หากท่านคลิกเปิดเพลงที่ส่วนเสริม จะเพิ่มอรรถรสการอ่านยิ่งขึ้นครับ
ผมกลับจากภูเก็ต พร้อมด้วยความสุข ความประทับใจและอิ่มเอมใจ แต่..ยังไม่ได้ทันเล่าลงใน GTK ญาติผู้ใหญ่ของผมก็มาเสียชีวิตด้วยโรคชรา หลังงานศพที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ผมก็ต้องพาครอบครัวขึ้นเชียงใหม่ ไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ฝ่ายภรรยา ซึ่งเป็นการรวมญาติด้วย หลังสงกรานต์กลับมากำแพงเพชร ตั้งใจว่าวันนี้จะเล่าและนำภาพสวยๆ จากภูเก็ตลงในบล็อก
พอนั่งหน้าคอมฯ ก็ต้องเข้าดูเมล์ก่อน มีเข้ามาหลายฉบับ ที่ดีที่สุด ผมอ่านแบบไล่ไปทุกตัวอักษร (น้อยครั้งมากที่จะอ่านแบบนี้) อ่านจบตัดสินใจทันทีว่า ต้องนำลงบล็อกก่อน เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ
.....อ่านเถอะแล้วจะเข้าใจ มันยิ่งใหญ่จริง ๆ สำหรับเด็กอายุแค่ 9 ขวบ เท่านั้น....
นี่คือจดหมายของ ฮา มินห์ ตัน เป็นตำรวจที่ฟูกุชิม่า เขาเป็นชาวเวียดนาม เขียนถึงเพื่อนที่เวียดนาม ถูกพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ New America Midia เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 แสดงให้เห็นถึงหัวจิต หัวใจของชาวญี่ปุ่น เศษเสี้ยวของชีวิตกลางวิกฤติ ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิม่า
พี่ครับ
พี่และครอบครัวสบายดีนะครับ? สองสามวันมานี้อะไรต่อมิอะไรสับสนอลหม่านไปหมด หลับตาผมก็มองเห็นแต่ซากศพ ลืมตาก็เห็นแต่ซากศพ พวกเราทำงานกันวันละ 20 ชม. ผมอยากให้วันหนึ่งมี 48 ชม. พวกเราจะได้มีเวลาช่วยเหลือพวกเขาได้มากขึ้นอีก เราไม่มีน้ำไม่มีไฟ อาหารปันส่วนก็เกือบจะเกลี้ยงแล้ว การอพยพผู้คนเป็นไปอย่างยากลำบาก จากที่นี่ไปที่โน่น ตอนนี้ผมอยู่ในฟูกุชิม่า ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 25 กม.
ถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ นิสัยใจคอของพวกเขามันคงได้เป็นหนังสือเล่มใหญ่ พวกเขายังคงอยู่ในความสงบ พวกเขามีศักดิ์ศรีและทำตัวเรียบร้อยเหลือเกิน นั่นทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปอีก แต่ผมรับประกันไม่ได้ว่าอีกสักอาทิตย์หนึ่งเราจะดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยอย่างนี้ได้ต่อไป
พวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเมื่อความหิวกระหายถึงขีดที่อยู่เหนือความทระนง แม้ว่ารัฐบาลพยายามส่งเสบียงอาหารและยาให้ทางอากาศ แต่มันก็เหมือนโปรยเกลือเล็กๆ น้อยๆ ลงในมหาสมุทร
มีเรื่องประทับใจเกี่ยวกับเด็กชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ให้บทเรียนกับผมว่าศักดิ์ศรีของการเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็นยังไง
คืนก่อนผมถูกส่งไปที่ ร.ร.สอนภาษาแห่งหนึ่ง เพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้งหน่วยแจกอาหารให้ผู้ประสบภัย พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย แล้วผมก็พบเด็กผู้ชายอายุราวๆ 9 ขวบคนหนึ่ง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น มันหนาวมากและเขาก็อยู่ท้ายๆ แถวโน่น ผมกลัวว่ากว่าจะถึงคิวของเขาอาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน ผมก็เลยพูดคุยกับเขา
เขาเล่าว่าเขาอยู่ที่ ร.ร. ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ่อของเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมารับเขา ขณะนั้นเขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของ ร.ร. เห็นรถของพ่อถูกคลื่นสึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา ผมถามถึงแม่ของเขา เขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ ชายหาด คิดว่าแม่กับน้องสาวก็คงไม่อยู่แล้ว เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆ
เขาหนาวจนตัวสั่นผมเลยเอาแจ็กเก็ตเครื่องแบบของผมห่มให้เขา ห่ออาหารปันส่วนของผมก็เลยหล่นออกมา ผมเก็บขึ้นมาและส่งให้เขาพร้อมกับบอกว่า
"กว่าจะถึงคิวหนู อาหารอาจจะหมดแล้วก็ได้ เอานี่ไปกินเสียก่อนนะ ผมกินอิ่มแล้ว"
เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันทีแต่ไม่ใช่ เขาเอาห่ออาหารเดินไปวางรวมกับกองอาหารที่กำลังแจกอยู่
ผมอึ้งไปเลย ผมถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่กินเสีย เขาตอบว่า
“ก็ผมเห็นมีคนอีกตั้งเยอะที่หิวกว่าผม ผมเอาไปรวมไว้จะได้แบ่งกันได้ทั่วถึง”
ผมเบือนหน้าหนีเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นน้ำตาของผม
สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้...ต้องเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่... เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่
ครับพี่ ผมก็เขียนมาด้วยความคิดถึงพี่และครอบครัวนิดหน่อย ถึงเวลาทำงานกะของผมแล้วครับ...
ฮา มินห์ ตัน
ขอขอบคุณเจ้าของ FW ขอบคุณ ตำรวจ ฮา มินห์ ตัน โดยเฉพาะถ้อยคำที่ว่า
สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้...ต้องเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่... เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบครับ