ  ภัยยังไม่มีแก่มหาบพิตร   มหาบพิตรจงสั่งให้เลิกบูชายัญเสียเถิด     พระราชทาน     ชีวิตแก่มหาชน    แล้วประชุมชาดกว่า    พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอานนท์ในครั้งนี้     บัณฑิตหนุ่มได้มาเป็นพระสารีบุตร   ส่วนพระดาบส ได้มาเป็นเราตถาคต  ฉะนี้แล.
        เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย    ยกบททั้ง     ๓    มีโคตัวผู้เป็นต้น   ขึ้นสู่อรรถกถา  กล่าวบทบทที่เหลือตามลำดับ  ยกขึ้นสู่บาลีเอกนิบาตด้วยประการฉะนี้.
มหาสุบินชาดกที่  ๗ จบ


[1] อสัทธรรม คือธรรมของคนชั่ว  ๑๐  ประการ คือ ๑.  เป็นคนไม่มีศรัทธา  ๒. ทุศีล  ๓. ไม่มีความละอาย  ๔. ไม่มีความเคารพยำเกลง  ๕.ไม่ภักดีต่อสัตบุรุษ ๖. ยกตนข่มผู้อื่น ๗. ยึดมั่นถือมั่นด้วยความเห็นของตนแก้ไขได้ยาก  ๘. เป็นคนลวงโลก  ๙. ปรารถนาเลวทรามต่ำช้า  ๑๐. ความเห็นผิด  สุตฺ. ล. 16   องฺ.  ทสก.  หน้า 131

[2] นั่งเว้นโทษ ๖ อย่างคือ  ๑. นั่งไกลเกินไป ถ้าประสงค์จะพูดจะต้องพูดเสียงดัง  ๒.  นั่งใกล้เกินไป เบียดเสียดกัน ๓. นั่งเหนือลม รบกวนด้วยกลิ่นตัว ๔.  นั่งที่สูง แสดงถึงความไม่เคารพ  ๕. นั่งตรงหน้าเกินไป ถ้าจะดูจะต้องจ้องตาต่อตากัน ๖.  นั่งข้างหลังเกินไป   ถ้าจะดูต้องเหลียวหลังมาดู  ส.ป. เล่มที่  ๑/๒๒๙

 

ท่านสามารถดาวน์โหลดเรื่อง มหาสุปินชาดก
ได้ที่นี่