เดินทางไปกับเหล่านักปราชญ์ หูตาสว่างจริงหนอ

          

           เช้าวันที่ 21 ตื่นแต่เช้า ตีสี่ โดยประมาณ สามีขับรถไปส่งที่จุดนัดพบน้องขม หน้าร้านสะดวกซื้อตรงข้าม ม.มหิดล (ศาลายา)  เวลานัดหมาย 5.40 น. พบกันแล้วเปลี่ยนมานั่งรถคันงามของน้องขม ไปที่ศูนย์ราชการที่ ถนนแจ้งวัฒนะ ระหว่างเส้นทาง น้องขมได้รับโทรศัพท์สอบถามเส้นทาง และประสานงานตลอด (เราเองคงเป็นหนึ่งในคนนั้นถ้าเดินทางเอง...ศูนย์ราชการฯ เป็นสถานที่"งง"ตั้งแต่ก่อนเข้า และเข้าไปได้แล้ว) เมื่อถึงศูนย์ราชการพบอาจารย์สองท่าน อยู่ที่ลานจอดรถตำแหน่ง D106 น้องขมให้เข้าพเจ้าช่วยพาอาจารย์ไปเข้าห้องน้ำ(อยู่ไหน???..สอบถาม) ขณะเดียวกันคนขับรถก็มานำสัมภาระของพวกเราไปเก็บไว้ในรถตู้ที่จะเดินทาง ห้องน้ำเดินขึ้นไปชั้นสองหน้าสำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  เมื่อครบทีมที่นัดกันในวันนี้แล้วซึ่งประกอบด้วย อ.นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานคณะตรวจเยี่ยม อ.ศ.นพ บุญส่ง องค์พิพัฒนกุล จากสมาคมต่อมไร้ท่อฯ ท่านเป็นอาจารย์แพทย์ที่ รพ.รามาฯ อ.รศ.ดร.สวนิต อ่องรุ่งเรือง จากสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ท่านเป็นอาจารย์ที่คณะเวชศาสตรชุมชน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อ.ดร.ศรีวัฒนา ทรงจิตสมบูรณ์ มาสังเกตการณ์ ท่านสังกัดหลักสูตรโภชนศาสตร์จากโรงพยาบาลรามาฯ  คุณขวัญใจ จิรัฐจินดา (น้องขม) เจ้าหน้าที่กองทุนบริหารจัดการโรคเรื้อรัง สำหรับตัวผู้เขียน มาจากสมาคมผู้ให้ความรู้เบาหวาน และบุคคลสำคัญที่นำพาทีมเราเข้าสู่พื้นที่ คุณวันชัย ทองจับ พ.ข.ร.

         ในการเดินทาง มีการสนทนากันด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและข้าพเจ้าได้เรียนรู้มากมาย"เดินทางไปกับเหล่านักปราชญ์ หูตาสว่างจริงหนอ" ข้าพเจ้านั่งด้านในสุดของรถตู้  เริ่มจากสนทนาเรื่องการเดินทางแต่ละคนเล่าว่ามากันอย่างไร.. ขลุกขลัก..ที่ทาง ไม่รู้จัก  อาจารย์ณรงค์กล่าวว่า อาจารย์เคยพบปัญหา การเดินทางในศูนย์ราชการฯ เวลาการเดินทางจากภายในเพื่อออกมาที่ถนนใหญ่ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ในช่วงเย็นบางวันที่รถติดมาก และการงงทางเข้าเมื่อลอดใต้สะพานแล้วให้ชิดขวา เพราะทางซ้ายจะไป DSI และสำนักงานหลักประกันสุขภาพจะตั้งอยู่ที่ block 4C  และในรถตู้ขุมความรู้ได้มีการถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานกัน ได้ยินว่า อ.บุญส่ง บรรยาย เรื่อง vitamin D กับอะไรสักอย่างน้า ซึ่งก็ฟังไม่ค่อยจะจะได้ศัพท์นักเนื่องจาก อ.ศรีวัฒนาและอ.บุญส่ง ท่านทั้งสองอยู่ รพ.รามาฯ เรื่องที่สนทนาจึงมีเรื่องที่ “รู้กันมาก่อน” ข้าพเจ้าระลึกได้ว่ามีงานวิจัยเรื่อง ความสำคัญของ vitamin D ในช่วงหลังเพิ่มมากขึ้น คิดในใจ..น่าสนใจจัง เรื่องใกล้ตัวเรา ในระหว่างบันทึก ฉบับนี้ทำการสืบค้นจากอินเตอร์เนตไปด้วยโดยค้นหา เรื่องที่อาจารย์บรรยายพบว่า อาจารย์เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องนี้และสำเร็จในปี 2541ไวตามินดี Receptor Gene Allelles และบทบาทในการทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนในคนไทย ( Vitamin D receptor gene alleles and osteoporosis in Thais) ตามหาบทความ พบในวารสารคลินิก  http://www.doctor.or.th/node/2822 และในส่วนบทความอื่นที่ได้อ้างถึงผลงานของอาจารย์  http://zybernia.wordpress.com/2010/12/16/vitamin-d/  ซึ่งคัดลอกมาจากบทความในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ...และที่สำคัญเป็นความรู้ที่น่าจะพอเหมาะพอดีกับวัยของผู้เขียน สำหรับ อ.ศรีวัฒนา อาจารย์สอบถามข้าพเจ้าว่าที่ รพ.เคยพบกรณีผู้ป่วยขาดวิตามินบีหนึ่งบ้างหรือไม่ ก็เคยพบนะคะ ผู้ป่วยหัวใจโตแล้วเวลาเดินจะเขย่งๆ ฉีด วิตามิน B1 ไปก็หายเลย .. แปลกมากๆ สำหรับการป้องกันอาจารย์บอกว่าให้กินข้าวกล้อง ผู้เขียนสนใจว่าจะทราบได้อย่างน้า ก่อนที่จะแสดงอาการ อาจารย์ศรีวัฒนาบอกว่าตรวจหา  erythrocyte transketolase activity การตรวจทางห้องปฏิบัติการสำหรับเอนไซม์ตัวนี้จะมีเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆหรือ รพ.มหาวิทยาลัยเท่านั้น อาจารย์มีงานวิจัยเรื่องสารอาหารมากมายและที่สำคัญคือเรื่องข้าวกล้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคนเพราะเราเป็นประเทศปลูกข้าวกินข้าว ตอกย้ำกันเรื่องความสำคัญของข้าวจากบทความนี้  http://www.oknation.net/blog/lovethailand/2010/11/22/entry-1

 หากผู้ใดพบความผิดพลาดจากบทความนี้กรุณาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบและข้าพเจ้าขอน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว