เมื่ออำนาจ+ความเคยชิน ก็คือสิ่งที่น่ากลัวมาก เนื่องจากน้ำเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวย่อมตกตะกอน ถ้า+กับเวลาถึง ๑๒๐ ปี ดังที่อาจารย์เสนอมา ย่อมเป็นตะกอนที่หมักหมมจนก่อให้เกิดปัญหาได้อย่างไม่ต้องสงสัย

  

   เมื่ออ่านคำแถลงการณ์ของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร) ว่าด้วยแนวทางปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ที่ท่านศาสตราจารย์  วิจารณ์ พานิช ได้นำมาเสนอ ผู้เขียนอ่านแล้วมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ หากทำการปฏิรูปได้ดังที่กล่าวมา ประเทศไทยจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีก้าวหน้าและมั่นคง แม้ว่าเบื้องต้นอาจไม่สวยงามอย่างที่คิดไว้ เพราะ

 

  •  กว่าจะชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจร่วมกันได้-ต้องใช้เวลา

  •  กว่าที่ทุกฝ่ายจะลงมือขับเคลื่อนได้-ต้องใช้กิจกรรม และ

  • กว่าจะสำเร็จได้-ต้องใช้ความอดทนสูงมาก

   

  อำนาจ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก   ซึ่งสามารถแสดงถึงสถานภาพ บทบาท ผลประโยชน์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็น ๑ ในความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์

 

     ความเคยชิน เป็นนิสัยที่กระทำมาแบบซ้ำ ๆ จนติดเป็นนิสัย ถ้าจะเปลี่ยนแปลงต้องใช้พลังทางสติปัญญาสูงมาก และสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปก็ยังไม่แน่ใจว่าจะดีจริงหรือไม่ เพราะยังไม่มีประสบการณ์

 

     เมื่ออำนาจ+ความเคยชิน ก็คือสิ่งที่น่ากลัวมาก เนื่องจากน้ำเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหว ย่อมมีตะกอน ถ้า+กับเวลาถึง ๑๒๐ ปี ดังที่อาจารย์เสนอมา ย่อมเป็นตะกอนที่หมักหมมจนก่อให้เกิดปัญหาได้ อย่างไม่ต้องสงสัย

 

     ในสมัยเริ่มต้นพุทธกาล มีพระสาวกจำนวนน้อย พระพุทธเจ้าทรงปกครองสงฆ์ด้วยพระองค์เอง โดยที่ใครก็ตามเมื่อเข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนา พระองค์จะอุปสมบทให้โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเหมาะสำหรับสถานการณ์หนึ่งเท่านั้น 

 

     แต่เมื่อมีพระสาวกมากขึ้น กระจายอยู่ทั่วไปในดินแดนต่าง ๆ การที่พระองค์จะทรงปกครองเองนั้นลำบาก เพราะการสื่อสารและการคมนาคมไม่สะดวกรวดเร็วมากนัก พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนถ่ายพระราชอำนาจให้พระมหาเถระในระดับต่าง ๆ โดยใช้เทคนิคใหม่เรียกว่า "ไตรสรณคมน์" ในการบวชให้กับกุลบุตรต่าง ๆ แม้จะมองว่าเป็นการแบ่งอำนาจไปอยู่ที่พระสาวกก็จริง กลับเป็นผลดีด้วยซ้ำไปที่พระศาสนากับเจริญรุ่งเรืองขึ้น  

 

     เมื่อพระองค์เห็นว่าการพระศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากแล้ว จึงมอบอำนาจให้กับสงฆ์ในการบริหารจัดการ โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า "ญัตติจตุตถกรรม" อันเป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่ใช้ในการอุปสมบทมาจนถึงทุกวันนี้?

 

     จึงมีคำถามว่า การปฏิรูปดีหรือไม่?

 

     จากระบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา สู่ไตรสรณคมน์ และญัตติจตุตถกรรมตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าทรงปกครองด้วยการกระจายอำนาจ สู่การมอบพระราชอำนาจให้กับหมู่สงฆ์ ถ้ามองให้ดีมีส่วนสำคัญอยู่  ๔ ประการ คือ

     ๑)การโอนอำนาจสู่ท้องถิ่น เนื่องจากคณะสงฆ์กระจายไปอยู่เมืองต่าง ๆ ท้องถิ่นย่อมทราบปัญหาของท้องถิ่นได้ดีกว่าส่วนกลาง

     ๒)การให้โอกาสแก่สงฆ์มีส่วนร่วมในการบริหารกิจการคณะ เป็นการวางแนวทางปฏิบัติให้กับองค์กรที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

     ๓)การกระจุกตัวของอำนาจสงฆ์อยู่ที่ส่วนกลางทำให้เกิดความล้าช้าในการแก้ปัญหาที่ยิ่งนับวันยิ่งสลับซับช้อนมากยิ่งขึ้น

     ๔)จากการที่ผู้มีอำนาจควบคุมสงฆ์ ก็จะกลายเป็นสงฆ์ควบคุมดูแลและตรวจสอบกันเอง

 

     เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอำนาจที่มีมากเกินไปก็จะลดลงตามลำดับ ประกอบกับความเคยชินที่มีมานานก็จะเกิดการยืดหยุ่นขึ้น และเวลาที่นานเกินไปก็จะทำให้มีการเคลื่อนไหวไม่เกิดตะกอนคือก้อนของปัญหาใหญ่ที่สะสมมา

 

     ผู้เขียนหวังว่าเราทุกคน จะรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวในขับเคลื่อนนั้นการปฏิรูปการเมืองแบบสร้างสรรค์นั้น อย่างจริงใจ