จริยธรรม, FSC, สิ่งแวดล้อม, การศึกษา, มจร, ธรรมชาติ, มนุษย์, พระ

 

 

บทที่   1

 

บทนำ

 

ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย

 

มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ   ซึ่งไม่ว่าจะมีความสามารถสูงส่งเพียงใด เช่น  ถอดรหัสแผนที่พันธุกรรมมนุษย์ได้ หรือพิชิตดาวอังคารได้ ฯลฯ  หากแต่มนุษย์ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีวิต  แม้บางครั้งความเจริญทางเทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์จะพลั้งเผลอคิดไปว่า มีอำนาจควบคุมธรรมชาติได้ แต่ในที่สุดก็เป็นเพียงชั่วคราว และก่อเกิดผลกระทบร้ายแรง เช่น  การเกิดโรคระบาดใหม่ ๆ  การดื้อยาของโรคที่เคยรักษาได้ ฯลฯ โดยนัยนี้จึงก่อเกิดการยอมรับในแนวความเชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและกลไกรักษาสมดุลของระบบชีวิตต่าง ๆ ซึ่งหลอมรวมเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว    ทั้งนี้หมายความว่า   การกระทำใด ๆ ของมนุษย์ย่อมส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นทั้งหมด หรือระบบนิเวศ และกระทบถึงมนุษย์เช่นกัน    ซึ่งจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์ว่า  มีวิธีคิดและวิธีปฏิบัติให้พอดีเพียงใด  และขึ้นอยู่กับจิตสำนึกรู้ว่า  ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  จำต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพื่อสามารถปฏิบัติตนและสังคมให้เหมาะสมกับกฎหลักของระบบธรรมชาติหรือระบบนิเวศ

สำหรับความคิด  ความตระหนัก หรือพฤติกรรมของการอนุรักษ์ระบบนิเวศ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก  ไม่สามารถอาศัยเพียงการบอกเล่าให้ความรู้เพียงอย่างเดียว  เนื่องจากความรู้สึกผูกพันว่า  เราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งใด  ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุผลเพียงอย่างเดียว  หากแต่เกิดจากการได้สัมผัสเรียนรู้  คลุกคลี ซึมซับความเป็นส่วนเดียวกันนั้น   ในอดีตความรู้สึกรักและผูกพันกับระบบธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมนั้นแทบไม่ต้องบ่มเพาะ  เนื่องจากวิถีชีวิตต้องพึ่งพาอาศัยและคลุกคลีกับธรรมชาติอยู่แล้ว  แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันวิถีชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมได้ถูกแปรรูปเป็นสินค้า เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย  และก่อเกิดเป็นเสมือนกำแพงปิดกั้นความจริงที่ว่า  ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม คือ ส่วนหนึ่งของชีวิต  หากแต่ได้สร้างมุมมองว่า ตนเองพึ่งพาเงินมากกว่าธรรมชาติ และเชื่อว่า หากมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีดีพอ  ก็จะสามารถจัดการกับทุกสิ่งใดโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กลไกของธรรมชาติ

    ดังนั้น  การจัดการศึกษาที่จะบ่มเพาะความรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติและระบบนิเวศ  สร้างความคิดความรู้สึกที่เชื่อมโยงได้  จึงต้องรีบเร่งกระทำ  ทั้งนี้หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ตามแนวทางนี้คือ  การเรียนรู้จากของจริงให้มากที่สุด  การเรียนรู้อย่างเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งหมดให้เป็นเรื่องเดียวไม่มีการแยกส่วน และการฝึกหัดการพัฒนาทักษะการคิดเอง คือ ความสามารถในการสังเคราะห์ให้เกิด “การคิดได้” ด้วยตนเอง     ทั้งนี้เพราะการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  อย่างสร้างสรรค์นั้น  จะต้องแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของวิถีชีวิต  มิใช่อยู่ที่สถานศึกษา   ซึ่ง “การคิดได้” หรือจิตสำนึก  จะเป็นสิ่งที่กำกับให้บุคคลเลือกใช้ชีวิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติ   ก่อเกิดเป็นจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม

            ในลักษณะเช่นนี้   กระบวนการเรียนรู้ที่จะส่งเสริมให้บุคคลเกิดจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม   ควรจะเป็นกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน(Future  Search  Conference)  ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การร่วมกันทำความเข้าใจอดีตและปัจจุบัน  วิเคราะห์ความเชื่อมโยงอนาคต  ร่วมสร้างพันธสัญญาวิสัยทัศน์ของอนาคตร่วมกันและลงมือจัดทำแผนปฏิบัติเพื่อบรรลุยังเป้าหมายร่วมกัน   ทั้งนี้ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน  เรียนรู้จากการกระทำ มีการคิดวิเคราะห์ได้แก้ปัญหาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง  โดยอยู่บนพื้นฐานความสนใจ ความสามารถศักยภาพของผู้เรียน  ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง  มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และสามารถนำความรู้ไปใช้จริง (กระทรวงศึกษาธิการ , 2539) 

            ดังนั้นหากนำกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน มาปรับใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าจะสามารถสร้างและพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักและสำนึกถึงบทบาทของตนต่อสังคม   และท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ก่อเกิดการบ่มเพาะเป็นลักษณะนิสัยที่เหมาะสมด้านสิ่งแวดล้อม

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

 

            เพื่อพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน   สำหรับนิสิตชั้นปีที่  3     คณะครุศาสตร์   มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตเชียงใหม่

 

คำถามการวิจัย

            1. การเรียนรู้วิธีใดที่จะสร้างและพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้เรียน โดยเฉพาะผู้เรียนในกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ

            2. การเรียนรู้ด้วยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกันจะสามารถสร้างพลังความคิด  การมีส่วนร่วมของผู้เรียนในการสร้างสิ่งที่ดี  มีความหมาย  ตรงกับความสนใจ มีการวางแผนออกแบบกิจกรรม  ฝึกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ และเกิดการสั่งสมเป็นจริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับบุคคลและสาธารณะได้เพียงใด

 

สมมติฐานการวิจัย

 

หลังจัดการเรียนการสอนด้วยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน  นิสิตมีการพัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจ   พฤติกรรม และเจตคติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม     

           

คำสำคัญในการวิจัย

 

          กระบวนการสอนสร้างอนาคตร่วมกัน  หมายถึง  ลำดับการสอนที่พัฒนามาจากกระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน  ซึ่งมีลำดับขั้นการสอน  9  ขั้นตอนคือ  การคาดหวัง  การรำลึกอดีต  ทุกข์ของผู้เรียน  ต้นไม้ปัญหา  ละครคน  การสร้างวิสัยทัศน์   การปฏิบัติตามแผน  การสร้างองค์ความรู้และการประมวลผลการเรียน

            การพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม  หมายถึง การสร้างแนวทางประพฤติปฏิบัติและความนึกคิดที่ดีงามของบุคคลต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับบุคคลและสาธารณะ โดยมีลักษณะที่ปรากฏถึงความตระหนัก  และมีพฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ขอบเขตในการวิจัย

 

  1. การศึกษาวิจัยครั้งนี้  มุ่งจะศึกษาการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการสร้าง

อนาคตร่วมกัน  โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาการต่อสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชน  ซึ่งเปิดสอนสำหรับนิสิตชั้นปีที่  3  คณะครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   วิทยาเขตเชียงใหม่   ที่ต้องลงทะเบียนเรียน  ในภาคเรียนที่  1 ปีการศึกษา  2550  จำนวน  13  รูป

            2.  การวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด  42  คาบ  คาบละ  50  นาที  เป็นการสอนตามแผนการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน  8 แผน แบ่งเป็นการทดสอบก่อนเรียน  1  คาบ การทดสอบหลังเรียน  1  คาบและการกิจกรรมการเรียนรู้   40 คาบ

 

ตัวแปรที่ศึกษา

          ตัวแปรต้น คือ  กระบวนการสอนสร้างอนาคตร่วมกัน ที่ปรับพัฒนาจากกระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างอนาคตร่วมกันและนิสิตที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาวิทยาการสิ่ง

แวดล้อมในโรงเรียนและชุมชน

          ตัวแปรตาม  คือ  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชนของนิสิตและผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน   

 

ประโยชน์ที่ได้รับ

 

1.นิสิตเกิดการเรียนรู้พัฒนาพฤติกรรมและค่านิยมที่พึ่งประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งส่วนบุคคลและสาธารณะ

            2. ผลที่ได้รับจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ก่อให้เกิดนวัตกรรมความรู้เกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการสอนสิ่งแวดล้อม  ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมในระดับชั้นต่าง ๆ และรายวิชาอื่น ๆ เพื่อการสร้างความคิด ค่านิยมและพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่เยาวชน

3.ผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้น่าจะนำไปเป็นบทเรียนในการปลูกฝังพัฒนาให้เยาวชนและผู้คนในทุกระดับของสังคมเกิดความตระหนักถึงบทบาทของตนต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมควรให้ความสนใจเพราะการป้องกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากเหตุที่แท้จริงคือ พฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นผลจากการคิดและค่านิยม

 

ผลกระทบจากการวิจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

 

          ผลเชิงประจักษ์จากการวิจัย   ได้เพิ่มศรัทธาที่ชุมชนมีต่อบทบาทของพระสงฆ์ ซึ่งเกิดจากการที่นิสิตชักนำชุมชนให้เกิดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม จนเกิดกิจกรรมเช่น การศึกษาดูงาน  การขยายผลการเรียนรู้เรื่องจุลินทรีย์ชีวภาพ  (E.M.) การปลูกป่าและการทำแนวป้องกันไฟป่า    และก่อเกิดแรงกระตุ้นทางสังคมต่อคณะสงฆ์ในพื้นที่ ดังกรณีบวชป่าสืบชะตาขุนน้ำแม่กวง ซึ่งแต่เดิมมีพระสงฆ์ในพื้นที่ร่วมกิจกรรมค่อนข้างน้อย  ต่อมาเมื่อทางมหาวิทยาลัยฯ สนับสนุนให้นิสิตเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้ผู้บริหารคณะสงฆ์ในพื้นที่ตระหนัก  มีนโยบายให้พระสงฆ์ในพื้นที่เข้ามีบทบาทร่วมมากขึ้น  เช่นเดียวกับชุมชนที่รู้สึกเป็นสุขมีพลังสานเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น  หรือการขยายผลในสถานศึกษา ซึ่งนิสิตได้นำความรู้ประสบการณ์จากการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในสถานศึกษาที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  จนก่อเกิดกิจกรรมเช่น การจัดการขยะเพื่อสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้ยังเป็นแรงผลักดันหนึ่งให้เกิดการรวมตัวของนิสิตในการจัดตั้งชมรมครูพระอาสาพัฒนาชุมชน ที่มีการผนวกกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่ง

 

ข้อจำกัดในการวิจัย

 

            เนื่องจากประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้  มีลักษณะพิเศษคือเป็นสมณะเพศ  จึงอาจส่งผลเชิงบวกต่อการวิจัย  ทั้งนี้โดยเหตุที่ว่า  ในธรรมวินัยได้บัญญัติวินัยของสงฆ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม  จึงอาจส่งผลต่อการตระหนักรู้  การนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความต่อเนื่องของพฤติกรรม  เช่นเดียวกับลักษณะทางสังคมของพระสงฆ์ที่อยู่เป็นกลุ่มคณะในวัด  ทำให้เป็นปัจจัยทางจิตวิทยาในการเสริมพลังการพัฒนาตนเองได้  ทั้งยังสามารถสร้างและขยายการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมแก่กลุ่มสงฆ์และชุมชนได้  โดยเฉพาะในส่วนของการทำกิจกรรมทำความดีเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเช่น  โครงการทำงานพัฒนาตนเองด้านสิ่งแวดล้อมและโครงการทำงานเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม