แก้ปัญหา ดีกว่าหนีปัญหา

        บ่ายสองโมง วันที่ ๓ เมษายน ที่ผ่านมา ฝนตก พายุฤดูร้อนรุนแรงมาก ผมทำงานในห้องพักครู ส่วนครูป้อม ซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่ครูเวร ทำงานในห้อง ป.๒ เสียง โครม..ดังสนั่นหวั่นไหว เหมือนฟ้าผ่าลงอาคารเรียน

         ครูป้อมเดินหน้าตาตื่น ด้วยอาการตกใจ บอกผมว่าต้นไม้ล้มทับโรงอาหารพังหมดแล้ว ผมอึ้ง พูดไม่ออก เก็บอาการไว้ แต่ใจคิดหนัก นั่งนิ่งสักพักหายใจลึกๆ ทบทวนและมองไปข้างหน้า เสียงดังขนาดนั้น โรงอาหารจะเหลืออะไร โรงอาหารเพิ่งปรับปรุงใหม่ไม่ถึง ๒ ปี จะรื้อและซ่อมอย่างไร จะเอาเงินที่ไหน เปิดภาคเรียนจะกินข้าวกันอย่างไร ...งานเข้า...เสียแล้ว

         ต้นไม้ใหญ่ที่ล้มแบบถอนรากถอนโคน อายุราว ๒๕ ปี ไมได้อยู่ติดอาคาร แต่สูงใหญ่ให้ร่มเงาเป็นอย่างดี ความที่อนุรักษ์ไว้ จึงไม่คิดตัดแต่ง เรื่องจึงได้เกิดขึ้นแบบนี้ ปี ๒๕๕๐ ผมเพิ่งเปลี่ยนโครงสร้างหลังคาให้สูงและมั่นคงแข็งแรง ชาวบ้านช่วยบริจาคไม้ ได้นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมาช่วยมุงหลังคา วันนั้นพวกเราหมดไปเกือบสี่หมื่นบาท...วันนี้เราต้องหมดอีกเท่าไร

         ผมถ่ายรูปสภาพโรงอาหารที่แตกหักยับเยินแจ้งให้ต้นสังกัดทราบ ไม้โครงหลังคาที่หักยับ บางแผ่นแตกละเอียด มีมอดกินทั้งหมด รู้สึกใจหาย ถ้าต้นไม้ไม่ล้มทับ สักวันอาจพังครืน แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าวันนั้นเป็นวันเปิดเรียน วิกฤติครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้ผมได้ปรับปรุงโรงอาหารแบบถาวร แม้ว่าปัญหาและอุปสรรคจะมากมายเหลือเกิน ก็คงต้องสู้ เพราะ ปัญหา เขามีไว้ให้ ผอ.แก้ มิใช่มีไว้ให้กลุ้ม

         ปิดเทอมว่าจะพัฒนางาน เดินหน้าโครงการที่คิดไว้ จำต้องถอยหลังสักก้าว แล้วค่อยเดินต่อ..ขอเพียงอย่าท้อ..ได้กำลังใจจากเขตพื้นที่ มอบหมายให้ไปอบรมวัฒนธรรมวิจัยในโรงเรียน พร้อมครูอีก ๒ คน ที่โรงแรมแม็กซ์ พระรามเก้า เมื่ิือ วันที่๒๐-๒๓ เมษายน ๔ วันได้ความรู้กลับมาพัฒนานักเรียน ได้กำลังใจจาก ศน .และวิทยากร แม้ใจจะคิดถึงโรงอาหารตลอดเวลา แต่ก็รู้ว่าจะเดินหน้าไปทางไหน..

         ครูและนักเรียนมาพร้อมแล้ว เรามาช่วยกันรื้อซากโรงอาหาร เราจะลุยไปด้วยกันฝ่าฟันอุปสรรคที่ขวางกั้น ให้กำลังใจตัวเอง พร้อมกลืนกลั้นน้ำตาเก็บไว้.