ไม่ต้องถามใคร ถามตัวเราเองว่ามุสลิมอีสานมีค่ามากแค่ไหนในการเผยแพร่ศาสนา หรือให้พวกเขาบริหารจัดการเองสักที

"อัสลามูอาลัยกุม วาเราะฮฺมาตุลลอฮฺฮิ วาบารอกาตุฮฺ วันนี้จะประกาศเรื่องการสอนศาสนาอิสลามให้กับลูกๆหลานๆของเราในช่วงปิดเทอมนี้ ใครที่มีลูกอยู่ ก็ให้ส่งมาเรียนกันน่ะครับ ในวันที่ ๑-๒๐ เมษายน ๒๕.... ญาซากัลลอฮฺครับ"

          คำพูดนี้ถูกกล่าวขึ้นอีกครั้งหลังละหมาดวันศุกร์ของทุกปี เมื่อทราบว่าจะมีการเรียน การสอนศาสนาอิสลามประจำมัสยิดแก่เด็กๆในช่วงปิดเทอมนี้ และคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปจนกว่าทุกคนจะเข้าใจอิสลามมากขึ้นไม่ว่าจะโดยวิธีทางใดก็ทางหนึ่ง

          เริ่มต้นเราก็เปิดประเด็นด้วยการถามเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนั้น แต่มันกำลังแบบนี้อยู่จริง ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังมีจังหวัดใดบ้างในภาคอีสานที่เป็นแบบนี้ ความรู้สึกบวกกับหลักการเผยแพร่ศาสนามันช่างสวนทางกันจริงๆ เพราะส่วนหนึ่งคือหน้าที่ส่วนรวมและส่วนบุคคล แต่เราจะไม่ขอพูดในส่วนศาสนาให้ลึกมากไปกว่านี้ จะขอจับเพียงการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนเบื้องต้น เพื่อหาทางออกร่วมกัน

          เดิมทีแล้วการศึกษาอิสลามในภาคอีสานนั้นมีหลากหลายมาก แต่ที่เห็นโดดเด่นและได้รับการตอบรับในระดับมวลชนก็คงจะเป็นการจัดค่ายอิสลามของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆที่ต้องการเผยแพร่ศาสนาอิสลามแก่บรรดาเยาวชนที่ขาดโอกาสด้านอิสลามอย่างสมบูรณ์ หรือการศึกษาในลักษณะต่อเนื่องและครอบคลุมทุกด้าน

          การสอนอิสลามที่ภาคอีสานแก่พี่น้องมุสลิมในพื้นที่โดยกำเนิดและบรรดามุอัลลัฟ (ผู้เพิ่งเข้ารับอิสลาม) นั้นจะตกอยู่กับผู้นำศาสนาอิสลามท้องถิ่น และจากการศึกษาเองของมุสลิม แต่ที่เราต้องการที่จะฟื้นฟูอิสลามให้ยั่งยืนอยู่ได้ ยังคงเป็นทางตัน เพราะการศึกษาอิสลามที่นี้ยังขาดความต่อเนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เราไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง หรือข้ออ้างเพียงลมปาก

          หากมองสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปแล้ว สังคมอีสานเป็นสังคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และศรัทธาต่อพระเจ้าผู้สร้างมนุษย์อย่างแท้จริง อันเนื่องมาจากสังคมพื้นบ้านที่เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ต่อกัน ความสงบสุขในหมู่บ้าน โดยไม่นับความเจริญในสังคมเมืองที่สร้างปัญหาแก่เยาวชนหรือบุคคลอื่น บรรยากาศด้านธรรมชาติก็อุดมสมบูรณ์ในระดับที่ไม่ยากแค้นเหมือนสมัยก่อนอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพียงแค่ท่านก้าวเท้าขึ้นรถโดยสารไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนตัว รถทัวร์ รถไฟ คงไม่ต้องนับเครื่องบินเพราะถ้ามาแบบนั้นคงจะมาไม่นาน ไม่ทันสัมผัสกลิ่นไอแห่งอีสาน เมื่อก้าวขึ้นบนยานพาหนะแล้วเคลื่อนตัวออกไปสักระยะเริ่มตั้งแต่สระบุรี โคราช แล้วแต่ท่านจะแยกอีสานใต้ อีสานเหนือ หรืออีสานตะวันตก ไม่ต้องงงครับที่เราเรียกแบบนี้เพราะว่ามีเส้นทางที่เราจะไปแสวงหาสัจธรรม บททดสอบความศรัทธาของเราอยู่ที่นั้น จากนั้นหากเรามองไปข้างนอกหน้าต่างก็จะพบกับความยิ่งใหญ่ของพื้นที่ ดินแดน เกษตรกรรม จนเข้ามาในตัวเมืองจะเห็นความยิ่งใหญ่ของศูนย์การค้า ศูนย์ราชการ ศูนย์กลางด้านธรรมะตามวิถีพุทธ

          ข้อแปลกใจอย่างหนึ่งที่ทำให้คิดได้ว่าทำไม ชาวอีสานถึงอยู่กันได้ ให้ความเคารพใคร ทำไมศาสนาพุทธทำให้จิตใจพวกเขาได้สงบนิ่ง หรือที่เราเห็นมันเป็นเพียงวิถีชีวิตเดียวกันกับเราที่เห็นอยู่ประจำ สิ่งเหล่านั้น คือ การที่เราอยู่ภาคใต้ของประเทศไทย การบังคับใช้กฎหมาย จิตใจ สังคม โดยรวมแล้ว เราจะเคารพหลักศาสนาอิสลาม โดยมีอีหม่ามในชุมชนและสังคมมุสลิมที่คอยสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมการดูแลจากบรรดาตำรวจ ทหาร ที่ดำเนินการสอดส่องดูแล ตรวจตราเป็นพิเศษ ไม่รวมสาเหตุที่เกิดจากบุคคลบางกลุ่มที่ใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นแล้ว เราจึงตั้งคำถามอยู่ในใจว่าทำไมต้องมีตำรวจชาวไทยที่เราคิดว่านับถือศาสนาพุทธต้องคอยตรวจจับชาวไทยนับถือศาสนาพุทธด้วยกัน มันรู้สึกเหมือนกันเราทำผิดกันเอง จะจับกันเองก็อะไรอยู่ ซึ่งของสังเกตตรงนี้เกิดจากที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีตำรวจชาวไทยที่เราคิดว่านับถือศาสนาพุทธมาจับชาวไทยนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่ต้องเกรงใจกันอยู่แล้ว เพราะถ้าทำผิดก็ต้องยอมรับผิด

          อีกนัยหนึ่งที่เป็นจุดสังเกต ทำไมชาวอีสานดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้ ในใจพวกเขาคิดอะไรกันอยู่บ้าง ต้องการอะไรจากชีวิต ต้องการแสวงหาความสุขของชีวิตตรงไหน ทำทุกอย่างในแต่ละวันทำไม นั้นคือข้อสงสัยที่ทุกคนอาจจะคิดว่าจะถามไปทำไมกัน คำถามที่เกิดขึ้นในใจเหล่านี้มาจากการที่คนมุสลิม (ชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม) ดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมายในโลกหน้าอย่างชัดเจน มิได้มุ่งหวังทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ทั้งหมด ทั้งนี้ไม่นับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเพียงแค่ชื่อ

          สิ่งเหล่านี้ อาจจะเป็นต้นตอของความไม่เข้าใจกันในสังคมที่เราเรียกกันว่า สังคมพหุวัฒนธรรม แต่ในความเป็นจริงแล้วอิสลามมีความหมายมากกว่าวัฒนธรรม เพราะการนับถือศาสนาอิสลามนั้น ถือเป็นหน้าที่ของมนุษยชาติทุกคนบนโลกนี้ โดยมีกรอบปฎิบัติ มารยาท จริยธรรม คุณธรรม ที่กำหนดไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรมที่เราเข้าใจกันอยู่

          กลับมาที่รถโดยสารอีกครั้ง เมื่อเรามองไปรอบๆตัวเราแล้ว ก็พบกับธรรมชาติอันกว้างใหญ่  วิถีชีวิตชาวบ้านที่เรียบง่าย จนเราก้าวเท้าลงบนพื้นดินสีแดง ตรงนี้เองที่สร้างความแตกต่างตั้งแต่ก้าวลงมา เพราะพื้นที่เดิมเราเป็นสีเทาจากดินร่วนบ้าง สีเหลืองจากดินเหนียวบ้าง หากจะพบสีแดงอีกครั้งก็บนเนินเขาแทน นี้คือเอกลักษณ์ของที่ราบสูงของไทยจริงๆ

          ความแปลกใหม่ของมุสลิมที่ไม่เคยคิดว่าจะมีมุสลิมอยู่ที่นี้ก็เกิดขึ้นทันที เมื่อพบมัสยิดที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมกับบรรดาพี่น้องมุสลิมที่รวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จากการพูดคุยสอบถามทำให้เราหมดข้อสงสัยถึงความเข้มข้นของจำนวนมุสลิมที่นี้ คือ พี่น้องส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิมที่ย้ายถิ่นฐานมาจากภาคต่างๆของไทยและทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ค้าขายทั่วไทย โอนย้ายราชการต่างถิ่น ศึกษาต่อต่างจังหวัด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้เรามีประชากรนับถือศาสนาอิสลามเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน

          แต่สิ่งที่เรายังขาดไป นั้นคือ ความมั่นคงทางด้านจิตใจ เพราะบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคอีสานนี้ ต้องยอมรับเลยว่าพวกเขาเหล่านั้น จะต้องมีความเข้มแข็งทางจิตใจสูง ในการเอาชนะอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง ไม่ทำในสิ่งที่ศาสนาอิสลามไม่อนุญาต ควบคุมจิตใจ ร่างกายให้วางอยู่บนหลักการอิสลามอย่างแน่วแน่ พวกเขาเหล่านี้ หากมองให้ลึกลงไปเปรียบเสมือนผู้ใหญ่หรือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง แม้ว่าในชุมชนหรือจังหวัด เครือข่าย ของพวกเขาเหล่านั้นจะมีผู้นำศาสนาอิสลามอยู่ก็ตาม แต่อิสลามมิได้มีไว้แก่ผู้นำศาสนาอิสลามแต่อย่างใด อิสลามอยู่ในใจของพี่น้องมุสลิมอีสานทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ทำให้หัวใจแห่งความศรัทธาก็จะถูกทดสอบจากพระเจ้าอย่างแน่นอน

          จากความเป็นผู้ใหญ่นี้เองที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ขาดผู้ใหญ่ขึ้นไปอีก ที่จะคอยตักเตือนให้อยู่ในกรอบศาสนา พวกเราอย่าคิดว่าผู้ใหญ่เหล่านี้ดูแลตัวเองได้ เพราะขนาดผู้ใหญ่ในสังคมไทยยังดูแลไม่ได้เลย จนเกิดปัญหาเยาวชนไทยที่ผู้ใหญ่มองว่ามันคือปัญหาวัยรุ่นแต่ในความเป็นจริงมันเกิดจากผู้ใหญ่ดีๆนี้เอง ในสังคมมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความเนียวแน่นของเครือญาติพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามยังคงอยู่ตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ไปจนถึงเหลน โหลน ด้วยซ้ำไป

          หากผู้ใหญ่เหล่านี้ขาดความเชื่อมั่น ศรัทธาในอิสลามแล้ว ผลกระทบที่ตามมาคือ เยาวชนพี่น้องมุสลิมเรานี้เอง ที่ขาดการอบรมเลี้ยงดูในอยู่ในกรอบแห่งศาสนาอิสลาม มิใช่กรอบสังคมมนุษย์เพียงอย่างเดียว ความเป็นมุสลิมคือการที่เข้าใจอิสลาม เข้าใจความเป็นพระเจ้าที่สร้างมนุษย์มาให้อยู่บนโลกใบนี้ เพื่อประกอบศาสนกิจ สืบทอดอิสลาม มิใช่เพื่อทำความดีอย่างที่ทุกศาสนาเข้าใจกันไม่ หรือเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า อิบาดัต คือ การประกอบศาสนกิจ

          อยากให้มุสลิมทุกคนเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว เราเกิดมาบนโลกใบนี้มีความหมายทั้งสิ้น ความหมายเหล่านี้ได้อธิบายไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานไว้เรียบร้อยแล้ว และเพิ่มเติมขึ้นมาก็จากหนังสืออัลหะดีษ ที่อธิบายคุณลักษณะวิถีชีวิตแบบอิสลาม เมื่อเราปฎิบัติหลักศาสนาอิสลามอย่างแท้จริงแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะมาทำลายคุณธรรม จริยธรรม ความเจริญก้าวหน้าในสังคมเราได้

          ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดค่ายอิสลามประจำมัสยิดในภาคฤดูร้อนขึ้นมา แล้วก็จะต้องรอแล้ว รอเล่ากว่าจะมา บางปีก็ไม่มีเลย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มา แต่ละปีจะกำหนดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามสถานที่ งบประมาณ บุคลากร และนักเรียน

          หลักสูตรการสอนจะเริ่มในช่วงของเดือนเมษายนของทุกปี สาเหตุน่าจะมาจากเป็นช่วงปิดเทอม และเป็นช่วงวันสงกรานต์ที่มุสลิมเราจะต้องหลีกห่างประเพณีทางศาสนาเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ระยะเวลาการเข้าค่ายครั้งนี้ จะเริ่มที่ ๕, ๗, ๑๐, ๑๕, ถึง ๒๐ วัน จากนั้นก็จะมีการปฐมนิเทศบรรดาครูอาสาสมัครในโครงการค่ายอิสลามแก่เยาวชนมุสลิมในภาคอีสานของแต่ละมหาวิทยาลัยที่ส่งนักศึกษามาสอนกัน ตรงนี้ก็เพื่อที่จะแนะนำ ทำความเข้าใจพื้นที่ ความต้องการ บริบทต่างๆของแต่ละพื้นที่ กรอบหลักสูตรการสอนที่ให้ตรงประเด็น ชี้นำ สามารถนำไปใช้ได้ทันที และศึกษาต่อได้ด้วยตนเอง แต่เน้นย้ำที่สุดคือ ความยำเกรงที่เยาวชนมุสลิมอีสานทุกคนจะต้องมีเหมือนบรรดาครูอาสาเหล่านี้กลับไป และจะกลับมาอีกครั้งเมื่อมีโอกาส เพื่อดูความยำเกรงของเยาวชนมุสลิมอีสานที่จะต้องมีให้มากกว่าบรรดาครูอาสาที่เคยสอนไว้ และกลับไปอีกครั้งอย่างภาคภูมิใจ