บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยชั้นเรียนที่เลือกใช้เทคนิควิจัยกึ่งทดลองและเพื่อให้การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีความชัดเจนในกรอบแนวคิดกระบวนการวิจัยและสามารถอภิปรายข้อค้นพบได้อย่างครอบคลุม ผู้วิจัยจึงได้ใช้แนวคิดทฤษฎีต่อไปนี้
ก. แนวคิดกระบวนการสอนแบบสร้างอนาคตร่วมกัน (Future Search Conference)
ข. แนวคิดรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาจริยธรรม
ค. แนวคิดการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ง. แนวคิดการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม
จ. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ก. แนวคิดกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน (Future Search Conference)
กระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน (Future Search Conference) หรือเรียกย่อๆ ว่า F.S.C เป็นเทคนิคการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่พัฒนามาจากหลักการทางสังคมจิตวิทยา โดยภาคธุรกิจในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาซึ่งพัฒนาเทคนิคดังกล่าวมาตลอดระยะเวลา 20 ปีเศษ องค์กรอื่น ๆ นอกภาคธุรกิจในประเทศต่าง ๆ ได้นำเทคนิค F.S.C ไปใช้อย่างแพร่หลาย สำหรับประเทศไทยเทคนิค F.S.C เริ่มเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ปี 2539
ความหมายของกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน (F.S.C)
ทวีศักดิ์ นพเกษร (2542 หน้า 25-27) กล่าวว่า F.S.C เป็นกระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้แทนกลุ่มหลายประเภท หลายระดับ ซึ่งต่างก็มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องในเรื่องนั้นมาร่วมกันทำงาน โดยนำประสบการณ์ของแต่ละคนมาสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันในเรื่องนั้น และได้แผนหรือแนวทางปฏิบัติให้ไปถึงวิสัยทัศน์ร่วมของกลุ่ม โดยมีจิตสำนึก พันธะสัญญาร่วมกันเป็นกระบวนการที่ใช้อนาคตเป็นจุดประสงค์ที่เต็มไปด้วยความหวังในการทำงาน (สนิท สัตโยภาส . 2544 . หน้า 7 -11)
วัตถุประสงค์ของการใช้เทคนิค F.S.C
- ร่วมกันทำความเข้าใจสถานการณ์ในอดีตและปัจจุบัน ที่มีความเชื่อมโยงซึ่งจะมีผลกระทบในอนาคต
- เพื่อเสนอภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบัน
- เพื่อลงมติและสร้างพันธะสัญญาในการมีวิสัยทัศน์ของอนาคตร่วมกัน
- เพื่อรวบรวมแนวคิด ความเข้าใจ ข้อมูลพื้นฐาน แผนปฏิบัติการ ที่จะใช้ในการสร้างอนาคตร่วมกัน
ผลลัพธ์ของการใช้กระบวนการ F.S.C
- เข้าใจ ปัจจัย องค์ประกอบ เหตุการณ์ในอดีตที่มีผลต่อสภาพปัจจุบันและแนวโน้มที่มีผลกระทบต่ออนาคต
- ทุกคนเห็นภาพรวมเป็นภาพเดียวกัน เกิดวิสัยทัศน์ในอนาคตร่วมกันที่เต็มไปด้วยความหวังและพันธะสัญญาร่วมกัน
- ทุกคนเกิดความตระหนัก ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ๆ ร่วมกัน เป็นการขยายเครือข่ายมีสัมพันธภาพที่ดี เข้าใจและเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ความคิดทุกอย่างอยู่ในสมองของทุกคนและตระหนักว่าทุกคนลงเรือลำเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายปลายทางร่วมกัน มีแผนที่ชัดเจน ร่วมกัน
บทบาทของผู้เข้าร่วมกิจกรรม F.S.C
- เป็นผู้ค้นหาข้อมูล ให้ข้อมูล / ประสบการณ์ วิเคราะห์ข้อมูล / ประสบการณ์
- ช่วยกันทำงานภายในกลุ่มตามที่ได้รับมอบให้ทันเวลาที่กำหนด
- ช่วยกันสร้างภาพของอนาคตที่พึงปรารถนา
- ค้นหา “ความคิดเห็นร่วม” ของกลุ่ม
- ช่วยกันกำหนดกิจกรรมที่จะนำ “ความคิดเห็นร่วม” ไปสู่การปฏิบัติ
- ในกลุ่มย่อยให้มีการแบ่งหน้าที่เป็นผู้นำสนทนา ผู้บันทึก ผู้ควบคุมเวลา ผู้ควบคุมแผ่นพลิกโฆษก และให้หมุนเวียนสับเปลี่ยนหน้าที่กันในแต่ละกิจกรรม
องค์ประกอบของกิจกรรม F.S.C
1) วิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตเพื่อเชื่อมโยงสถานการณ์และแนวโน้มในปัจจุบัน
2) วิเคราะห์และสังเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อทำความเข้าใจทิศทาง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประเด็นการประชุม
3) การสร้างจินตนาการถึงอนาคตที่พึงปรารถนาโดยร่วมกันคิดแล้วร่วมกันสร้างแผนปฏิบัติการไปสู่อนาคตร่วมกัน
|
13.แผนปฏิบัติการกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง กลุ่มเฉพาะ (Action Plan Stakeholder Group) |
ทั้งนี้ ทวีศักดิ์ นพเกษร (2540 หน้า 30) ได้เสนอกิจกรรมแต่ละขั้นตอนของการดำเนินกิจกรรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน (F.S.C) จำนวน 13 ขั้น ดังแผนภูมิต่อไปนี้
|
12.แผนปฏิบัติการกลุ่มสนใจ กลุ่มสนใจ (Action Plan Self – Selected Group) |
อนาคต
|
11.แผนปฏิบัติการส่วนบุคคล รายบุคคล (Action Plan - Individuals) |
|
10.ความคิดเห็นร่วมและความคิดเห็นที่เป็นไปได้ กลุ่มผสม (Common and Promising Ideas) |
|
9.การนำเสนอละคร (Presentation of Dramatizations) กลุ่มเฉพาะ |
|
8.การทำเป็นละคร (Dramatization) กลุ่มเฉพาะ |
|
7.การสังเคราะห์ (Synthesis) ประชุมรวม |
|
6.ความภูมิใจ – ความเสียใจ (Prouds and Sorries) กลุ่มเฉพาะ |
|
5. มุมมองของผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholder Perspectives) กลุ่มเฉพาะ |
|
4. การสร้างแผนที่ความคิด (Mind Mapping) ประชุมรวม |
ปัจจุบัน
|
3.การหยั่งเห็น (Insight) ประชุมรวม |
|
2.เข้าใจอดีต (Understanding the Past) กลุ่มผสม |
อดีต
|
1.เส้นแบ่งเวลา (Timeline) กลุ่มผสม |
ทั้งนี้แต่ละกิจกรรมมีวิธีการพอสังเขป คือ
อดีต
1.เส้นแบ่งเวลา
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิกทุกคนสะท้อนประสบการณ์ในอดีตของตน
วิธีการ : ให้สมาชิกนั่งรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ละไม่เกิน 10 คนแต่ละคนจะนั่งคิดทบทวนความรู้ ประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ที่ผ่านมาตามกำหนด แล้วนำสิ่งที่ทบทวนได้ไปเขียนลงช่องกระดาษที่ปิดไว้ที่ผนังห้องประชุม วิธีนี้ทำให้ได้ข้อมูลจากสมองของสมาชิกทุกคนมาสร้างภาพร่วมกัน
2.เข้าใจอดีต
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิกนำข้อมูลจากเส้นแบ่งเวลามาวิเคราะห์หาความ
สัมพันธ์เชื่อมโยงเพื่อตอบคำถาม
วิธีการ : ให้สมาชิกทุกคนเดินอ่านข้อมูลที่เพื่อน ๆ เขียนไว้ในกิจกรรมข้อ 1 พร้อมกับนำข้อมูลมาตอบคำถามที่วิทยาถาม
3.การหยั่งเห็น
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสเสนอความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำกิจกรรมที่เกิดในอดีต
วิธีการ : ให้สมาชิกเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากการนำเสนอผลการวิเคราะห์อดีตและปัจจุบันของกลุ่มต่าง ๆ
ปัจจุบัน
4. แผนที่ความคิด
วัตถุประสงค์ : เพื่อสร้างภาพรวม ทิศทาง แนวโน้ม และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
วิธีการ : ให้สมาชิกทุกคนเสนอความคิดเห็นและอธิบายความคิดของตนให้ชัดเจนเพื่อให้กลุ่มทราบ วิทยากรสรุปบันทึกทุกความคิดลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ด้วยคำสั้น ๆ แล้วลากเส้นแสดงความเชื่อมโยง ประเด็นหลัก ประเด็นรอง ประเด็นย่อย และประเด็นเสริม ท้ายสุดจึงให้สมาชิกนำสติกเกอร์ไปติดที่ประเด็นที่ตนเห็นว่าสำคัญที่สุด วิทยากรจะนำคะแนน จัดลำดับแล้วนำเสนอที่ประชุม
5.มุมมองของผู้เกี่ยวข้อง
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิกรับรู้มองของกลุ่ม ทำให้พิจารณาได้ลึกซึ้ง
วิธีการ : จัดกลุ่มเฉพาะต่าง ๆ แล้วให้ร่วมกันจัดลำดับความสำคัญของประเด็นเสียใหม่แล้วนำเสนอในที่ประชุม
6.ความภูมิใจ เสียใจ
วัตถุประสงค์ : เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกคิดทบทวนผลงานและภาระงานของตนในอดีตและปัจจุบันทำให้แต่ละคนเข้าใจสภาวะความสามารถและข้อจำกัดกันและกันทำให้มีกำลังใจ
วิธีการ : ให้สมาชิกนั่งเป็นวงกลม แต่ละคนแจงผลงานที่ทำให้ตนมีความภาคภูมิ
ใจและเสียใจ แล้วเลือกความภาคภูมิใจ 3 ลำดับ ความเสียใจ 3 ลำดับ เสนอในที่ประชุมรวม
7.การสังเคราะห์
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิกสะท้อนความรู้สึกสิ่งที่ตนเสียใจ เป็นการเปิดใจและยอมรับกันและกันเพื่อเตรียมให้ทุกคนเข้าสู่อนาคตที่สวยงามร่วมกัน
วิธีการ :ให้สมาชิกแต่ละคนแสดงความรู้สึกหลังจากทำกิจกรรมภูมิใจ/เสียใจจบลง
อนาคต
8. การทำเป็นละคร
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิกร่วมจินตนาการถึงอนาคตที่พึงปรารถนาร่วมกัน
วิธีการ : ให้สมาชิกเข้ากลุ่มร่วมกันจินตนาการด้วยการวาดภาพแล้วนำภาพมาหลอมรวมเป็นจินตนาการของกลุ่ม แล้วช่วยกันถ่ายทอดออกไปในรูปของละครไม้ ละครหุ่น บทเพลง บทกวี บทสัมภาษณ์ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ ข่าว หรือละครพูด ที่มีเนื้อหาพร้อมที่จะนำเสนอความฝันที่อยากให้มีให้เป็นเมื่อคิดแล้วก็ให้ฝึกซ้อม
9.การนำเสนอละคร
ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอละคร เพื่อให้ผู้ชมจับประเด็นแล้วบันทึกเป็นข้อมูลเก็บไว้ใช้วางแผนทำงานในช่วงต่อไป
(10) ความคิดเห็นร่วม
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิกแลกเปลี่ยนและค้นหาอนาคตที่พึงปรารถนาร่วมกัน
วิธีการ : สมาชิกทุกคนร่วมกันพิจารณาค้นหา “ความคิดเห็นร่วม” (ความคิดที่ทุกคนเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าสำคัญ) และ “ความคิดที่เป็นไปได้” (ความคิดเห็นที่บางคนเท่านั้นที่มีความเห็นด้วย) แล้วให้สมาชิกลงคะแนนอีกครั้งหนึ่ง
(11) แผนปฏิบัติการส่วนบุคคล
ให้สมาชิกแต่ละคนเลือกประเด็นที่ตนสนใจและให้ความสำคัญมา 1 ประเด็น แล้วตอบคำถามว่าตนและองค์กรที่สังกัดและมีส่วนร่วมในประเด็นที่เลือกอย่างไร
(12) แผนปฏิบัติการกลุ่มสนใจ
ให้สมาชิกที่สนใจประเด็นเดียวกันมารวมกลุ่มเป็นกลุ่มสนใจ เพื่อพิจารณาสภาพที่เป็นอยู่ กลยุทธ์และกิจกรรม พร้อมทั้งปัญหาที่มีอยู่เขียนแผนปฏิบัติการแล้วนำเสนอในที่ประชุมรวม
(13) แผนปฏิบัติการกลุ่มเฉพาะ
ให้กลุ่มเฉพาะมาร่วมกันค้นหาและวางแผนกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่วิสัยทัศน์ที่กลุ่มพึงปรารถนาในอนาคตร่วมกัน
สำหรับขั้นตอนของการจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างอนาคตร่วมกันดังกล่าว สนิท สัตโยภาส (2544 . หน้า 10) ได้สรุปให้เห็นว่า มีลักษณะขั้นตอนและกระบวนการในทำนองเดียวกับการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งมีลักษณะดังนี้
1. ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง = Construct
2. ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ ช่วยกันเรียนรู้ = Interaction
3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน = Participatory
4. ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการไปพร้อมกับการสรุปข้อความรู้และได้ผลงาน = Process/ Product
5. ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้จริง = Application
ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ข้างต้น ทำให้คณะผู้วิจัยนำเอาแนวคิดการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อ “สร้างอนาคตร่วมกัน” (F.S.C) และใช้เป็นกระบวนการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเน้นย้ำบทบาทของนิสิตในการเป็นผู้คิด วิเคราะห์ วาดหวัง วางแผน ออกแบบ ดำเนินงานและประเมินเพื่อสรุปบทเรียนร่วมกัน โดยคาดหวังจะสร้างให้นิสิต เป็นผู้มีวิธีคิด การปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมอย่างตระหนักรู้คุณค่า ทั้งในระดับบุคคลและสาธารณะ
ข. แนวคิดรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาจริยธรรม
สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับการสอนเพื่อการพัฒนาจริยธรรมที่นำมาอธิบายสนับสนุนรูปแบบการจัดกิจกรรมการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม เน้นกระบวนการที่มีการผสมผสานแนวคิด และเทคนิควิธีที่หลากหลาย ภายใต้บรรยากาศของการเชื่อมั่นว่า ทุกคนสามารถพัฒนาได้ หากมีปัจจัยที่เหมาะสม และการให้โอกาสผู้เรียนในการคิด เลือกและตัดสินใจในการกระทำด้วยตนเอง
โดยนัยนี้การพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม จึงสามารถดำเนินการดังนี้
1. การพัฒนาจริยธรรมด้วยการกระจ่างค่านิยม(Value Clarification : VC)
Raths , Harmin and Simon (1966 อ้างในชัยพร วิชชาวุธและคณะ . 2544 . หน้า 120
24) ได้กล่าวว่า การกระจ่างค่านิยม คือ การทำค่านิยมให้กระจ่าง (Value Clarification) ซึ่งเป็นวิธีการสอนจริยธรรมที่ใช้กันอย่างกว้างขวางแนวคิดพื้นฐานของกระบวนการนี้ถือว่าค่านิยมคือหลักการประพฤติปฏิบัติตนต่อสิ่งต่างๆที่บุคคลถือว่า ดีงาม ถูกต้องและควรแก่การยึดถือ กระบวนการกระจ่างค่านิยมนี้มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนค้นพบตนเองว่า หลักการประพฤติปฏิบัติของตนเองต่อสิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างไร และหลักการที่ดีที่ถูกที่ควรตามทรรศนะของตนควรเป็นอย่างไร ในทรรศนะเช่นนี้ ค่านิยมที่เกิดจากการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลจะแสดงออกมาในรูปของความเชื่อ ทัศนคติ พฤติกรรม และความรู้สึกของแต่ละบุคคลทั้งนี้ความเชื่อทัศนคติ พฤติกรรมและความรู้สึกที่บุคคลแสดงออกมาในชีวิตประจำวันมีมากมาย แต่จะเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เชื่อว่า เป็นการแสดงค่านิยม ซึ่งสามารถตัดสินได้ด้วยเกณฑ์ 7 ประการดังนี้
- การเลือกกระทำอย่างอิสระ ไม่มีการบังคับ
- การเลือกจากทางเลือกหลาย ๆ ทาง
- การเลือกที่เกิดจากการพิจารณาผลของทางเลือกแต่ละทางแล้ว
- การรู้สึกภูมิใจและมีความยินดีที่ได้เลือกกระทำสิ่งนั้น
- ยืนยันการตัดสินใจเลือกของตนอย่างเปิดเผย
- การกระทำตามที่ตนตัดสินใจเลือก
- การกระทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก
สำหรับวิธีการพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรมด้วยวิธีการกระจ่างค่านิยมเชื่อว่า เป็นหน้าที่ของ
ผู้สอนในการชี้นำหรือจัดการให้มีการชี้นำ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการคิดได้ ความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมต่อสิ่งหนึ่ง ๆ ในที่นี้กระบวนการของค่านิยมประกอบด้วย
- เกิดจากการเลือกของตนอย่างอิสระ
- การได้พิจารณาทางเลือกอื่น ๆ
- การได้พิจารณาผลของทางเลือกอื่น ๆ
- การมีความภูมิใจหรือยินดีในสิ่งที่ตนเองเลือก
- การยืนยันการตัดสินใจเลือกของตนเองอย่างเปิดเผย
- การกระทำตามสิ่งที่ตนเองเลือก
- การกระทำซ้ำในสิ่งที่เลือก
2.การพัฒนาจริยธรรมด้วยการปรับพฤติกรรม (Behavior Modification : BM)
การปรับพฤติกรรมเป็นการประยุกต์หลักการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ
บุคคลซึ่งจะใช้ได้ผลดีในการสร้างและรักษาพฤติกรรมที่พึงปรารถนา รวมทั้งการลดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา สำหรับแนวคิดสำคัญของวิธีการพัฒนาจริยธรรมแบบปรับพฤติกรรมนั้น ตั้งอยู่บนรากฐานความเชื่อที่ว่า พฤติกรรมของคนเราถูกควบคุมโดยเงื่อนไขการเสริมแรงและการลงโทษ ดังนั้นการพัฒนาจริยธรรมตามแนววิธีนี้คือ การจัดเงื่อนไขเพื่อให้ผู้กระทำได้รับการเสริมแรงและไม่ได้รับการเสริมแรง หรืออาจโดยการลงโทษ แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ก็ยังคงให้ความสำคัญต่อเงื่อนไขการเสริมแรงมากกว่าการลงโทษ เพราะการลงโทษอาจทำให้เกิดผลเสียเช่น การต่อต้าน การหลีกเลี่ยงหรือการลักลอบ ฯลฯ สำหรับขั้นตอนของการพัฒนาจริยธรรมด้วยการปรับพฤติกรรม สามารถทำได้ดังนี้
- กำหนดพฤติกรรมที่พึงปรารถนา และ//หรือ พฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา
- กำหนดผลการแสดงพฤติกรรมที่ผู้แสดงพฤติกรรมจะได้รับ โดยเน้นผลบวกมากที่สุด
- นำพฤติกรรมในข้อ 1 และผลการกระทำในข้อ 2 มาสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเงื่อนไขในการเสริมแรงให้เกิดพฤติกรรม
- ให้และระงับพฤติกรรมการเสริมแรงในข้อ 3 และสังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
- ประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข
จะเห็นได้ว่า วิธีการพัฒนาจริยธรรมแบบการปรับพฤติกรรม มีความแตกต่างจากแบบ
กระจ่างค่านิยมคือ แบบกระจ่างค่านิยมจะเน้นความเข้าใจของบุคคลเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การตัดสินความถูกต้องของพฤติกรรม แต่แบบการปรับพฤติกรรมจะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ต้องการด้วยการสร้างเงื่อนไขการเสริมแรงและการลงโทษ
3. การพัฒนาจริยธรรมด้วยการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning : SL)
Bandura (1977 อ้างในชัยพร วิชชาวุธและคณะ , 2544 . หน้า 131 – 134)ได้กล่าวถึง
แนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาจริยธรรมด้วยการเรียนรู้ทางสังคมว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากประสบการณ์ตรงของตนเอง และการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น รวมทั้งการเรียนรู้จากการฟังคำบอกเล่าและการอ่านสารบันทึกของผู้อื่น ซึ่งการเรียนรู้ด้วยการอ่านนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งนี้ผลจากการเรียนรู้จะอยู่ในรูปแบบของความเชื่อว่า สิ่งใดสัมพันธ์กับสิ่งใด อย่างไร และมีอานุภาพในการกำหนดพฤติกรรมของบุคคล
สำหรับการพัฒนาจริยธรรมตามแนวของการเรียนรู้ทางสังคม คือ การจัดประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ ตัวอย่าง คำบอกเล่า เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อ อันจะนำไปสู่การแสดงพฤติกรรม รวมทั้งการจัดเงื่อนไขสภาพแวดล้อมทางสังคมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ดังจะสามารถสรุปถึงแนวทางการพัฒนาจริยธรรมให้แก่ผู้เรียนได้ดังนี้
- การจัดเงื่อนไขการเสริมแรงและการลงโทษ
- การจัดอภิปรายเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้จากความเห็นของบุคคลต่าง ๆ
- การจัดให้นักเรียนได้เห็นตัวอย่างการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน
- การสร้างเงื่อนไขให้มีการนิยมยกย่องผู้กระทำดีและลงโทษผู้กระทำไม่ดี
โดยสรุป ทฤษฎีนี้เชื่อว่า การพัฒนาจริยธรรมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางสังคมและต้นแบบทาง
สังคมเป็นสำคัญ เพราะจริยธรรมเกิดจากการเลียนแบบหรือเอาแบบอย่าง ดังนั้นตัวแบบจึงมีความสำคัญ ในที่นี้ตัวแบบหมายถึง พ่อแม่คนในครอบครัว คนที่มีชื่อเสียงน่าเคารพ ครูอาจารย์ เพื่อนสนิท ฯลฯ
สำหรับทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาจริยธรรมนี้ ได้นำมาใช้อธิบายการพัฒฬนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมในประเด็นที่ว่า จริยธรรมไม่ใช่สิ่งที่ติดมาแต่กำเนิด แต่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ดังนั้นคุณภาพการเรียนรู้และสั่งสมจริยธรรมของแต่ละบุคคลจึงแตกต่างกันเป็นผลจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้แก่ ความถี่และความเข้มข้นของประสบการณ์แวดล้อมต้นแบบในสังคมและผลอันเนื่องจากการแสดงออกทางจริยธรรมในสิ่งแวดล้อมนั้น
ค. แนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การที่ระบบการศึกษาจะสามารถสร้างคนเก่ง คนดี และมีความสุขได้นั้น จะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ใหม่ โดยเปลี่ยนจากการเรียนที่เน้นการท่องจำและเน้นเนื้อหาวิชาในหลักสูตรเป็นหลักไปเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีลักษณะดังนี้ (ไสว ฟักขาว , 2542 , หน้า 10)
- ผู้สอนจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้เอง
- ผู้สอนใช้ทักษะกระบวนการคือ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนสร้าง
ความรู้ด้วยตนเอง
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างแท้จริงด้วยการลงมือคิด สรุปความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทั้งสมาชิกในกลุ่มและสมาชิกระหว่างกลุ่ม และปฏิสัมพันธ์กับครู
- ผู้สอนสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ ทั้งบรรยากาศทางการและจิตเพื่อให้ผู้เรียน
เรียนรู้อย่างมีความสุข
4. ผู้สอนมีการวัดและประเมินผลทั้งทักษะกระบวนการและเนื้อหาสาระซึ่งเป็นการประเมินตามสภาพจริง
5. ผู้สอนพัฒนาให้ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
- ผู้สอนเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก
นอกจากนี้คณะผู้เชี่ยวชาญสภาการศึกษาแห่งชาติ (2542 , หน้า 10) ได้เสนอองค์
ประกอบของการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 15 ด้านดังนี้
- ผู้สอนรัก สนใจเข้าใจผู้เรียน
- สื่อการเรียนปลุกเร้าให้เรียนรู้
- บรรยากาศร่มรื่นจูงใจ
- ปฏิสัมพันธ์ทำงานกลุ่ม ฝึกปรับตน
- กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย จัดได้ทุกเวลา
- พัฒนารอบด้าน ประเมินผลรอบด้าน
- ธรรมชาติและชีวิตช่วยให้เกิดการเรียนรู้
- แก่นแท้ของการสอนคือ การเรียนรู้ของผู้เรียน
- เผชิญสถานการณ์ แก้ปัญหาด้วยตนเอง
- ฝึกสติ กิริยา วาจา พัฒนาปัญญา ปลูกฝังคุณธรรม
- ฝึกชี้นำแนวทาง สร้างนิสัย กล่อมเกลาจิตใจ
- เลียนแบบ ริเริ่ม สร้างสรรค์ จินตนาการ
- บทเรียนฝึกทักษะ ลักษณะ กระบวนการคิด
- ผู้เรียนมีส่วนร่วมและได้รับการยอมรับ
- สร้างจุดเด่น ซ่อมเสริมจุดด้อย
สำหรับแนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ได้นำมาใช้เป็นกรอบอธิบายการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจริยธรรมแก่นิสิต โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมสูงสุดในการร่วมคิด ร่วมวางแผนปฏิบัติและประเมินผล ภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้ออำนวย
ง.แนวคิดการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาจริยธรรม (Development หรือ Educate) มีความหมายว่า เป็นการสร้างแนวทางความประพฤติและความนึกคิดที่ดีงามเหมาะสมให้กับบุคคล เพื่อให้เข้าสามารถอยู่ได้อย่างร่มเย็นในสังคมจริยธรรม โดยมุ่งเน้นให้เกิดผลของการสร้างจริยธรรมที่ต้องการในระยะยาวนานและแนบแน่นเป็นคุณสมบัติประจำตัวติดไปกับบุคคล โดยนัยนี้ จึงมีความแตกต่างจากการปลูกฝังจริยธรรม (Indoctrinate) กล่าวคือ การปลูกฝังจริยธรรม เป็นการกระทำโดยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว หากแต่มักจะขาดความซาบซึ้งทางปัญญา การวิเคราะห์โดยใช้เหตุผล ทำให้จริยธรรมที่ได้รับการปลูกฝังมักจะไม่ยั่งยืนคงทน
สำหรับแนวทางในการพัฒนาจริยธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ในสังคมไทยได้รับอิทธิพลทางแนวคิดและวิถีปฏิบัติมาจากคำสอนของหลักธรรมทางพุทธศาสนา ดังที่ปริญญา นุตาลัยและคณะ (2535 .หน้า 305) ได้กล่าวว่า พุทธศาสนิกชนที่ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นนักสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดของโลกเสมอมาและตลอดไป เช่นเดียวกับพระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโต .2535 . หน้า 87 – 91) ซึ่งได้กล่าวถึง หลักธรรมพื้นฐานในพุทธศาสนา 3 ประการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมดังนี้
- การถือหลักกฎธรรมชาติ ที่กล่าวว่า
“ อุปปาทา วา ภิกขะเว ตถาคตานัง อนุปปาทา วาตถาคตานัง” ซึ่งหมายความถึงว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม มันก็เป็นหลักยืนตัวอยู่ตามธรรมดา เป็นกฎธรรมชาติว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดจากเหตุปัจจัยล้วนแต่ไม่คงที่ ไม่คงตัวและไม่เป็นตัว
- หลักความเป็นเป็นผลหรือปฏิจจาสมุปบาท ที่กล่าวว่า
“อิมสังมิ สะติ อิทัง โหติ อิมสังมิ อะสะติ อิทัง นะโหติ
อิมสังสุปปาทา อิทัง อุปปัปชัชชะติ อิมสังสะ นิโรธา อิหัง นิรุชชังชะติ”
ซึ่งมีความหมายว่า เมื่ออันนี้มีอันนี้จึงมี เมื่ออันนี้ไม่มีอันนี้จึงไม่มี
เมื่ออันนี้เกิด อันนี้จึงเกิด เมื่ออันนี้ดับ อันนี้จึงดับ
3. หลักศรัทธาตามหลักกาลามสูตร ที่กล่าวว่า
อย่าเชื่อเพียงเพราะได้ฟังตามกันมา อย่าเชื่อเพียงเพราะได้เรียมตามกันมาอย่าอย่าเชื่อเพียงเพราะได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา อย่าเชื่อเพียงเพราะเสียงเล่าลือ
อย่าเชื่อเพียงเพราะอ้างตำรา อย่าเชื่อเพียงเพราะตรรก
อย่าเชื่อเพียงเพราะอนุมานบอก อย่าเชื่อเพียงเพราะคิดตรองตามแนวเหตุผล
อย่าเชื่อเพียงเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน อย่าเชื่อเพียงเพราะมีรูปน่าเชื่อถือ
อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็นว่า ท่านสมณนี้เป็นครูอาจารย์เรา
ซึ่งหลักธรรมพื้นฐานทั้งสามประการดังกล่าว หากนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติในการ
ดำรงชีวิตก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาจริยธรรมในเรื่องสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ปริญญา นุตาลัยและคณะ (2535 .หน้า 303 – 304 ) ยังได้เสนอหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม อีก 5 ประการ ดังนี้
- การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือปธาน 4 ซึ่งประกอบด้วย
1.1. สังวรปธาน คือ การระวังป้องกันไม่ให้เกิดมลพิษและความเสื่อมโทรมขึ้น
1.2. ปนานปธาน คือ การทำลายมลพิษและกำจัดความเสื่อมโทรมที่มีอยู่แล้วให้หมดไป
1.3. ภาวนาปธานคือ การสร้างและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้น
1.4. อนุรักขนาปธาน คือ การบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีอยู่แล้วไม่ให้เสื่อมลง
- ความไม่เบียดเบียน คือ อัพยา ปัชฌัง สุขัง โลเก คือ ความไม่เบียดเบียนเป็นสุข
ในโลก ซึ่งหมายถึง การไม่ทิ้งขยะ สารพิษ ลงสู่สาธารณะย่อมแสดงถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่น
- ศีล 5 โดยเฉพาะข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ได้แก่
ข้อที่ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขา ปทัง สมาทิยามิ ซึ่งหมายถึง การเว้นจากการฆ่าสัตว์
ข้อที่ 2 อทินนา ทานา เวรมณี สิกขา ปทัง สมาทิยามิ ซึ่งหมายถึง การเว้นจากการถือเอสิ่งเขาที่เจ้าของมิได้ให้ โดยนัยนี้ สัตว์ป่าจะไม่สูญพันธุ์ ถ้าทุกคนเว้นจากการฆ่าสัตว์ ป่าไม้จะบริบูรณ์ถ้าทุกคนไม่ขโมยตัดไม้ทำลายป่า
- เมตตา ซึ่งประกอบด้วย
มาตา ยถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกปุตตมนุรักเข
เอวัมปิ สัพพภูเตสุ มานสัมภาวเย อปริมาณัง
เมตตัญจ สัพพโลกสมิง มานสัมภาวเย อปริมาณัง
ซึ่งหมายความได้ว่า มารดาถนอมลูกคนเดียว ผู้เกิดในตนย่อมได้พร่าชีวิตได้ฉันใด พึงเจริญเมตตา มีน้ำใจ ไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้น บุคคลพึงเจริญเมตตา มีในใจ ไม่มีประมาณไปในโลกทั้งสิ้น โลกจะมีแต่สันติสุข ถ้าทุกคนมีเมตตา
- สันโดษ คือ ความพอใจเท่าที่ตนมีอยู่ ด้วยความไม่โลภ ประกอบด้วย
สันตุฏฐ