ระหว่างที่กำลังยืนรอขนมอยู่มันว่างมากไม่มีอะไรทำเลยขออนุญาตคุณป้าเจ้าของร้านขนมเก็บภาพนิดๆหน่อยๆเล็กๆน้อย ๆมาฝากเพื่อนๆเพราะเราเชื่อว่ายังมีเพื่อนๆอีกหลายคนทีไม่รู้จักขนมชนิดนี้ค่ะ... 

 


ขนมโคเป็นขนมพื้นบ้านของชาวปักษ์ใต้ขนานแท้จำได้ว่าตอนเด็กๆเราและเพื่อนๆรวมทั้งญาติสนิทมิตรสหาย มักจะทำทานกันอยู่บ่อยๆเพราะเป็นขนมที่ทำง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เด็กทำได้ ผู้ใหญ่ทำดีและการทำขนมโคยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้องพ้องเพื่อนอีกดวย


ขนมโค จัดเป็นของว่างในหมวดของหวานก็ว่าได้ตัวเนื้อขนมทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำใบเตยให้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนไส้ข้างในใช้น้ำตาลแว่นหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า เมื่อทำการห่อแป้งกับน้ำตาลแว่นแล้วก็นำไปต้มในน้ำเดือดให้สุกลูกที่สุกสังเกตุได้ง่ายเพราะจะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ


 

ส่วนลูกที่จมอยู่ในน้ำแสดง่ายังไม่สุกค่ะ เราทำการช้อนลูกที่ลอยน้ำแล ะตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ



แล้วจึงตักใส่กระด้งไม้ไผ่ที่ ถูกรองพื้นเตรียมไว้ด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยผสมเกลือ(มะพร้าวขูดอาจนึ่งก่อนเพื่อไม่ให้มะพร้าวเสียง่ายส่วนการใช้กระด้งไม้ไผ่แทนถาดเพราะทำให้ขนมร่อนและคลุก กับมะพร้าวได้ง่ายเนื่องด้วยคุณสมบัติของไม้ไผ่คือจะทำหน้าที่ซับน้ำจากขนมอีกที ทำให้ขนมไม่แฉะคลุกมะพร้าวติดง่ายและทั่วถึง )


 

 

ขั้นตอนสุดท้ายคือโรยด้วยถัวเขียวเลาะเปลือกคั่วสดๆใหม่ จะทำให้ได้ถั่วคั่วที่มีกลินหอมมาก


 

เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ สิ้นกระบวนการทำขนมโคค่ะ ^-^


ปัจจุบันขนมโคซึ่งจัดว่าเป็นขนมที่ทำง่าย กลายเป็นขนมที่หากินได้ยากแ ต่ที่ยากกว่าคือหาเจ้าที่ทำได้อร่อยจริงๆนั้นแทบไม่มีเ ลย แต่ยังเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งว่าที่อ.เมือง จ.สงขลา ยังมีหลงเหลืออยู่อีกหนึ่งเจ้า เป็นเจ้าที่ทำขนมโคขายเป็นอาชีพทำอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นส ันขายมาหลายสิบปีจนสามารถส่ งลูกๆเรียนจนจบปริญญามาด้วย หม้อต้มขนมโคเลยก็ว่าได้

ความอร่อยและพิเศษของขนมโคเ จ้านี้คือ ความพิถีพิถันในการคัดเลือก  คัดสรรวัตถุดิบและส่วนผสมใน การรังสรรค์ขนมโคแต่ละลูก ตัวเนื้อแป้งขนมของที่ร้านน ี้ยังคงใช้กรรมวิธีโบราณในก ารโม่แป้งสดเองแบบวันต่อวัน  ไม่มีการใช้แป้งถุงให้เหม็น หืนหรือแข็งกระด้างให้เสียอ ารมณ์เวลาทาน นอกจากนี้ยังผสมน้ำใบเตยคั้ นกันสดๆ ไม่เจือสีลงไปในแป้งสดที่โม ่เองด้วย


 

เสร็จจากนางเอกของเราก็มาถึ งวิธีการ เลือกน้ำตาลแว่นที่จะมาทำเป ็นไส้ขนมนั้น ได้ผ่านการสาะแสวงหา ลองผิดลองถูกอยู่นานพอสมควร กว่าจะลงตัวได้น้ำตาลแว่นที ่ดีมีคุณภาพจริงๆ คือตัวน้ำตาลที่เราทำเป็นไส ้ขนมนั้นเวลาต้มแป้งแล้วน้ำ ตาลแว่นที่อยู่ข้างในต้องไม่เหลว เยิ้ม ย้อย ละลายกับตัวแป้ง ถ้าเป็นน้ำตาลดีคือตัวน้ำตาลแว่นต้องไม่เปลี่ยนสภาพแต่ยังคงเป็นก้อนแข็งกำลังดีให้ได้เคี้ยวกันเพลินอยู่แม้ว่าขนมจะถูกต้มผ่านน้ำเดือดๆมาแล้วก็ตามทีค่ะ ดังนั้นเทคนิคการเลือกใช้น้ำตาลแว่นจะต้องสั่งกันกับเจ้าประจำที่เชื่อถือได้นั้นเพราะตัวไส้ก็เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ขนมโคอร่อยหรือกร่อย


ถ้าจะไม่พูดถึงเรื่องมะพร้าวก็เหมือนจะยังไม่เป็นขนมโค มะพร้าวที่นำมาคลุกกับขนมก็ต้องเลือกใช้ที่ไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไปที่สำคัญคุณป้าจะต้องนำมาลงมือขูดเองไม่ซื้อแบบที่เค้าขูดไว้แล้วเพราะที่ร้านมักจะไม่พิถีพิถันในการขูดคือจะขูดถึงเนื้อกะลาทำให้มะพร้าวไม่ขาวสะอาด และที่สำคัญคือเวลานำมาคลุกกับขนมทำให้คนกินรู้สึกว่าขนมอร่อยน้อยลงเพราะมะพร้าวจะแข็งและเป็นก้าง พาลให้เสียอารมณ์เวลาทานกันเปล่าวๆ


 

ขนมโคดูๆแล้วเหมือนจะทำง่ายแต่ทำให้หอร่อยนั้นยากเพราะต้องพิถีพิถันทุกขั้นตอน เนื่องจากเป็นขนมไทยแท้แต่โบราณเลยต้องมีอะไรให้สลับซับซ้อนหน่อยหรือเคล็ดลับเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เสียชื่อกุลสตรีไทยในอดีตที่ขึ้นชื่อเรื่องการประณี ประดิษฐ์ประดอยในการทำเครื่องคาวหวานยิ่งนักนั้นเองค่ะ :- )


เคล็ดไม่ลับสุดท้ายคือเทคนิคในการรับประทานขนมโคให้อร่อย เราต้องห่อขนมด้วยใบตอง


 

กลัดห่อด้วยไม้ก้านมะพร้าว


อบไว้สักครู่ แต่อย่านานเกิน อบเพื่อให้ได้กลิ่นหอมของใบตองเป็นการเพิ่มอรรถรสเวลาทาน



หลังจากเปิดห่อ ให้ใช้ก้านมะพร้าวจิ้มตัวขนมแทนส้อมหรือช้อน แต่ที่สำคัญที่สุดคือขอย้ำว่า ต้องกินขนมตอนร้อน ๆ เท่านั้นถึงจะรับรู้ได้ถึงความอร่อยมากของขนมชนิดนี้ค่ะ

                ***************************