คนบางคนมีความสามารถในการสื่อความโดยธรรมชาติ เขาสามารถสื่อเรื่องอะไรกับใครก็ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บางคนกลับตรงกันข้าม มีแต่เรื่องเข้าใจผิดกันเป็นประจำ ไม่ว่าคุณจะมีทักษะการสื่อความหมายระดับไหนไม่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสามารถพัฒนาได้ ขอให้ใช้คำแนะนำต่อไปนี้ในการเรียนรู้ (หรือเตือนตัวเอง) เกี่ยวกับสิ่งสำคัญที่ต้องจดจำการสื่อความกับผู้อื่น
1.    หยุดพูด
การใช้เวลาฟังให้มากกว่าพูด อาจจะฝึกได้ยากในระยะแรก แต่เป็นทักษะที่จะต้องฝึกให้เป็นนิสัย นิสัยนี้จะติดตัวไปนาน และจะทำให้คุณเป็นนักสื่อความหมายที่ดี
2.    ทำให้คนอื่นสบายใจ
เมื่อคนเราเกร็ง คุณจะพบว่าคุณสื่อความหมายกับเขาได้ยาก แทนที่เขาจะสนใจว่าคุณพยายามพูดอะไร เขาจะกังวลอยู่กับความกลัวของเขา และเขาจะไม่กล้าพูด
เมื่อคุณพบว่าคนที่คุณต้องการจะพูดด้วยเขาประหม่าหรือเหนียมอาย คุณต้องทำให้เขาสบายใจเสียก่อนเพราะไม่เช่นนั้นการสื่อความกับเขาจะทำได้ จำกัด สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ยิ้มและทำตัวเป็นมิตรกับเขา ประการที่สอง คือ ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี หาที่สบายๆให้เขานั่ง  หาเครื่องดื่มหรืออาหารให้เขาตามความเหมาะสม ประการสุดท้ายเริ่มสนทนาด้วยเรื่องสนุกๆ และที่เขาสนใจ ถามเรื่องครอบครัว งานอดิเรก หรือเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขา เป้าหมายก็คือเพื่อสร้างความสนิทสนมและทำให้เขาสบายใจที่จะพูดคุย
3.    แสดงให้เขาเห็นว่าคุณต้องการฟัง
วิธีที่ดีที่สุดในการส่งเสริมการสื่อความ คือ การแสดงให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าเราปรารถนาจะฟังเขา แสดงสีหน้าท่าทางว่าเราสนใจในสิ่งที่เขาพูด สิ่งเหล่านี้แสดงออกได้ด้วยความปรารถนาอย่างแท้จริงของคุณที่จะตั้งในฟัง อีกส่วนหนึ่งด้วยการเน้นจุดสนใจอยู่ที่ความเข้สใจในเรื่องที่เขาพูด ไม่ใช่การตอบสนองของคุณต่อเรื่องที่เขาพูด
4.    ถาม
เมื่อได้จังหวะเหมาะให้ถามคำถามเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม หรือเพื่อความกระจ่างในบางจุดที่คุณยังไม่แน่ใจ นอกจากจะเป็นการช่วยให้คุณเข้าใจแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้กำลังใจคู่สนทนาของคุณ และแสดงให้เขาเห็นว่าคุณกำลังฟังเขาอยู่ นอกจากนั้นยังเป็นการยืดเวลาให้คุณได้พิจารณาข้อมูลที่ได้รับมา และช่วยให้คุณเน้นจุดสนใจลงไปที่ข้อมูลนั้น
ขณะที่ถามคำถาม ต้องถามในลักษณะที่ส่งเสริมหรือเป็นกลางเสมอ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเขารู้สึกเหมือนกับว่าคุณกำลังสงสัยหรือท้าทายเขา คำถามนั้นแทนที่จะช่วยในการสื่อความอาจจะเป็นตัวขัดขวางก็ได้
5.    ขจัดสิ่งรบกวน
จงเป็นคนไวต่อสิ่งรบกวนที่อาจขัดขวางการสื่อความ บางคนไม่ชอบเสียงดังหรือเสียงเพลงรบกวน บางคนไม่ชอบสิ่งรบกวนทางกายภาพ เช่น เก้าอี้นั่งไม่สบายแสงแดดส่องหน้า เป็นต้น พยายามอย่างดีที่สุดที่จะขจัดสิ่งรบกวนเหล่านี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการสนทนากับใครอย่าขีดเขียน เคาะโต๊ะ หรือพลิกกระดาษ นอกจากจะเป็นการรบกวนแล้วยังทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าคำพูดของเขาไม่มีความ สำคัญสำหรับคุณ
6.    อดทน
ทุกคนมีวิธีสื่อความตามจังหวะและวิธีการของเขา เราต้องยอมรับ อย่าขัดจังหวะในขณะที่คนอื่นกำลังพูด ความอดทนเป็นองค์ประกอบสำคัญของอัจฉริยะ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อความหมายด้วย
7.    เข้าใจความรู้สึกของเขา
ขณะพูดคุยกับผู้อื่น จงพยายามให้มากที่สุดที่จะมองสิ่งต่างๆในแง่มุมของเขา พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเขาจึงคิดเช่นนั้น
8.    อย่าสื่อความขณะโกรธ
ทุกคนรู้จักโกรธเป็นบางครั้งบางคราวเพราะเป็นเรื่องของชีวิต แต่ถ้าความโกรธเกิดขึ้นในขณะที่กำลังสื่อความ ผลของมันอาจจะเป็นความหายนะได้ ความโกรธมักทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนไป และคนที่กำลังโกรธมักพูดบางสิ่งบางอย่างทีทำให้ต้องเสียใจภายหลัง นอกจากนั้นความโกรธยังลดสมรรถภาพในการฟังลงด้วย
ฉะนั้นขณะกำลังสื่อความพยายามหลีกเลี่ยงความโกรธ ถ้าคุณรู้ตัวว่ากำลังเริ่มโกรธขณะที่พูดอยู่กับใครก็ตาม พยายามระงับความโกรธนั้นไว้จนกว่าจะสิ้นสุดการสนทนา ถ้าทำไม่ได้อาจจะเลื่อนการสนทนาออกไปก่อนจนกว่าคุรจะสามารถพูดด้วยเหตุผล ได้ดีขึ้น
9.    หลีกเลี่ยงการโต้เถียงและตำหนิติเตียน
เพราะมีผลเช่นเดียวกับการโต้เถียง ทำให้ผู้อื่นปกป้องตัวเองและปิดกั้นการสื่อความหมาย จงพยายามอย่างที่สุดที่จะสร้างคนขึ้น อย่ากดเขาลงด้วยคำตำหนิของคุณ ถ้าคุณอยู่ในสถานะที่จะให้ข้อคิดที่แตกต่างออกไปหรือให้การแก้ไข จงให้ในทางบวกที่สุดเท่าที่จะทำได้
10.    ตอบคำถามตรงๆเสมอ พร้อมทั้งให้คำอธิบาย
ถ้าคุณมีนิสัยชอบตอบคำถามอ้อมค้อม จงเตือนตัวเองว่าคนอื่นเขาชอบคำตอบที่กระชับมากกว่า และพยายามพัฒนาการสื่อความแบบตรงไปตรงมา แต่ในการทำเช่นนั้นก็ระวังอย่าให้เลยไปอีกด้านหนึ่งถึงขนาดตอบง่ายๆ เพียงแค่ใช่หรือไม่เท่านั้น ให้ข้อมูลเล็กน้อยในทางบวกเพราะคนเรามักอยากรู้ “เหตุผล” เบื้องหลังคำตอบเสมอ และข้อมูลบางอย่างอาจช่วยให้ความมั่นใจกับเขาด้วยว่า คุณรู้จริงในสิ่งที่คุณพูดไม่ใช่ยกเมฆเอาเอง
11.    เริ่มคำถามด้วยข้อมูลที่จำเป็นก่อน
คำตอบที่ดีที่สุดคือตอบตรงๆ แต่คำถามอาจถามได้หลายวิธี เราทุกคนคงเคยจังงังกับคำถามชนิดที่คาดไม่ถึงกันมาแล้วในบางครั้ง เป็นคำถามที่เราไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับอะไร หรือทำไมมันจึงถูกถามแบบนั้น ผลที่เกิดขึ้นคือเราไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร
เมื่อไรก็ตามที่คุณจะถามคำถามจงให้ข้อมูลให้พอที่ผู้ตอบจะทราบถึงเนื้อหา และเจตนาของคำถามนั้น ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ยืดยาว เพราะตัวข้อมูลยาวไปก็อาจทำให้สับสนได้ เพียงให้ข้อมูลเท่าผู้ตอบจะตอบได้ง่ายเท่านั้น  ตัวอย่างต่อไปนี้จะชี้ให้เห็นถึงการถามคำถามเดียวกันด้วยวิธีที่แตกต่างกัน
1. “PD หมายความว่าอะไร”
2. “ผมอยากถามอะไรคุณอย่างหนึ่ง ขณะที่ผมตรวจสอบบัญชีเมื่อคืนนี้ ได้เห็นคำย่อในคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมไม่เข้าใจ PD หมายความว่าอะไร?”
คุณจะเห็นได้ว่าข้อมูลที่ให้เพียงเล็กน้อยนี้ทำให้การถามคำถามแตกต่างกันมากมาย
12.    เข้าสู่ประเด็นโดยเร็ว
ถ้าเราสามารถสื่อความกันโดยใช้เวลาและพลังงานน้อยเท่าไร  ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อเรามากเท่านั้น และถ้าเราสามารถทำอะไรก็ตามเพื่อป้องกันการผิดพลาดในการสื่อความหมายได้จะ ยิ่งช่วยได้มาก
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าคุณจะสื่อความกับผู้อื่นตัวต่อตัวหรือเป็นกลุ่มก็ตาม คุณจะต้องเข้าประเด็นให้เร็วที่สุด แล้วจากนั้นจึงให้คำอธิบายเพิ่มเติมภายหลัง การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะประหยัดเวลาของทุกคนเท่านั้น แต่ยังช่วยไม่ให้ผู้ฟังต้องคาดเดาว่าคุณกำลังจะนำเขาเข้าสู่เรื่องราวอะไร และป้องกันไม่ให้เขาด่วนสรุปอย่างผิดๆด้วย บางครั้งคุณจะพบว่าคำอธิบายที่คุณเตรียมมานั้นไม่จำเป็นเลยเพราะประเด็นของ คุณมันชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว
13.    ขอบเขตของเรื่องต้องชัดเจน
ช่วยประหยัดการสนทนาเมื่อพูดให้ชัดเจนว่าปัญหาใหญ่แค่ไหน จะต้องทำงานมากเพียงใด เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร ฯลฯ บอกให้ผู้ฟังทราบถึงขนาดและคุณภาพของเรื่องจะกระตุ้นให้เขาคิดติดตามเรื่อง ได้
14.    พูดซ้ำให้เข้าประเด็น
หลายคนมองข้ามคุณค่าของการพูดซ้ำในการสนทนาตัวต่อตัว ที่จริงวิธีนี้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง เมื่อไรก็ตามที่คุณไม่แน่ใจว่า คนอื่นเขาเข้าใจเรื่องที่คุณพูดหรือไม่ ลองพยายามเรียบเรียงคำพูดใหม่ หรือสรุปเรื่องราวนั้น จะเป็นวิธีที่ดีที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจ
15.    พยายามให้ผู้ฟังตอบสนอง
กระตุ้นให้เขาถามคำถามเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม หรือถามเขาว่าเข้าใจหรือไม่หลังจากที่คุณพูดครอบคลุมประเด็นสำคัญหมดแล้ว ก่อนที่จะพูดเรื่องอื่นต่อไป
16.    ถ้าผู้ฟังไม่เห็นด้วยให้ข้อความเห็นจากเขา

การเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการตอบสนองในทางดี

คุณอาจยังพบความยากลำบากในการสื่อความหมายกับผู้คนให้ได้ผลตามที่คุณ ต้องการอยู่อีก เมื่อคุณกำลังเสมอแนวความคิดใหม่ หรือแนวความคิดที่แปลกออกไป ผู้คนจะไม่รับแนวความคิดใหม่ในทันทีเสมอไป แต่จะตอบสนองทางใดทางหนึ่ง ใน 3 ทางต่อไปนี้
1.    ปฏิเสธ
2.    ทนได้
3.    ยอมรับ
อย่างไรก็ตามยังเป็นไปได้ที่จะเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับการตอบสนองในทางดีจาก ผู้คน เมื่อคุณนำเสนอความคิดแก่เขา โดยคุณจะต้องทำ 4 ภาวะต่อไปนี้ให้ครบถ้วนคือ
1) ให้คนสามารถเข้าใจได้และได้เข้าใจความคิดของคุณ
เพราะหากไม่ใช่เป็นการถูกบังคับแล้ว คนจะไม่ยอมรับความคิดจนกว่าเขาจะเข้าใจมัน ถ้าคุณพยายามจะให้คนอื่นเขายอมรับความคิดของคุณ ต้องทำให้แน่ใจว่าเขาเข้าใจความคิดนั้นเสียก่อน
2) ให้คนเชื่อว่าความคิดนั้นเข้ากันได้กับความสนใจของเขา
เมื่อคนได้รับความคิดใหม่ๆ คำถามแรกที่เขาจะถามหรือคิดในใจก็คือ “มันจะมีผลอย่างไรกับตัวฉันบ้าง?” คนไม่พร้อมที่จะรับอะไรก็ตามที่มีผลเสียมากกว่าผลดีต่อตัวเอง เมื่อคุณนำความคิดใหม่มาเสนอ  อย่าลืมให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของความคิดนั้นด้วย อย่างน้อยที่สุดก็แสดงให้เห็นว่ามันไม่เป็นโทษต่อเขา
3) ให้คนอื่นเชื่อว่าความคิดนั้นไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ขององค์กร
4) ให้คนสามารถทำตามความคิดนั้นได้ด้วยจิตใจและร่างกาย
บางครั้งสิ่งเดียวที่คุณต้องให้เขาคือ กำลังใจ บางเวลาคุณจะต้องคาดการณ์ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และให้คำอธิบายเสียก่อนเพื่อป้องกันการเสียกำลังใจ และในอีกบางเวลาคุณจะต้องฝึกสอน หรือให้อุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือเขา

การพัฒนาทักษะการสื่อความหมายในกลุ่มเล็กๆ
ต่อไปนี้เป็นสูตรการทำงานและการสื่อความหมายอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มเล็กๆซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1.    รู้ให้แจ้ง (Know your people)
2.    แสดงให้ประจักษ์ (Show your people)
3.    ฟูมฟักให้โต (Grow your people)

1. รู้ให้แจ้ง
กลวิธีในการปฏิบัติคือพยายามหากุญแจไขสู่บุคลิกภาพของแต่ละคน และใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อไปนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับบุคลิกภาพ 11 ประการ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในการรวมกลุ่ม พร้อมทั้งคำแนะนำในการจัดการให้ดีที่สุด
1.1) แคล่วคล่องว่องไว
คนประเภทนี้จะเร็วและชอบช่วยเหลือ เขาจะเป็นคนแรกที่ออกความเห็นในทุกโอกาส แม้ว่าจะมีเจตนาแต่บางครั้งก็ทำให้เรื่องยากขึ้น เพราะความช่างพูดของเขาทำให้ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของผู้อื่น วิธีจัดการกับคนประเภทนี้ทำได้โดยขอให้เขาสรุปเรื่องที่พูดกันมาทั้งหมดใน ตอนท้าย ถ้าจำเป็นอาจจะต้องใช้อุบายให้เขาหยุดพูดโดยการถามคำถามอื่น นอกจากนั้นคุณยังอาจขอบคุณเขา และแนะว่า “เราให้คนอื่นเขาทำงานบ้าง” ถ้าคุณใช้กุศโลบายหยุดเขาไม่ให้ผูกขาดการพูดได้ คุณจะพบว่าเขาสามารถช่วยเหลือทีมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาสรุปเรื่อง
1.2) ไสไม่ขึ้น
หรือ คนประเภทดื้อรั้น ต่อต้านความคิดและข้อเสนอแนะทุกอย่าง วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือ ขอให้กลุ่มให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดของเขา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มที่จะชี้ให้เห็นว่าเขาออกแนวทาง ส่วนคุณก็บอกเขาว่า คุณยินดีจะพูดคุยกับเขาภายหลังเกี่ยวกับแนวความคิดของเขา แต่ตอนนี้ขอให้รับมติของกลุ่มไปก่อน
1.3) ฝืนเอาไว้
คนประเภทนี้จะรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ต้องพูดถึงแง่ร้ายของทุกๆเรื่อง ยากที่เขาจะพูดในทางดี วิธีจัดการที่ดีที่สุด คือ ขอให้เขาแนะทางเลือกทุกครั้งที่เขาพูดทางลบเกี่ยวกับอะไรก็ตาม ชี้ให้เขาเห็นว่าคุณเข้าใจในข้อโต้แย้งของเขา แล้วกล่าวถึงข้อดีเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของเขา นอกจากนั้นควรให้สมาชิกคนอื่นๆ ของกลุ่มช่วยให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสังเกตของเขาด้วย
1.4) ได้ทั้งนั้น
จะเห็นดีด้วยกับข้อเสนอแนะทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือเลว อย่าเชื่อความเห็นเขามากนัก ขอบคุณในความคิดเห็นของเขาอย่างสุภาพ แล้วถามความเห็นของสมาชิกคนอื่นที่สุขุมรอบคอบกว่า
1.5) ค้านสุดสุด
เป็นคนชอบโต้เถียงที่สนุกอยู่กับการขวางโลก ถ้ามีอยู่ในกลุ่มสองคนแล้วเขาทะเลาะกันอาจจะทำให้กลุ่มแตกออกเป็นสองฝ่ายได้ วิธีจัดการที่ดีที่สุด คือ ดึงความสนใจมาอยู่ที่เรื่องซึ่งกำลังประชุมกันอยู่ ถ้าสองคนเริ่มถกเถียงกันก็ให้เน้นประเด็นที่เขาทั้งสองเห็นฟ้องต้องกัน ระงับการถกเถียงด้วยการถามคำถามตรงๆ ตามหัวข้อเรื่อง หรือให้สมาชิกในกลุ่มที่เป็นที่เชื่อถือเป็นผู้ให้ความคิดเห็น ถ้าจำเป็นจริงๆ หรืออาจขอร้องอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า ห้ามคนประเภทนี้ให้ข้อคิดเห็น
1.6) พูดไม่ออก
คนประเภทนี้มีความคิดดีๆ แต่ไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นคำพูดได้  วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือ ทบทวนความคิดของเขาด้วยคำพูดที่เรียบเรียงใหม่ให้ดีขึ้น โดยไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของเขา ระวังคำพูดที่ว่า “คุณหมายความว่า….”  หรือ “นี่คือสิ่งที่คุณพยายามจะพูด…”  อย่าบิดเบือนความคิดของเขามากเกินไปกว่าที่คุณจะทำเพื่อให้ฟังดูรู้เรื่อง เท่านั้น
1.7) ชอบนอกวง
ชอบคุยกับคนอื่นขณะอยู่ในที่ประชุม ซึ่งรบกวนและบ่อนทำลายผู้ที่กำลังบรรยายในการจัดการกับคนประเภทนี้ พยายามทำให้เขาต้องอับอาย เรียกชื่อเขาแล้วถามคำถามง่ายๆ หรือกล่าวซ้ำถึงความเห็นสุดท้ายที่สมาชิกในกลุ่มพูดถึงแล้วขอให้เขาให้ข้อ คิดเห็น วิธีนี้จะช่วยดึงเขากลับมาเข้ากลุ่มได้
1.8) หลุดโค้งไปเลย
คนประเภทนี้สนุกกับ การออกความเห็นในทุกเรื่องยกเว้นแต่เรื่องที่กำลังประชุมกัน เขาอาจจะเริ่มจากเรื่องที่กำลังพูดกันก่อน แต่จะพูดได้ไม่นาน เพียงข้อเปรียบเทียบหรือข้อสังเกตที่ไกลความจริงสัก 2-3 ข้อเท่านั้น แล้วทั้งกุ่มก็จะพบกันหลงทางไปหมด วิธีจัดการกับคนหลุดโค้งประเภทนี้ ต้องดึงความสนใจของเขากลับมาเข้าเรื่องทันทีที่หยุดหายใจ นำเขากลับเข้าเส้นทางเดิมโดยตอกย้ำให้เข้าประเด็นแล้วเดินหน้าต่อไป กลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งคือบอกเขาว่าประเด็นของเขาน่าสนใจ และแล้วกล่าวด้วยความยิ้มแย้มว่า “เรากำลังออกนอกเรื่องไปหน่อย” วิธีสุดท้ายคือดูนาฬิกาอย่างมีความหมาย
1.9 )เฉยเอาไว้
อาจจะขี้อาย ไม่มั่นใจ เหนือกว่า ไม่แยแส หรือเบื่อหน่ายก็ได้ ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไรเขาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม หากคุณไม่ดึงเขาเข้ามา การจะทำเช่นนั้นได้คุณจะต้องทำในสิ่งที่จูงใจเขา  พยายามกระตุ้นความสนใจของเขาด้วยการถามคำถาม ถ้าเขานั่งใกล้ๆคุณก็ถามความเห็นเขา จะทำให้เขารู้สึกว่าพูดกับคุณไม่ใช่กับกลุ่ม ลองโยนคำถามที่ยั่วยุดูว่าก่อกวนเขาได้หรือไม่ ถ้าเขาขี้อายจงชมเขาอย่างจริงใจเมื่อเขาให้ข้อคิดเห็น
1.10) ใจไม่อยู่
คนที่ไม่สนใจมักจะปรากฏแต่กาย ใจไม่มาด้วย การจะทำให้เขาสนใจต้องทำให้เขาสนใจฟังอย่างไม่รู้ตัว ถามคำถามที่เฉพาะเจาะจงแต่เป็นคำถามที่เขาตั้งใจฟังอย่างไม่รู้ตัว ถามคำถามที่เฉพาะเจาะจงแต่เป็นคำถามที่คุณรู้คำตอบอยู่แล้ว หรือพูดซ้ำถึงความคิดเห็นที่มีคนกล่าวมาแล้ว และถามว่าเขาคิดอย่างไรกับความคิดเห็นนั้น อีกวิธีหนึ่งคือการเสนอแนะว่า “ขอให้ทุกคนโปรดพิจารณาคำถามต่อไปนี้ให้รอบคอบ แล้วหาคำตอบของแต่ละคนมาด้วยได้ไหม?”
1.11) หนูไม่ยอม
ไม่ว่าจะสร้างเรื่องก่อกวน หรือจะร้องทุกข์อย่างมีเหตุผลก็ตาม คนประเภทนี้ทำให้เสียเวลาอันมีค่า ในการจัดการกับเขาจะต้องเตือนเขาในเรื่องเวลาที่จำกัด ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็บอกเขาว่าคุณยินดีจะคุยกับเขาในภายหลัง ชี้ให้เขาเห็นว่าคุณไม่สามรถเปลี่ยนนโยบายได้ และเป้าหมายคือ การดำเนินงานให้ราบรื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ระบบที่เป็นอยู่ อีกวิธีหนึ่งทำได้โดยการให้สาชิกที่มีความคิดเห็นทางบวกตอบคำร้องทุกข์ของ เขา

เมื่อคุณได้เรียนรู้วิธีจัดการกับคนที่มีปัญหาอย่างถูกวิธีแล้ว จะทำให้คุณทำงานกับทุกคนในกลุ่มได้ง่ายขึ้นมาก และแล้วคุณก็จะสามารถสร้างผลงานได้มากมาย

2. แสดงให้ประจักษ์
หากกลุ่มพร้อมที่จะเดินหน้ามากกว่าผู้นำ ซึ่งยังไม่ได้เตรียมตัวในการประชุม กลุ่มจะผิดหวังและรำคาญมาก ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณไม่เพียงแต่จะต้องเตรียมให้พร้อมเท่านั้น แต่ยังต้องแสดงให้คนของคุณเห็นด้วยว่าคุณรู้ว่าคุณกำลังทำอะไร แล้วคนที่ตามคุณเขาจะทำอย่างดีที่สุด

3. ฟูมฟักให้โต
พยายามตั้งใจช่วยให้คนที่คุณรับผิดชอบเขาอยู่สามารถเป็นอย่างที่เขาต้องการจะเป็น พัฒนาเขา ซึ่งสามารถทำได้โดยวิธีต่อไปนี้
1) สอนเขา จัดเวลาสอนเขาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งโดยการประชุมและตัวต่อตัว ฝึกเขาในด้านที่เขายังอ่อน ทำให้เขาสามารถทำงานได้ดีขึ้น โดยนึกถึงประโยชน์ที่เขาจะได้รับ
2) ให้เขาได้พบผู้นำคนอื่นๆ ยังมีผู้นำและผู้ที่รู้ดีอีกมาก ซึ่งสามรถช่วยเขาได้ แนะนำบทความ หนังสือ และเทปที่จะช่วยให้เขาพัฒนาและเรียนรู้จัดการให้เขาได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่ คุณเคารพนับถือ ผู้ซึ่งสามารถสอนเขาได้
3) ทำให้เขาโตขึ้นและมีอำนาจมากขึ้น ด้วยการมอบความรับผิดชอบให้สมาชิกแต่ละคน

กิจกรรมเพื่อความสำเร็จ
1. เมื่อคุณอยู่ในภัตตาคาร สวนสาธารณะ หรือสถานที่สาธารณะอื่นๆ ซึ่งคุณสามารถเฝ้ามองคนได้ ลองสังเกตคนสักคู่หนึ่งที่กำลังสนทนากันอยู่ ดูสีหน้า ท่าทาง การทำมือฯลฯ แล้วพยายามตีความหมาย จัดทำเป็นพจนานุกรมภาษากายของคุณขึ้นเอง เพื่อเอาความรู้นั้นไว้ใช้ในการสื่อความที่ดีต่อไปในภายหน้า
2. ตอบแบบสอบถามต่อไปนี้โดยกาตัวเลขที่บอกถึงจุดแข็งและจุดอ่อนในการสื่อความ หมายของคุณ จากนั้นให้คนที่รู้จักคุณดี เช่น คู่สมรส หรือเพื่อนสนิทช่วยตอบแบบสอบถามแทนคุณ เพื่อให้คุณได้รู้ว่าคนอื่นเขาเห็นทักษะในการสื่อความของคุณเป็นอย่างไร

แบบสอบถามการสื่อความหมาย
เกณฑ์วัด  1 = ไม่เคย  2= น้อยมาก 3= บางครั้งบางคราว 4= มักจะ 5=เสมอ
1.    ในการสนทนา ข้าพเจ้าพูดน้อยกว่า 50%  1 2 3 4 5
2.    ข้าพเจ้ารู้ได้ทันทีว่า คนที่ข้าพเจ้าพูดด้วยสบายใจหรือประหม่า   1 2 3 4 5
3.    ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะทำให้คนที่ข้าพเจ้าพูดด้วยรู้สึกสบายใจ  1 2 3 4 5
4.    ข้าพเจ้าพยายามถามคำถามง่ายๆเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าข้าพเจ้ากำลังฟังและสนใจ   1 2 3 4 5
5.    ข้าพเจ้าตั้งใจขจัดสิ่งรบกวนในขณะที่พูดกับคนอื่น   1 2 3 4 5
6.    ข้าพเจ้าอดทนและไม่ขัดจังหวะผู้อื่นขณะที่พูดกับเขา   1 2 3 4 5
7.    ข้าพเจ้าพยายามที่จะเข้าใจความเห็นของคนอื่น เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน   1 2 3 4 5
8.    ข้าพเจ้าไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้นหรือยอมให้ตัวเองเข้าไปสู่การโต้เถียง   1 2 3 4 5
9.    ข้าพเจ้าไม่ตำหนิผู้อื่น แม้เมื่อข้าพเจ้าต้องเป็นคนแก้ไขเขา   1 2 3 4 5
10.    เมื่อมีคนถาม ข้าพเจ้าอบอย่างสั้นและตรงและหลีกเลี่ยงการอธิบายในสิ่งที่ไม่ได้ถาม   1 2 3 4 5
11.    ข้าพเจ้าไม่ถามคำถามกะทันหันที่ทำให้คนตอบได้ยาก   1 2 3 4 5
12.    เมื่อข้าพเจ้าพูดกับคนอื่น ข้าพเจ้าพยายามเข้าประเด็นภายใน 30 วินาทีแรก   1 2 3 4 5
13.    ข้าพเจ้าพูดซ้ำ ทบทวน และสรุปสิ่งที่พยายามสื่อเมื่อผู้ฟังไม่เข้าใจ   1 2 3 4 5
14.    ข้าพเจ้าถามการตอบสนองจากผู้ฟังเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่ข้าพเจ้าพูด   1 2 3 4 5
15.    เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าคนอื่นไม่เห็นด้วย ข้าพเจ้าหยุดถามความเห็นเขา และให้เขาพูดให้จบก่อนจึงค่อยตอบข้อโต้แย้งของเขา   1 2 3 4 5

การวัดผล
60-75    คุณมีทักษะการสื่อความหมายยอดเยี่ยม
45-59    คุณมีทักษะการสื่อความดี
35-44    ทักษะการสื่อความหมายของคุณปานกลาง
ต่ำกว่า 35  ทักษะการสื่อความหมายของคุณต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
รวมคะแนนของคุณเอง และคะแนนที่คนอื่นเขาให้คุณ คุณจะทราบคร่าวๆว่าทักษะการสื่อความหมายของคุณอยู่ในระดับไหน ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ขอให้กลับไปทบทวนแบสอบถามนั้นใหม่ เพื่อดูว่าจุดอ่อนของคุณอยู่ตรงไหน กลับไปอ่านเรื่องเกี่ยวกับด้านนั้น แล้วนำมาปรับปรุงทักษะ อีก 3 เดือนตอบแบบสอบถามใหม่เพื่อทดสอบความก้าวหน้าของคุณ

3. ต่อไปถ้าคุณวางแผนจะเสนอความคิดใหม่ให้ใคร นึกถึง 4 ภาวะที่คุณต้องมีให้ทราบก่อนจะถามความเห็นเขาที่เขามีต่อความคิดของคุณ เพื่อเป็นการทบทวน 4 ภาวะนั้น คือ
ก. คนนั้นเขาเข้าใจได้และได้เข้าใจความคิดนั้น
ข. คนนั้นเขาเชื่อว่าความคิดนั้นเข้ากันได้กับความสนใจของเขา
ค. คนนั้นเขาเชื่อว่าความคิดนั้นไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ขององค์กร
ง. คนนั้นเขาสามารถปฏิบัติตามความคิดนั้นได้ทั้งทางกายและทางใจ
4. หาเวลาวิเคราะห์คนในกลุ่มที่คุณเป็นผู้นำอยู่  เขียนชื่อบุคคลเหล่านั้นลงบนบัตรขนาด 3×5 นิ้ว แล้วพิจารณาดูว่า แต่ละคนเป็นบุคคลประเภทไหน ข้างๆชื่อแต่ละชื่อเขียนคำย่อสักหนึ่งหรือสองคำเพื่อเตือนความจำว่าคุณจะ ต้องใช้กลยุทธ์อย่างไรกับเขาในการประชุมครั้งต่อไป เอาบัตรนั้นมาทบทวนทุกวัน วันละหลายๆครั้ง เป็นเวลาหนึ่สัปดาห์ก่อนการประชุม