ฉันเปิดโอกาสให้ตัวเอง มองเห็นความโกรธที่ก่อตัวขึ้น คุกรุ่น และดับลงในที่นั้น เหมือนกำลังมองดูตัวเองในทีวีจอใหญ่ก็ไม่ปาน

ความสุขของคนเรานั้นต่างกัน..

บางคนมีความสุขในกาารวิ่ง วันไหนที่ไม่ได้ออกไปวิ่งออกกำลังกาย เขาจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว เพื่อนคนหนึ่งของฉันต้องเปลี่ยนรองเท้าที่ใช้วิ่งทุกสองสามเดือน ในขณะที่ฉันเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ปี ไม่ใช่สึกเพราะใช้งานหักโหม แต่เพราะวัสดุมันเสื่อมสภาพไปเอง

บางคนชอบแต่งตัวสวยออกไปเดินชอปปิ้ง มีความสุขมากมายกับการจับจ่ายซื้อของเล็กของน้อย ใครบางคนบอกฉันว่าเธอสามารถเดินช้อปได้เป็นระยะทางถึง 16 กิโลเมตรในหนึ่งวัน วกไปวนมาบนถนนออชาร์ด.. ฉันรู้สึกทึ่งมาก

เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งรักการทำงานเป็นชีวิตจิตใจ เขาแทบจะไปทำงานในทุกๆวันแม้กระทั่งวันหยุด สัปดาห์ก่อนฉันเดินผ่านร้านหนังสือ เห็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า There's no place like work (ไม่มีที่ไหนเหมือนที่ทำงาน) ทันใดนั้นภาพเพื่อนร่วมงานคนนี้ผ่านเข้ามาในสมองของฉันโดยอัตโมัติ

สำหรับฉัน ขอเพียงได้ฝากร่างกายร่างเล็กๆนี้ไว้ในอ้อมกอดของธรรมชาติ แค่นี้ก็สุขเพียงพอแล้ว..

"ร้อนจัง" เป็นความรู้สึกแรกที่รู้สึกเมื่อเปิดหน้าต่างรับลมเช้านี้ ฉันหยุดถามตัวเองร้อนใจหรือร้อนกายกันแน่ แม้ยังไม่ได้ตอบกับคำถามนั้นฉันตัดสินใจว่าวันนี้จะไปเดินป่า ดูนก ดูน้ำ ให้หายร้อน

ป่าที่ว่าก็คือเส้นทางเดินธรรมชาติที่อ่างเก็บน้ำ MacRitchie Reservoir ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเขตป่าสงวนทางตอนกลางของเมืองสิงคโปร์ เนื่องจากทั้งประเทศมีขนาดใหญ่กว่าจังหวัดภูเก็ตเพียงเล็กน้อย แต่ความหนาแน่นของประชากรที่ค่อนข้างสูงเพราะมีจำนวนคนถึงสี่ล้านกว่าคน รัฐจึงจัดให้รอบๆบริเวณพื้นที่สงวน เป็นสวนสาธารณะให้ผู้คนได้ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจด้วย ชื่อของอ่างเก็บน้ำ MacRitchie Reservoir ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ James MacRitchie นักวิศวกรหลักผู้ออกแบบและสร้างอ่างเก็บน้ำนี้เมื่อปี 1891.

บนเส้นทางเดินธรรมชาติที่นี้มีระยะทางประมาณ 11.5 กิโลเมตร ฉันใช้เวลาเดินประมาณ 4.5 ชั่วโมง บางช่วงก็เป็นทางเดินลูกรังธรรมดา บางช่วงก็เป็นทางเดินด้วยไม้ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เดินได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปเดิน แต่เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจไปเดินช้าช้า เพื่อซึมซับเอากลิ่นไอของธรรมชาติให้มากที่สุด

เพราะวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ จึงทำให้ MacRitchie Reservoir Park แห่งนี้มีผู้คนไปเยี่ยมเยือนค่อนข้างหนาตา หลากผู้คน หลายลักษณะปะปนกันไป บางคู่เดินกระหนุงกระหนิง หยอกล้อ เกี่ยวก้อยกันไปให้ชวนอิจฉา

คนแก่คู่หนึ่งเดินผ่านไปอย่างเงียบๆ คุยกันด้วยน้ำเสียงที่สงวนลิขสิทธิ์ให้ได้ยินเพียงเขาสองคน แต่ความรู้สึกของความรักความผูกพันที่เขามีให้กันแผ่ผ่านมายังคนที่ยืนมองด้วยความชื่นชม ฉันมีความสุขไปกับเขาจนลืมกดชัตเตอร์เก็บภาพนั้นไว้

บางกลุ่มคุยกันเสียงดังมาแต่ไกล บรรดาหมู่แมลงที่ร้องขับขานอยู่หยุดบรรเลงโดยทันใดเมื่อกลุ่มนี้เดินผ่านมา เขาคงลืมไปว่าที่นี้ไม่ใช่ในเมืองที่ขวักไขว่ทำให้ต้องตะโกนแข่งกันกับทั้งเสียงผู้คนและรถรา วินเซนต์ แวน โก๊ะ จิตรกรชาวดัชท์ที่ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวเอาไว้ว่า "It is not the language of the painters but the langauge of nature to which one has to listen" "มันไม่ใช่ภาษาของนักจิตกร แต่เป็นภาษาของธรรมชาติที่คนควรฟัง" แต่หากเราพยายามทำเสียงให้ดังกว่าเขา แล้วเราจะได้ยินเสียงของภาษาของเขาได้อย่างไร ฉันคิด..

ใครคนหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมเพลง "They don't care about us" ของไมเคิล แจ๊กสัน จาก iphone ไปตามทาง ฉันหยุดให้เขาเดินผ่านไปพร้อมนึกในใจ ว่าจะมาแนะนำแจ๊กสัน ให้ลิงแถบนี้รู้จักหรือไง

คราวหนึ่งที่ฉันหยุดเพื่อจะถ่ายรูปนกกินแมลงตัวหนึ่งไว้ มีเสียงวิ่งมาตามทางข้างหลัง ฉันแอบภาวนาให้เขาวิ่งให้ช้าลงให้ฉันเก็บภาพนกตัวนี้ไว้ก่อน แต่ไม่เป็นผล เพราะทันใดนั้นก็มีเสียง "Excuse Me!” ดังๆ เหมือนตั้งใจจะให้ฉันมลายวับไปกับตาเพื่อเปิดทางให้เขาได้วิ่งต่อ ฉันตกใจ (ทั้งๆที่เตรียมใจไว้แล้ว) นกก็ตกใจ บินหนีไปเฉิบ ฉันขยับตัวเปิดทางให้พร้อมความฉุนเฉียวที่พรวดพรุ่งขึ้นในใจ โชคดีที่สามารถเรียกน้องน้ำมาดับไฟที่กำลังโชกโชนขึ้นได้ทัน เพราะรู้สึกผิดที่จะหาเรื่องมาขุ่นมัวหัวใจท่ามกลางแมกไม้ และสรรพสัตว์ในที่นี้  

....ปล่อย....

ฉันเปิดโอกาสให้ตัวเอง มองเห็นความโกรธที่ก่อตัวขึ้น คุกรุ่น และดับลงในที่นั้น เหมือนกำลังมองดูตัวเองในทีวีจอใหญ่ก็ไม่ปาน

และแล้วความสงบสุขก็กลับคืนมาอีกครั้ง เสียงของป่าเริ่มบรรเลงออเคสตร้ากันให้ฉันได้รื่นรมย์อยู่ในนั้นอีกครั้ง

แม้จะไม่ได้ภาพงามๆ ของนกอย่างใจหวัง แต่มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะในระหว่างทาง ความงดงงามของธรรมชาติ ได้ช่วยดับความร้อนทั้งกายและใจลงได้สนิท และกลายเป็นความสุขที่ลงตัวของฉันในวันนี้..