แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษากับพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม


แพรภัทร ยอดแก้ว. 2553. นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมทางจริยธรรมกับทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษาของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม” ในการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 7 วันที่ 7 ธันวาคม 2553 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒  หมวด ๑ บททั่วไป  ความมุ่งหมายและหลักการ มาตรา ๖  “การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” นั้น

โครงการธรรมศึกษา  มีเป้าหมายที่จะให้นักเรียนที่จบหลักสูตรธรรมศึกษา ได้รู้และเข้าใจหลักธรรมคำสอน ตลอดจนวัฒนธรรม การปฏิบัติตน อันจะส่งผลให้เติบโตเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ห่างไกลยาเสพติด เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ สามารถสนองนโยบายการจัดระเบียบสังคมของรัฐบาลเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการสนองเจตนารมณ์ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ เป็นคนดี เก่ง และมีความสุข โดยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดกับนักศึกษา ซึ่งการเรียนธรรมศึกษานั้นเป็นหลักสูตรที่ทางคณะสงฆ์คิดขึ้นมาโดยเฉพาะเยาวชนได้ศึกษาหลักธรรม และสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมงานคณะสงฆ์ในเรื่องของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นอกจากนั้น โครงการธรรมศึกษา ช่วยส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและศรัทธาในหน่วยงานหรือมหาวิทยาลัยทางศาสนา และช่วยสร้างกิจกรรมเพื่อห้เยาวชนไทยเกิดความตระหนักในเรื่องระบบคุณค่าและคุณธรรม จริยธรรมมากยิ่งขึ้น

พระพรหมมุนี แม่กองธรรมสนามหลวง สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม (มส.) หน่วยงานที่ดูแลการเรียนการสอนและการสอบวัดผลการศึกษาเล่าเรียนธรรมะระดับชาติหลักสูตรธรรมศึกษา โดยการสนับสนุนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจในการเรียนธรรมศึกษามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานของรัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เป็นนิมิตหมายที่ดีของการเผยแผ่พุทธธรรมผ่านธรรมศึกษา  "การเรียนจะบังเกิดผลต่อเมื่อมีการนำหลักธรรมและความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด รวมทั้งนักเรียนธรรมศึกษายังได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นผู้รับและสืบสานมรดกแห่งหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ได้เรียนรู้ถึงหลักธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคีอันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตไทยด้วย" (พระพรหมมุนี, ๒๕๕๐)

นายอำนาจ บัวศิริ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา กล่าวว่า การเรียนการสอนหลักสูตรธรรมศึกษา จะมี ๓ ระดับ คือ ธรรมศึกษาชั้นตรี โท และเอก โดยจะมีการจัดเนื้อหาของหลักสูตรเป็น ๔ วิชา คือ พุทธประวัติ ธรรมะ ศาสนพิธี และเรียงความกระทู้ธรรม ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเรียนได้ตามวัดต่างๆที่มีสำนักเรียน หรือติดต่อที่สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง โดยขณะนี้การเรียนธรรมศึกษา ได้รับความนิยมอย่างมาก ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา จนถึงประชาชนทั่วไป แม้แต่ต้องขังในทัณฑสถานของกรมราชทัณฑ์ ก็สนใจติดต่อเข้าเรียน ทำให้มีผู้สนใจสมัครเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งในปีการศึกษา ๒๕๕๐ นี้ มียอดผู้เข้าสอบถึง ๑,๖๐๑,๔๑๕ คน และใช้สนามสอบกว่า ๓,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ (อำนาจ, ๒๕๕๐)

             ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม  ได้พิจารณาเห็นว่าการจัดโครงการต่างๆ เกี่ยวกับการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเรานั้นเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา โดยส่วนมากนักศึกษาที่มีความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาไม่ดีพอก็ทำไปตามพิธีเท่านั้นแต่ขาดจิตสำนึกของความเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างจริงแท้ทั้งยังไม่เห็นความสำคัญเท่าที่ควร เพื่อเป็นการสนองนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการจัดการเรียนรู้พระพุทธศาสนาเพื่อเป็นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมกับคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาให้ปฏิบัติตนเป็นคนดีดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างรู้เท่าทันกระแสสังคม  จึงจัดให้มีการเรียนรู้พระพุทธศาสนา  โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้พระพุทธศาสนาขึ้น และส่งนักศึกษาที่ผ่านการอบรมเข้าสอบธรรมศึกษาชั้นตรี ชั้นโท และชั้นเอกของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นการประเมินผลการเรียนของนักศึกษาในแต่ละปี โดยมีวัตถุประสงค์

            ๑. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาขั้นพื้นฐาน

            ๒. เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพนักศึกษาให้มีความเข้มแข็งทางจริยธรรม

            ๓. เพื่อเป็นการสร้างทัศนคติที่เหมาะสมต่อกระแสสังคมปัจจุบัน

             ๔. เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีโอกาสสอบความรู้ธรรมศึกษาชั้นตรี โท และเอก

(ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม  มหาวิทยาลัยสยาม, ๒๕๕๒) 

 

ตารางที่ ๑  สถิติผลสอบธรรมศึกษา  สนามสอบมหาวิทยาลัยสยาม

 

ที่

มหาวิทยาลัยสยาม

จำนวนนักเรียนนักศึกษา

จำนวนที่สอบได้

ส่งสอบ

คงสอบ

สอบได้

ร้อยละ

ปีการศึกษา   ๒๕๔๗

๕๒๐

๔๘๗

๔๖๘

๙๖.๐๙

ปีการศึกษา   ๒๕๔๘

๑,๐๙๕

๗๐๓

๖๑๔

๘๗.๓๔

ปีการศึกษา   ๒๕๔๙

๑,๓๙๘

๑,๐๔๙

๙๖๒

๙๑.๗๑

ปีการศึกษา   ๒๕๕๐

๒,๔๓๑

๑,๗๒๘

๑,๕๙๒

๙๒.๑๒

ปีการศึกษา   ๒๕๕๑

๑,๙๖๓

๑,๓๖๘

๑,๒๕๕

๙๒.๗๓

 

รวม

๗,๔๐๗

๕,๓๓๕

๔,๘๙๑

-

(ศูนย์พระสงฆ์นักเผยแผ่ธรรมเพื่อพัฒนาสังคม, ๒๕๕๒) 

 

ปัจจุบันนี้ มหาวิทยาลัยสยามเป็นสนามสอบธรรมศึกษาที่มีสถิตินักศึกษาเข้าสอบธรรมศึกษาในระดับอุดมศึกษามากที่สุด  มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๕ ปี  ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินการโครงการดังกล่าวในระดับอุดมศึกษา  อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาผลการดำเนินงานเพื่อนำข้อมูลมาเป็นเครื่องสะท้อนว่าได้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษา

จากที่กล่าวมาคณะผู้วิจัยเห็นถึงความสำคัญ  จึงสนใจศึกษาวิจัยเพื่อให้ทราบผลการดำเนินงานและเกิดองค์ความรู้ที่เป็นข้อมูลเชิงวิชาการซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไป  โดยมุ่งเน้นศึกษาด้านทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษาและพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษา  มหาวิทยาลัยสยาม และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษากับพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษา   เพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาจริยธรรมและทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษาของนักศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินการของมหาวิทยาลัยสยาม นอกจากนั้นยังช่วยปรับปรุงการเรียนการสอนธรรมศึกษาของนักศึกษา  ให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีและคนเก่ง ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ เป็นคนดี เก่ง และมีความสุข

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

๑. เพื่อศึกษาทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษาของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม

๒. เพื่อศึกษาพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม

๓. เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษากับพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม

 

วิธีการวิจัย

 

การศึกษาวิจัยครั้งนี้  เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)  ประเภทการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey  Research) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษากับพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล

 

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษา ผู้สมัครเข้าสอบธรรมศึกษา ในสนามสอบมหาวิทยาลัยสยาม  ปีพ.ศ. ๒๕๕๑ จำนวน  ๑,๙๖๓ คน และการวิจัยครั้งนี้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง (Sample  size) โดยคำนวณหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่น้อยที่สุดที่จะยอมรับได้ว่ามากพอที่จะใช้เป็นตัวแทนของประชากรได้ตามสูตรของ Taro  Yamane  ดังนั้น  การวิจัยครั้งนี้  จำแนกตามระดับความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าที่ระดับความเชื่อมั่นในการเลือกตัวอย่าง ๙๕% โดยยอมให้เกิดความผิดพลาดได้ไม่เกิน ๕%  จะได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง  จำนวนทั้งสิ้น ๓๓๓ คน

 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้  ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามชนิดปลายปิด (Close – ended  Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อคำถามครอบคลุมวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา  โดยแบ่งข้อคำถามออกเป็น ๓ ส่วน  ดังนี้

ส่วนที่ ๑   เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม  ประกอบด้วย  เพศ   คณะ  ระดับการศึกษาธรรมศึกษา  ประสบการณ์ในการสอบธรรมศึกษา  ระดับการศึกษา  จำนวนทั้งหมด  ๕  ข้อ

ส่วนที่ ๒   เป็นข้อคำถามวัดระดับทัศนคติที่มีต่อการศึกษาธรรมศึกษาของนักศึกษา  มหาวิทยาลัยสยาม เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองจากการตรวจสอบเอกสาร  แนวคิดเกี่ยวกับการสอบธรรมศึกษาและแนวคิดเกี่ยวกับทัศนคติ  โดยยึดองค์ประกอบของทัศนคติแบบ ๓ องค์ประกอบมาตั้งเป็นข้อคำถาม  ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตราส่วน (Scale) ตามแบบการประเมินค่า (Rating Scale) โดยใช้การประเมินค่าของลิเคอร์ท (Likert’s  Scale) ที่ให้ผู้ตอบประเมินค่า(๑ - ๕) ด้วยการเลือกเพียงคำตอบเดียว  ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน  ๓๖  ข้อ  มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ  .๙๔๑    ซึ่งครอบคลุมแนวคิดเกี่ยวกับการสอบธรรมศึกษา ๔  ด้าน  ดังนี้  ๑.ด้านพุทธประวัติ   ๒. ด้านธรรมวินัย ๓. ด้านศาสนพิธี  ๔. ด้านเรียงความกระทู้ธรรม        

ส่วนที่ ๓   เป็นข้อคำถามวัดระดับพฤติกรรมทางจริยธรรมตามแนวคิดเกี่ยวกับการทำบุญในพระพุทธศาสนา เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองจากการตรวจสอบเอกสารแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยยึดแนวคิดและองค์ประกอบของบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ซึ่งมี ๑๐ องค์ประกอบมาตั้งเป็นข้อคำถาม มีลักษณะเป็นมาตราส่วน (Scale) ตามแบบการประเมินค่า (Rating Scale) โดยใช้การประเมินค่าของลิเคอร์ท  (Likert’s  Scale) ที่ให้ผู้ตอบประเมินค่า(๑ – ๕) ด้วยการเลือกเพียงคำตอบเดียว  ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน  ๑๐  ข้อ  มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ  เท่ากับ .๙๑๑ ซึ่งครอบคลุมแนวคิดเกี่ยวกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐  ด้าน ดังนี้ ๑. ทานมัย  บุญเกิดจากการให้ทาน ๒. สีลมัย  บุญเกิดจากการรักษาศีล ๓. ภาวนามัย  บุญเกิดจากการเจริญภาวนา ๔. อปจายนมัย  บุญเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ๕. เวยยาวัจจมัย  บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ ๖. ปัตติทานมัย  บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ ๗. ปัตตานุโมทนามัย  บุญเกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญ ๘. ธัมมัสสวนมัย  บุญเกิดจากการฟังธรรม  ๙. ธัมมเทสนามัย         บุญเกิดจากการแสดงธรรม ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์   การทำความเห็นให้ตรง

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

            ในการวิจัยครั้งนี้ ได้นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ มาทำการตรวจสอบความถูกต้อง ความสมบูรณ์ของข้อมูล และบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์  จากนั้นจึงวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์

หมายเลขบันทึก: 436547เขียนเมื่อ 23 เมษายน 2011 08:08 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 11:43 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี