การประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ มี.ค. ๕๔ เป็นงานตลาดนัดเครือข่ายโรงเรียนชาวนานครสวรรค์ ครั้งที่ ๔ ผมเคยเขียนบันทึกเรื่องโรงเรียนชาวนา นครสวรรค์ ไว้ที่นี่ และบันทึกเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ ที่นี่ และคุณอุไรวรรณได้เขียนเล่ารายละเอียดที่ ๑, ๒, ๓ รวมทั้งผมได้บันทึกการไปเยี่ยมบ้านเกยชัยกับสภาสถาบันอาศรมศิลป์เมื่อเดือน ต.ค. ๕๒ ที่นี่
การได้ไปร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เครือข่ายโรงเรียนชาวนา นครสวรรค์ ในครั้งนี้ จึงให้ความสุขแก่ผมมาก ที่ได้เห็นความต่อเนื่องของการรวมตัวกันเรียนรู้จากอาชีพชาวนาหรือเกษตรกรของตน เป็นความสุขที่ต่อยอดหรือเติมเต็มจากการดูนกน้ำในบึงบอระเพ็ดในตอนเช้ามืด ตามที่ได้บันทึกในตอนที่แล้ว
ยิ่งมีความสุข เมื่อได้พบมิตรสหายอีกหลายท่าน เช่นคุณไพศาล เจียนศิริจินดา ประธานมูลนิธิฯ คุณวาสนา อัศรานุรักษ์ ดร. ประกิต
การประชุม ลปรร. ของเครือข่ายชาวนานครสวรรค์มีพลังมาก ผมเห็นเวที ลปรร. ๔ เวที คือ
๑. เวทีส่วนตัว ระหว่างคนต่อคน ที่จะไต่ถามทุกข์สุข และผลการทำมาหากิน ต่อกันและกัน อันนี้ผมไม่มีโอกาสเห็น แต่เดาเอาเอง ว่าคงจะมีการไต่ถามกัน
๒. ตลาดนัดออกร้านขายของและโชว์ผลผลิต ผมได้เห็นหัวหนอนตายหยาก และยอดผักหนาม รวมทั้งได้ชิมตัวอย่างข้าวที่ชาวนาพัฒนาพันธุ์จนกินอร่อย ที่เขาหุงใส่กระติกเอามาเป็นตัวอย่างให้ชิม มีอยู่ร้านหนึ่งทอดปลาจากนาข้าว มาให้ชิมร่วมกับข้าวหอมมะลิแดง สาวน้อยเป็นชาวเมือง ไม่รู้จักหัวกลอย ที่ผมรู้จักดี จากชีวิตเด็กบ้านนอก
๓. เวทีภาพรวมของชีวิตชาวนา ลปรร. กันว่าในพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่ เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบวิถีชีวิตของตน ผมได้ร่วมเวทีนี้อยู่ตลอด เพราะเป็น ช่วงหลังการกล่าวเปิดที่ผมเป็นประธาน
๔. เวที ลปรร. ในห้องย่อย ซึ่งมี ๕ ห้อง คือ (๑) เรื่องอนุรักษ์พันธุ์ข้าว/ผัก. (๒) การค้าพันธุ์ข้าว/ข้าวคุณภาพ (๓) ศูนย์เรียนรู้และการพัฒนาคน. (๔) โรงสี ชุมชน (การจัดการโรงสีชุมชน) (๕) เทคโนโลยีกับการนำมาใช้ในการพัฒนา
ผมไม่ได้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อย แต่ท่านรองฯ สมพงษ์ ได้พาผมไปดูโปสเตอร์ ในห้อง เทคโนโลยีฯ และได้ฟังการบรรยายสรุปของอาจารย์ผู้หญิงท่านหนึ่งของ ม. มหิดล นครสวรรค์ (เสียดายที่ลืมถามชื่อ) เรื่องแหนแดง ที่เป็นพืชผสมเกิดจากการอยู่ร่วมกันระหว่าง แหนกับสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ที่มีความสามารถตรึงไนโตรเจนได้ อาจารย์ท่านเตรียม เอาสาหร่ายส่องกล้องจุลทรรศน์ให้ชาวนาดู และเตรียมอธิบายเรื่องปุ๋ยธรรมชาติจากพืชตรึง ไนโตรเจน และจุลินทรีย์ที่ช่วยการตรึงไนโตรเจนให้แก่พืช โดยถอนต้นโสน เราปมที่รากมา ให้ดู ว่าเกิดจากจุลินทรีย์ ชื่ออะไรผมลืมไปแล้ว เป็นเรื่องน่าชื่นชมมาก ที่มหาวิทยาลัยทำ หน้าที่ถ่ายทอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่ชาวนา ให้ชาวนาได้เห็นรูปธรรมของจุลินทรีย์ ที่เป็นกลไกสร้างปุ๋ยในธรรมชาติ ที่ดีกว่าปุ๋ยเคมี
ผมได้ให้ความเห็นแก่อาจารย์ท่านนี้ว่า ให้ไปคุยและทำงานร่วมกับชาวนาในแปลงนา เรียนรู้ข้อมูล และสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในแปลงนา สังเกตให้ละเอียด และเพิ่ม power of observation ของตน เพื่อหาปรากฏการณ์ที่ยังค้นหาคำอธิบายไม่ได้ นั่นคือโจทย์วิจัย ที่จะนำไปสู่ข้อค้นพบที่ใหม่ และตีพิมพ์ในวานสารวิชาการนานาชาติได้
ผมแนะนำให้ทำงานวิชาการแบบย้อนศร คือตามปกตินักวิชาการค้นคว้าหาความรู้หรือ สร้างความรู้ แล้วเอาไปให้ชาวนาใช้ วิธีย้อนศรคือ ไปหาชาวนา ไปทำงานร่วมกับชาวนา เพื่อสังเกตหาสิ่งที่เกิดขึ้นหรือปรากฏในแปลงนา แต่นักวิชาการอธิบายไม่ได้ ไปค้นความรู้จน จบสิ้นแล้วก็ยังอธิบายไม่ได้ ก็ทำวิจัยเพื่อหาทางอธิบายปรากฏการณ์นั้น จะได้ข้อค้นพบ มากมาย
พัฒนาการที่ผมชื่นชมมากคือ การพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์แก่ชาวนา โดยเป็น นโยบายของ มรภ. นครสวรรค์ ที่จะมอบปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้มีผลงานดีเด่นจากสมาชิกของ โรงเรียนชาวนา ทางมูลนิธิฯ จึงเสนอชื่อสมาชิกที่มีผลงานดีเด่นไปให้ มรภ. นครสวรรค์คัด เลือก ปี ๒๕๕๓ ผู้ได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ คนแรก คือนายส่ง บัวขัน และในปี ๒๕๕๔ นายกรุ่น โตชัย จะเข้ารับพระราชทานปริญญาเป็นคนที่ ๒
เรื่องราวของลุงส่ง มีอยู่ในหนังสือ “เรื่องเล่าจากชาวนา ๒” ที่แจกแก่ผู้มาร่วม ลปรร. ในงานตลาดนัดทุกคน นี่คือจุดแข็งของมูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา ที่สามารถรวบรวมเรื่องราวดีๆ มาทำเป็นเล่มหนังสือ ที่จะเป็นเอกสารที่ชาวนาสมาชิก เอาไปอ่านแล้วอ่านอีกได้ และช่วยให้สามารถเผยแพร่เรื่องราวของสมาชิกโรงเรียนชาวนา ออกไปได้ในวงกว้าง ผมเข้าใจว่าผู้มีส่วนสำคัญคือคุณเขียว (นพดล มั่นศักดิ์) เจ้าหน้าที่ ประจำคนเดียวของมูลนิธิฯ ผมได้รับแจกหนังสือมาทั้งหมด ๓ เล่ม อีก ๒ เล่มชื่อ “เรื่องเล่าจากชาวนา” เป็นหนังสือที่แจกในการประชุมประจำปี ครั้งที่ ๓ และ “สรุปรายงานประจำปี ๒๕๕๒ มูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์”
คุณไพศาล เจียนศิริจินดา ประธานมูลนิธิฯ เตรียมคำกล่าวเปิดงานไว้อย่างดี แต่ผม ไม่ได้ใช้ เพราะคิดว่าพูดปากเปล่าให้ความรู้สึกได้ดีกว่า แต่เมื่อกลับมาอ่านคำกล่าวที่คุณ ไพศาลเตรียมให้ พบว่าครบถ้วนกว่าที่ผมพูดเองมาก จึงขอคัดลอกมาลงไว้
คำกล่าวเปิดงานตลาดนัดเครือข่ายโรงเรียนชาวนา ครั้งที่ ๔
นพ. วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล
ในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔
ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ บึงเสนาท
..........
เรียน ท่านประธานและคณะกรรมการมูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่าย โรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ ท่านรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขต นครสวรรค์ พี่น้องโรงเรียนชาวนา และท่านผู้มีเกียรติ ที่เคารพ
ผมมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในการเปิดงานตลาดนัด ความรู้โรงเรียนชาวนาจังหวัดนครสวรรค์ครั้งที่ 4 ในวันนี้
ชาวนานับเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรู้อย่างมาก ต้องรู้ตั้งแต่การเลือกข้าวพันธุ์ดี การปลูกข้าวด้วยการดำหรือหว่านดี การดูแลระบายน้ำในแปลงนา การบริหารจัดการ ในแปลงนาต่างๆ ทั้งเรื่องปุ๋ย และการควบคุมแมลงในแปลง จนถึงการเก็บเกี่ยว แล้วยังต้อง บริหารจัดการข้าวเปลือก โดยการใช้ความรู้ด้านการตลาดอีกด้วย
จึงเห็นได้ว่าชาวนานัินต้องใช้ความรู้อย่างมาก หลากหลายสาขา จึงจะเป็นชาวนา ที่แท้จริง ชาวนาผู้รู้แจ้ง มีจิตวิญญาณของชาวนาอย่างแท้จริง
แต่ในปัจจุบันชาวนาไทยทำงานแบบง่ายๆ ตามกระแส ใช้สารเคมีการเกษตรและ เครื่องยนต์การเกษตรตามแฟชั่น ที่เขาว่ามาว่า ทำอย่างนี้ดีไม่ต้องเหนื่อย ทำนาแบบเป็น ผู้จัดการนา คือชี้นิ้วใช้เงินจ้างทำนา. ไม่ได้ใช้ความรู้เป็นเครื่องนำทาง แต่ถือความสบาย เป็นที่ตั้ง
การที่มูลนิธิฯ และเครือข่าย ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มโรงเรียนชาวนา และพัฒนาขยาย เครือข่าย ที่สามารถสร้างการเรียนรู้และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งจำนวนกลุ่มและพื้นที่กว้างนั้น นับเป็นการสร้างความรู้ที่แท้จริง ให้กลับมาสู่ชาวนาอีกครั้ง
การจัดการความรู้ของสมาชิกเครือข่ายฯ ผ่านงานตลาดนัดความรู้โรงเรียนชาวนา ที่มูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายฯ ร่วมกันจัดต่อเนื่องเป้นปีที่ ๔ นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการการจัดการความรู้ของชาวนานครสวรรค์เป้นอย่างยิ่ง เป็นเวทีให้เครือข่ายโรงเรียนชาวนานำความรู้ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยน และต่อยอดการพัฒนาร่วมกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและหมุนเกลียวความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติของนักจัดการความรู้เครือข่ายโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ จึงจำเป็นต้องจัดเวทีตลาดนัดความรู้โรงเรียนชาวนาเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในการปฏิบัติการในระยะต่อไป ทุกๆ ปี
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคณะทำงานและผู้เข้าร่วมงาน ที่เล็งเห้นประโยชน์ และมาร่วมกันในครั้งนี้ จึงขอให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ
ขณะนี้ ได้เวลาอันเป็นมงคล ผมขอเปิดการประชุมสัมมนา ณ บัดนี้
ก่อนกลับกรุงเทพ ท่านรองฯ สมพงษ์ พาไปกินอาหารเที่ยงที่ภัตาคารโกยี อันเลื่องชื่อ โดยมีคุณวาสนา และ ดร. ประกิต มาร่วมด้วย ดร. ประกิตเล่าให้ฟังว่าทีมนักธุรกิจเพื่อสังคม ของนครสวรรค์ ไปทำกระบวนการเรียนรู้ที่พัทลุง หลังจากเกษตรกรที่พัทลุงโดนพายุพัดต้นยาง โค่นไป ๗๐% โดยมีเป้าหมายใหญ่คือ จะได้คิดปรับโครงสร้างการใช้ที่ดิน ในทำนองพลิก วิกฤตเป็นโอกาส ที่หากไม่มีคนมาสะกิด ก็คิดเองไม่ออก ดร. ประกิต เล่าว่า ชาวบ้านที่ พัทลุงพูดตรงๆ ว่ามีอะไรมาให้เขาบ้าง ที่เขามานี้เสียรายได้ที่เคยทำมาหากินได้นะ ซึ่งทีม ดร. ประกิตก็ตอบว่า ไม่มีเงินให้ มีแต่ความรู้จากการทำกระบวนการ ภาพนี้สะท้อนมาจากหน่วย ราชการและนักการเมือง ที่เมื่อเชิญชาวบ้านมาประชุม ก็มีการแจกเงิน จนถือเป็นเรื่องปกติ เป็นการมอมเมาชาวบ้านอย่างหนึ่งที่ทำลายความเข้มแข็งของชาวบ้านและชุมชน
วิจารณ์ พานิช
๒๘ มี.ค. ๕๔
|
ตลาดนัดแสดงผลผลิต
|
|
ถ่ายไปอีกทางหนึ่ง
|
|
แสดงการพัฒนาพันธุ์ข้าว ตำบลเกยชัย
|
|
ข้าวหอมมะลิแดงกับปลาจากแปลงนาทอด ชิมข้าวแล้วติดใจต้องซื้อกลับบ้าน
|
|
ตัวอย่างวิธีเพาะจุลินทรีย์
|
|
ว่าที่ วท.บ. กิตติมศักดิ์ ลุงกรุ่น โตชัย คนขวาคือ นพ. สมพงษ์ ยูงทอง
|
|
คุณไพศาลกำลังสัมภาษณ์ลุงกรุ่น ว่าที่บัณฑิตน้องใหม่
|
|
ผู้มาร่วมประชุม ถ่ายจากบนเวที หลังจากกล่าวเปิดจบ
|
|
ครูณรงค์ แรงกสิกร ผู้อนุรักษ์ป่า ได้น้ำทำนา ทำน้อยได้มาก เพราะไม่โลภ
|
|
คุณบุญลือ จันทะรังสี นักวิชาการชาวบ้านผู้พัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ข้าว
|
|
ตัวอย่างพันธุ์ข้าวของคุณบุญลือ
|
|
คุณเขียว บุญลือ นพ. สมพงษ์ และสาวน้อย
|
|
โปสเตอร์อธิบายเรื่องจุลินทรีย์ สำหรับชาวนาเรียนรู้
|
|
ชาวนาฟังนักวิชาการ
|
|
วงเสวนาการจัดการโรงสีชุมชน
|














