จับความจาก Teaching Outside the Box : How to Grab Your Students by Their Brains เขียนโดย LouAnne Johnson
ครูต้องเรียนรู้ เสาะหา ทดลอง วิธีสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอยากเรียน รู้สึกสนุก และมีความสุขในชั้นเรียน และในกิจกรรมการเรียน วิธีหนึ่งคือบอกเด็กว่า เมื่อเริ่มต้นเทอม ทุกคนได้ A คนที่ต้องการ A เมื่อสิ้นเทอม ต้องทำงานเพื่อพิสูจน์ตนเอง ว่าคู่ควรกับเกรด A และครูจะคอยช่วยเหลือ แนะนำ
ครูต้องมีวิธีสร้างความเชื่อมั่นในศิษย์ ว่าสามารถบรรลุความวำเร็จที่มุ่งหวังได้ หากมีอิทธิบาท ๔ โดยที่บางคนอาจต้องมีความเพียรสูงกว่า แต่ไม่ว่าจะสำเร็จได้ง่ายหรือยาก ครูจะอยู่เคียงข้างเสมอ สร้างแรงบันดาลใจด้วยศรัทธาในตนเอง ศรัทธาในอิทธิบาท ๔ ผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำ ในที่สุดศิษย์จะได้รับผล ๒ ต่อ คือได้รับความสำเร็จในผลการศึกษา และได้รับทักษะในการฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองเพื่อการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต
เลือกบุคลิกการเป็นครูของตนและดำรงไว้ให้คงเส้นคงวาตลอดปีการศึกษานั้น เพื่อไม่ให้นักเรียนสับสน อาจเป็นครูตัวตลก ครูดุ ครูใจดี ได้ทั้งสิ้น แต่ต้องเป็นธรรมชาติของ ตัวเราเอง ไม่ใช่แกล้งเป็น หรือเสแสร้ง เพราะเด็กจะจับได้ และไม่เชื่อถือครูอีกต่อไป
การกำหนดบุคลิกของตนไว้ให้ชัดเจน มีประโยชน์ในการใช้บุคลิกนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อ การสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ไว้เนื้อเชื่อใจกันกับเด็ก และช่วยให้ศิษย์ประสบความสำเร็จ ในการเรียนได้ง่ายขึ้น
พึงตระหนักว่า เด็กนักเรียนจะสังเกตตัวครู และสิ่งที่ครูทำ อย่างละเอียด ตลอดวัน หลายๆ วัน ดังนั้นครูต้องแต่งตัวดี บุคลิกดี เอาใจใส่ตัวเอง เพื่อเสริมบุคลิกของตน
ผู้เขียนยกตัวอย่าง ความตั้งใจดำรงบุคลิกความเป็นครูของตนเองดังนี้ "เข้มงวดแต่ยืดหยุ่น เน้นใช้อารมณ์ขันมากกว่าดุว่า ไม่ยอมรับความก้าวร้าว หรือพฤติกรรมไม่เคารพผู้อื่น รักวิชาของตน และยินดีต่อรองพบกันครึ่งทางกับนักเรียน"
ครูต้องเรียนรู้และปรับปรุงบุคลิกของความเป็นครูของตนตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงปีแรกๆ โดยต้องเข้าใจว่านักเรียนต้องการผู้ใหญ่สำหรับเป็นผู้ชี้แนะ เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นผู้นำ และบางครั้งครูก็ต้องขัดใจนักเรียน หรือทำในสิ่งที่เด็กไม่ชอบ เพื่อประโยชน์ของ นักเรียนเอง
ผศ. เลาแอนน์ จอห์นสัน เขียนเล่าวิวัฒนาการกำหนดบุคลิกความเป็นครูของตน ไว้ อย่างละเอียด ทั้งส่วนที่ต้องแก้ไข และภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ ความมีอารมณ์ขัน การรู้จัก นักเรียนเป็นการส่วนตัวเป็นรายคน และการระมัดระวังไม่ทำให้นักเรียนเสียหน้า
ข้อค้นพบสำคัญจากประสบการณ์ส่วนตัวของ ผศ. เลาแอนน์ คือเครื่องแต่งกายของครู เป็นเครื่องบอกบุคลิก อารมณ์ และสื่อสารบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน เมื่อครูแต่งสูท นักเรียนจะรู้สึกบรรยากาศที่เป็นทางการและทำตัวตามนั้น หากครูแต่งตัวตาม สบาย สวมเสื้อยืด เด็กๆ จะรู้สึกว่าเป็นวันผ่อนคลายหรือจะมีกิจกรรมสนุกสนาน ข้อแนะนำคือ จงแต่งกายให้ตรงตามบรรยากาศที่ต้องการสื่อกับนักเรียน หรือใช้การแต่งกายของครูสื่อกับ นักเรียนว่าในวันนั้นต้องการให้ห้องเรียนมีบรรยากาศอย่างไร
อารมณ์ความรู้สึกกับความเป็นครู
อารมณ์ความรู้สึกกำหนดพฤติกรรม สีหน้าท่าทาง เด็กมีผัสสะที่ละเอียดและอ่อนไหว จะรู้สึกพฤติกรรมที่ครูแสดงออกผ่านจิตไร้สำนึกได้ และกลายเป็นว่าครูเป็นผู้กำหนดพฤติกรรม ของเด็กโดยตนไม่รู้ตัว เช่นพฤติกรรมก้าวร้าว สูญเสียความั่นใจในตนเอง (self esteem) เกลียดโรงเรียน ต่อต้านสังคม หรือในทางตรงกันข้ามอาจสร้างคนที่อ่อนไหวเห็นอกเห็นใจ คนอื่น เป็นการสร้างการเรียนรู้แก่ศิษย์ที่สำคัญยิ่งต่อชีวิต ที่ไม่ใช่เรื่องการเรียนวิชา
ครูต้องฝึก ต้องเรียนรู้การควบคุมอคติของตนเอง ที่อาจทำร้ายเด็กโดยไม่รู้ตัว หรือในทางตรงกันข้าม อาจสร้างคนจิตใจดี โดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน
ทุกคน รวมทั้งครู ต้องการให้ผู้อื่นเคารพตน แต่ไม่สามารถบังคับความรู้สึกของผู้อื่นได้ รวมทั้งความรู้สึกของศิษย์ และบางครั้งครูอาจเผชิญสภาพที่มีศิษย์ที่ต่อต้าน ไม่เคารพครู ค่อนห้อง สิ่งที่ครูสามารถทำได้คือ ดำรงความเคารพตนเอง และเคารพนักเรียน ไม่หาทาง บังคับให้นักเรียนเคารพตน เพราะจะยิ่งเป็นการยั่วยุให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะจะเป็น การทะเลาะกันระหว่างครูกับศิษย์
วาจาท่าทางที่ครูใช้ในการเรียกร้องให้นักเรียนเคารพครู มักเป็นการดุด่าว่ากล่าว ซึ่งเป็นการดูถูกนักเรียน ว่านักเรียนทำผิด หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อครู จะยิ่งทำให้ความรู้สึกต่อต้านครู หรือเกลียดครู ยิ่งเลวร้าย
หากนักเรียนแสดงความต้องการปฏิบัติไปในทางที่ทำลายตนเอง อย่าห้ามปราม ให้ชวนคุย และตั้งคำถาม ว่าทำไมจึงตัดสินใจเลือกทำ หรือแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น ให้ถามและถาม และรับฟังคำตอบ เพื่อให้นักเรียนคิดเอง ให้รู้จักตั้งคำถามแก่ตัวเองเกี่ยวกับพฤติกรรมของตน และได้คิด หรือได้สติ และถ้านักเรียนขอคำแนะนำ จงให้คำแนะนำตามที่ครูคิด คือแทนที่จะ ยัดเยียดการสั่งสอน ต้องเปลี่ยนเป็นตั้งคำถาม เพื่อให้นักเรียนตั้งสติ แล้วให้นักเรียนเป็นฝ่ายขอคำแนะนำเอง
ครูไม่มีทางช่วยดึงนักเรียนออกมาจากอบายมุข หรือหนทางแห่งความชั่วร้ายหรือความ เสื่อม นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะนำเอาตัวเองออกมาจากทางเสื่อมนั้นด้วยตนเอง ครูช่วยได้ โดยชักจูงทางอ้อมให้ศิษย์ฉุกคิด มองเห็นทางเลือกที่ดีกว่าด้วยตนเอง สามารถวิเคราะห์ทาง เลือกในชีวิต และในที่สุดสามารถหลุดออกมาจากอบายมุขได้
ผมคิดว่า นี่คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ของครูเพื่อศิษย์ ที่หากมีความชำนาญสูงในทักษะนี้ จะช่วยเปลี่ยนชีวิตให้แก่ศิษย์วัยรุ่นคนแล้วคนเล่า ได้บุญกุศลยิ่ง
ครูที่ทำหน้าที่เช่นนี้แหละ ที่นักเรียนจะจดจำไปตลอดชีวิต ลองคิดถึงครูของตนเองก็ได้ เราจะจำเรื่องราวด้านการสอนไม่ได้ แต่จะจำเรื่องราวที่เราประทับใจ จากการที่ครูช่วยตั้งคำถาม หรือให้คำแนะนำ ให้เรารอดพ้นจากการเดินทางผิดในชีวิต หรือครูที่มอบความไว้วางใจ มอบ หมายหน้าที่ให้เราทำ โดยตั้งความหวังต่อตัวเราว่าจะสามารถทำงานยากนั้นได้อย่าง รับผิดชอบ และแสดงความชื่นชมเมื่อเราทำหน้าที่นั้นก้าวหน้าไปเป็นระยะๆ
การใช้คะแนนเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ
ครูต้องมีวิธีใช้คะแนนเป็นเครื่องสร้างแรงจูงใจในการเรียนไม่ใช่ปล่อยให้คะแนน เป็นสิ่งบั่นทอนกำลังใจในการเรียน
ครูใช้คะแนนเป็นเครื่องมือได้ ๔ แบบ (๑) ใช้เป็นแรงจูงใจ (๒) ใช้เป็นเครื่องบันทึก ความก้าวหน้า (๓) ใช้ประเมินการสอนของตนเอง (๔) ใช้ลงโทษนักเรียนที่ไม่เอาใจใส่การ เรียน ครู เลาแอนน์ ใช้เฉพาะ ๓ ข้อแรก และจะไม่ใช้ข้อ ๔ เป็นอันขาด เพราะจะยิ่งทำให้ เด็กยิ่งเบื่อการเรียน และยิ่งแสดงพฤติกรรมผิดๆ มากยิ่งขึ้น คูเลาแอนน์ เชื่อว่า การใช้คะแนน เป็นเครื่องมือด้านลบตามข้อ ๔ เป็นปัญหาหลักของการศึกษา ที่ผลักให้เด็กจำนวนหนึ่งมี ทัศนคติด้านลบต่อการเรียน แบบฝังใจ และจะออกจากการเรียนกลางคันในที่สุด
ยึดหลักอะไรในการให้คะแนน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก และครูต้องกำหนดไว้ เพื่อ ความมีมาตรฐานและจริยธรรมของครูเอง ไม่ว่าทางโรงเรียน เขตการศึกษา หรือกระทรวง ศึกษาฯ จะมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไรก็ตาม จะมีช่องทางให้ครูต้องใช้วิจารณญาณเสมอ ครูจึงต้องกำหนดหลักการของตนไว้ เพื่อ
• ดำรงมาตรฐานที่สูง
• มีความยืดหยุ่น
• ยุติธรรม
ครูต้องแจ้งความก้าวหน้าของการเรียนของศิษย์แต่ละคนเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้เด็กและ ผู้ปกครองตกใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การร้องเรียน
หลักการที่พึงกำหนดให้ชัดเจนได้แก่
• จะให้คะแนนเต็มต่อคำตอบที่ถูก และศูนย์เมื่อคำตอบผิด หรือจะให้คะแนน แก่วิธีคิดที่เหมาะสม หรือความเข้าใจหลักการที่ถูกต้องด้วย หรือจะให้คะแนน ความหมั่นเพียรด้วย แม้คำตอบจะผิด
• ในกรณีที่เด็กตั้งใจเรียน ขยัน แต่ขี้กังวลตอนสอบ จึงตอบข้อสอบได้ไม่ดี จะให้เกรดอย่างไร ให้ตามคะแนน ทั้งๆ ที่รู้ว่าคะแนนนั้นไม่สะท้อนความ สามารถที่แท้จริงของเด็ก หรือจะลดน้ำหนักของผลสอบลงไป หรือจัดสอบ ใหม่ตอนหลังเลิกเรียน
• จะดำเนินการอย่างไร ต่อเด็กที่เรียนอ่อน
• เด็กฉลาด เรียนรู้เร็ว สามารถสอบได้ A โดยไม่ต้องเรียน ในชั้นเรียนหลบไป อ่านหนังสือการ์ตูน และไม่ส่งการบ้าน จะให้เกรด A หรือไม่ เกรดที่ให้ สะท้อนเพียงความรู้ หรือรวมทั้งความขยันหมั่นเพียรและความเอาใจใส่ต่อ การเรียนด้วยหรือไม่
• จะเพิ่มคะแนนความขยันหมั่นเพียรไหม
• จะให้คะแนนต่อการบ้านทุกชิ้น หรือจะเลือกให้เฉพาะชิ้นที่นักเรียนคนนั้น ตั้งใจทำมากเพื่อเรียนทักษะใหม่ที่สำคัญ ทั้งๆ ที่การบ้านชิ้นอื่นๆ นักเรียน ทำผิดเป็นจำนวนมาก
• จะเลือกวิธีใดระหว่างวิธีให้คะแนน ๒ ขั้ว ขั้วหนึ่งเริ่มจาก ๐ คะแนน ให้นัก เรียนเก็บคะแนนจากการสอบและทำการบ้านที่ยากขึ้นๆ คนที่ทำโจทย์ยากๆ ได้ จะได้เกรด A อีกขั้วหนึ่ง ให้นักเรียนทุกคนได้เกรด A สำรองไว้ล่วงหน้า แล้วครูช่วยให้ศิษย์ทำงานหนัก เพื่อรักษาเกรด A ไว้ให้ได้
จริงๆ แล้ว เกรดไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่นักเรียน และครู ได้เรียนรู้ และสิ่งที่ครูไม่ควรทำคือ พยายามให้การบ้านแก่นักเรียนอย่างหนัก หรือข่มขวัญเด็ก ว่าตนเป็นครูที่หิน ยากมากที่จะมีนักเรียนได้เกรด A หรือแสดงท่าที ว่าครูใจดี จะให้ A ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข
ผมประทับใจความละเอียดอ่อนของครู เลาแอนน์ ในการให้คะแนนวิชาที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม (abstract) โดยคำนึงว่า เด็กแต่ละคนมีระดับพัฒนาการจากการคิดได้แค่ระดับรูปธรรม สู่ความสามารถคิดเป็นนามธรรม ไม่พร้อมกัน แม้อายุจะเท่าๆ กัน จะมีเด็กบางคนที่เคยเรียนดี จะเรียนวิชาเหล่านี้ได้ยากมาก ก่อความท้อถอยให้เด็ก การให้คะแนนข้อสอบวิชากลุ่มนี้ (เช่นจริยธรรม เศรษฐศาสตร์ พีชคณิต) แก่เด็กที่ระดับพัฒนาการการคิดแบบ abstract ยังไม่ค่อยดีเช่นนี้ ต้องหย่อนความเคร่งครัด ไม่เรียกร้องให้เด็กยกตัวอย่างเอง เพียงแค่อธิบายหลักการและยกตัวอย่างตามที่ครูสอนได้ ก็ควรได้คะแนนดี ต่อไปเมื่อพัฒนาการด้าน abstract thinking ของเด็กคนนั้นมาถึง เขาจะเข้าใจได้ลึกเอง ครูต้องละเอียดอ่อนไม่เรียกร้องความเข้าใจที่ลึกในเรื่อง abstract จากนักเรียนที่สมองยังพัฒนาไม่ถึง จนทำให้เด็กท้อถอย ขาดความมั่นใจตนเอง
ให้นักเรียนให้คะแนนตนเอง
เมื่อจบภาคการศึกษา และครูมีเกรดของนักเรียนทุกคนแล้ว (แต่ยังไม่ได้ส่งไปยังฝ่ายวิชาการ) ครู เลาแอนน์ มีวิธีตรวจสอบว่านักเรียนสมควรได้รับเกรดนั้นๆ หรือไม่ รวมทั้งเป็นวิธีให้นักเรียนประเมินผลการสอนของครูทางอ้อมด้วย โดยให้นักเรียนแต่ละคนเขียนเรียงความสะท้อนภาพหรือความประทับใจ (ทั้งทางบวกและทางลบ) การเรียนวิชานั้นอย่างไร รวมทั้งบอกว่าตนคิดว่าตนควรได้เกรดอะไร เพราะเหตุใด ซึ่งจะช่วยให้ครูได้เข้าใจมุมมองของเด็กต่อ เกรด ซึ่งเป็นมุมมองที่ต่างจากมุมมองของครู
ในประสบการณ์ของครู เลาแอนน์ นักเรียนชอบ ที่ได้เขียนเรียงความชิ้นนี้ บ่อยครั้งนักเรียนให้เกรดตนเองต่ำกว่าที่ครูให้ และมีบางครั้งที่เมื่อครูอ่านเรียงความแล้ว ไปขยับเกรดของเด็กคนนั้นขึ้น แต่ไม่มีเลยที่นักเรียนโดนลดเกรด
ครู เลาแอนน์ มีวิธีให้นักเรียนเขียนเรียงความแบบไม่ธรรมดา เริ่มด้วยการอ่านนิทานเรื่อง True Story of the 3 Little Pigs by A. Wolf (เพื่อสร้างความเข้าใจว่า อคติเข้าข้างตนเองเป็นของธรรมดา) แล้วจึงบอกให้นักเรียนสมมติตนเองเป็นครู เลาแอนน์ เขียนจดหมายสะท้อนภาพพฤติกรรมการเรียน และผลการเรียน ของนักเรียน (ตนเอง) ในวิชานั้น ตลอดเทอม และบอกว่าให้เกรดอะไร เพราะเหตุใด โดยครู เลาแอนน์ จะบอกนักเรียนให้จินตนาการว่าตนเองเป็นครู เลาแอนน์ มองนักเรียนจากมุมมองของครู
ตามประสบการณ์ของครู เลาแอนน์ มีนักเรียนซนๆ ๒ – ๓ คน เขียนเรียงความแบบทลึ่ง ไร้สาระ แต่นักเรียนเกือบทั้งหมดจะตั้งใจเขียนอย่างจริงจัง เขียนอย่างซื่อสัตย์ และเจาะลึกกว่าที่ครูคิด และสะท้อนให้ความคิดดีๆ แก่ครู ให้ครูเอาไปปรับปรุงตนเอง ให้ได้เกรด A บ้าง
ผมเก็บความจากหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียด เพราะประทับใจความละเอียดประณีตในความเป็นครูของ ครู เลาแอนน์ จริงๆ
วิจารณ์ พานิช
๑๕ มี.ค. ๕๔
เป็นบทความที่มีมุมมองของการประเมินนักเรียนได้ดีมาก