ไบโอไทยจับมือเครือข่ายเกษตรหนุนขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

วันที่ 25 เม.ย. 2554 เวลา : 10:39 น. ผู้เขียน : วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย
ไบโอไทยจับมือเครือข่ายเกษตรกรและผู้บริโภคหนุนกรมวิชาการเกษตรขึ้นทะเบียน สารเคมีกำจัดศัตรูพืชภายในระยะเวลาที่กำหนด ชี้ธุรกิจเคมีเกษตรหวังผลประโยชน์เพื่อตนเองโดยไม่รับผิดชอบผลกระทบต่อ เกษตรกรและผู้บริโภค

วานนี้ (24 เม.ย.) ที่ผ่านมา ตามที่กลุ่มธุรกิจสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้เคลื่อนไหวให้มีการเลื่อนการ บังคับ ใช้กฎหมายวัตถุอันตรายโดยให้เลื่อนการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชออกไป อีก 2 ปี และกดดันให้กรมวิชาการเกษตรผ่อนผันการจัดจำหน่ายสารเคมีการเกษตร โดยอ้างผลกระทบต่อเกษตรกรที่อาจจะไม่สามารถซื้อสารเคมีเกษตรมาใช้ และส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเกษตรนั้น

 

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทยได้แจ้งว่า ไบโอไทยร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรและองค์กรผู้บริโภคจะเคลื่อนไหวเพื่อสนับ สนุนการดำเนินการของกรมวิชาการเกษตร เพื่อเร่งรัดให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะทางราชการได้ให้เวลาแก่บริษัทสารเคมีการเกษตรดังกล่าวมาแล้วถึง 3 ปี โดยในระหว่างระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวก็มีการหารืออย่างใกล้ชิด กับธุรกิจสารเคมีมาตลอด "หากนับเวลาตั้งแต่มีประกาศของกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 บริษัทสารเคมีการเกษตรมีเวลาถึง 1 ปีกับ 9 เดือนครึ่งที่จะขึ้นทะเบียน ในขณะที่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนใช้เวลาเพียง 6-8 เดือนเท่านั้น แต่บริษัทเหล่านี้ก็ละเลยที่จะดำเนินการ เพราะเชื่อว่าจะสามารถเคลื่อนไหวกดดันให้มีการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนออกไป ได้" นายวิฑูรย์กล่าว

 

ผู้อำนวยการไบโอไทยยังระบุด้วย ว่า ประเทศเวียดนามได้ดำเนินการเช่นเดียวกับรัฐบาลไทย โดยได้ดำเนินการเพื่อควบคุมการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจนแล้วเสร็จ ก่อนหน้านี้ โดยค่าใช้จ่ายต่อการขึ้นทะเบียนต่อสารเคมีอยู่ที่ 3,000 -5,000 เหรียญ หรือ 100,000-150,0000 บาทต่อทะเบียนเท่านั้น มิได้สูงถึง 1-1.5 ล้านบาทตามที่สมาคมธุรกิจสารเคมีกล่าวอ้าง ธุรกิจสารเคมีการเกษตรควรนำค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายสารเคมี เช่น ให้การสนับสนุนเอเย่นต์ ร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าไปท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือให้รางวัลจูงใจในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นจำนวนเงินนับร้อยล้านบาทมาใช้สำหรับการขึ้นทะเบียนสารเคมีให้ถูก ต้องจะดีกว่า เพราะการส่งเสริมการขายในรูปแบบดังกล่าวขัดกับ "จรรยาบรรณระหว่างประเทศ ว่าด้วยการจำหน่ายและการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชขององค์การอาหารและ เกษตรแห่งสหประชาชาติ" อย่างชัดเจน

 

"เท่าที่ ผ่านมานโยบายของประเทศได้เอื้ออำนวยต่อบริษัทธุรกิจสารเคมีการเกษตรมาโดย ตลอด เช่น ยกเว้นภาษีการนำเข้าสารเคมีการเกษตรมานานเกือบ 20 ปี อีกทั้งได้ปล่อยปละละเลยให้บริษัทสารเคมีการเกษตรสามารถขึ้นทะเบียนสารเคมี กำจัดศัตรูพืชที่มีเป็นจำนวนมากกว่า 27,000 รายการ ซึ่งมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม  ซึ่งมีการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพียงประมาณ 1,000 - 2,000 ชนิดเท่านั้น การปล่อยปละละเลยดังกล่าวทำให้มีการใช้สารเคมีการเกษตรอย่างเกินความจำเป็น เช่น จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2550 มีเกษตรกรมากกว่า 38.52% ได้รับสารเคมีการเกษตรสะสมในกระแสเลือดที่อยู่ในขั้นเสี่ยงและไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี สารเคมีดังกล่าวยังตกค้างในอาหารและทำให้เกิดปัญหาการส่งออกผักและผลไม้ไป ยุโรป เพราะจากตัวเลขพบว่าผักและผลไม้ของประเทศไทยพบปริมาณการตกค้างของสารเคมีการ เกษตรมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในบรรดา 70 กว่าประเทศที่ส่งออกไปยังยุโรป และระหว่างนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงมาตรฐานการส่งออกให้เข้มงวดขึ้น"

 

" ปัญหา หลักของการใช้สารเคมีคือการใช้สารเคมีการเกษตรมากเกินไป คุณภาพต่ำ และไม่มีการคุ้มครองผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภคที่ได้รับสารพิษ ซึ่งบริษัทสารเคมีการเกษตรในประเทศไทยต้องมีจิตสำนึกในการร่วมรับผิดชอบกับ ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย " นายวิฑูรย์กล่าวทิ้งท้าย

 

อนึ่งการจัด ประชุมและแถลงข่าวของเครือข่ายเกษตรกร องค์กรสิ่งแวดล้อม และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคจะมีขึ้นในวันที่ 27 เมษายนนี้ ที่เคยูโฮม ม.เกษตรศาสตร์ เวลา 13.30 น.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บ้าน นอกคอก นา



ความเห็น (1)

นำสมดุล ธรรมชาติกลับคืนสู่ท้องนา

ขอบคุณครับ