ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กและเยาวชน จะเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีและคนเก่งของสังคม

          ในวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2554 ช่วงพักเที่ยงหลังจากที่ได้ร่วมฝึกซ้อมบัณฑิตคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2552-2553 และจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ในวันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2554 ณ หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ผู้เขียนได้อ่านข่าวหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2554 มีข่าวการศึกษาอยู่ 3 ข่าวและทุกข่าวก็เป็นข่าวด้านลบที่อยากจะเขียนถึง ข่าวที่กระทบจิตใจมากที่สุดคือข่าวเกี่ยวกับวัยรุ่นอายุ 18 ปีที่จังหวัดร้อยเอ็ดฆ่าตัวตาย ก่อนที่จะเขียนบันทึกนี้ ได้ตรวจสอบเนื้อข่าวจากข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ (http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm? pagecontent&categoryID=419&contentID=131520) ซึ่งมีพาดหัวข่าวว่า "เด็กนักเรียนชาย ม.6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ร้อยเอ็ด หาที่เรียนต่อไม่ได้ เครียดจัดผูกคอลาโลก" และสาระสำคัญของข่าวมีว่า ในวันที่ 7  เมษายน 2554 ร้อยเวร สภ.เมืองร้อยเอ็ด รับแจ้งว่ามีเหตุคนผูกคอตายอยู่ภายในบ้าน ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จึงนำกำลังไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์ และหน่วยกู้ภัย ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้นบริเวณห้องเก็บของชั้นล่างพบศพนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี เจ้าของบ้านใช้เชือกในลอนผูกคอตนเองติดกับลูกกรงเหล็กหน้าต่างเสียชีวิต ใกล้กันเจ้าหน้าที่พบกระดาษตกอยู่ 1 แผ่นพิมพ์ข้อความไว้ว่า “ตนเองเป็นคนที่ไม่มีอะไรให้ดีใจ เรียนก็ไม่ได้เรื่อง เรียนไม่จบ ไม่มีอะไรดี ไม่เอาไหน ไม่มีอะไรดีสักอย่าง เป็นขยะสังคม ไม่มีประโยชน์กับใคร อยู่ไปก็เท่านั้น” เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นข้อความของผู้ตายที่พิมพ์ไว้ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน สอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของครูและ ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่ง เพิ่งจะเรียนจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด และกำลังหาที่ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี จากหลักฐานในที่เกิดเหตุ คาดว่าการฆ่าตัวตายในครั้งนี้ผู้ตายอาจจะมีความกดดันเกี่ยวกับผลการเรียน ประกอบกับยังหาที่เรียนต่อไม่ได้จึงคิดหนัก ตัดสินใจผูกคอตัวเองประชดเพื่อหนีปัญหาดังกล่าว

          จากข่าวที่กล่าวมา ผู้เขียนรับรู้ได้ถึงความรู้สึกสูญเสียของคนในครอบครัวของวัยรุ่นผู้ตาย เพราะเคยมีประสบการณ์ในการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยที่ยังไม่ถึงเวลาที่ทำใจให้ยอมรับได้มา 3 ครั้ง ในการเขียนบันทึกนี้ จะไม่สนใจติดตามสอบสาวว่า กรณี (Case) ที่เกิดขึ้นมีส่วนมาจากแรงกดดันในครอบครัวหรือไม่ เพราะไม่ใช่การศึกษารายกรณี (Case Study) แต่จะมุ่งไปที่การวิเคราะห์เป็นภาพรวมเกี่ยวกับ “ปัญหาการฆ่าตัวตายของวัยรุ่น” เพื่อหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ใช่ว่าจะกระทบเฉพาะครอบครัวและญาติของผู้ตายเท่านั้น แต่ยังกระทบสังคมโดยรวมอีกด้วย ประเด็นของการวิเคราะห์จะมุ่งเน้นไปที่การฆ่าตัวตายอันเนื่องมาจากสาเหตุ “การไม่เห็นคุณค่าในตนเอง” เพราะถ้าข้อความที่พิมพ์ไว้เป็นของผู้ตายจริง ก็น่าจะอนุมานได้ว่า ผู้ตายรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไร้ค่า

            ใน "ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow’s Hierachy of Needs)" นั้น ความต้องการเห็นคุณค่าในตนเอง  (Esteem Needs) จัดเป็นความต้องการในขั้นที่ 4 จากทั้งหมด 8 ขั้น (Danny. 2011: Online) โดยขั้นที่ 1 เป็นความต้องการพื้นฐานทางกาย (Biological and Physiologicalcal Needs) ขั้นที่ 2 เป็นความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety Needs) ขั้นที่ 3 เป็นความต้องการได้รับการยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและต้องการความรัก (Belongingness and Love Needs) ขั้นที่ 5 เป็นความต้องการความรู้ ความเข้าใจหรือความต้องการด้านการรู้คิด (Cognitive Needs) ขั้นที่ 6 เป็นความต้องการด้านสุนทรีย์ (Aesthetic Needs) ขั้นที่ 7 เป็นความต้องการพัฒนาตนเองให้ถึงขีดสูงสุดของศักยภาพ (Self-actualisation Needs) และขั้นที่ 8 เป็นความต้องการที่จะช่วยให้คนอื่นได้พัฒนาตนไปจนถึงขีดสูงสุดของศักยภาพ (Transcendence)  ดังภาพข้างล่าง ความต้องการ ใน 4 ขั้นแรกหรือขั้นที่ 1-4 นั้น เป็นความต้องการที่จำเป็นเพื่อการดำรงชีวิต (Deficiency Needs) ซึ่งจะมีในทุกคน ส่วนความต้องการใน 4 ขั้นหลังหรือขั้นที่ 5-8 เป็นความต้องการเพื่อการเจริญงอกงาม (Growth Needs) ซึ่งจะมีอยู่เฉพาะในบางคนเท่านั้น อนึ่ง บุคคลจะต้องได้รับการตอบสนองความต้องการในขั้นต้นก่อน จึงจะมีความต้องการในขั้นต่อไป (วิไล แพงศรี. 2553: 31) ตัวอย่างเช่น เด็กและเยาวชนจะมีความต้องการด้านการรู้คิดหรือเรียกง่ายๆ ว่าอยากรู้อยากเรียนเรียน ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับการตอบสนองความต้องการใน 4 ขั้นต้นมาก่อนแล้วเท่านั้น คือ ได้รับการตอบสนองความต้องการทางกาย ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ความต้องการได้รับการยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและความรัก และความต้องการเห็นคุณค่าในตนเอง  (ตำราและเอกสารวิชาการของไทยแทบทุกเล่มจะกล่าวถึงความต้องการของมาสโลว์เพียง 5 ขั้น เท่านั้น แต่นั่นเป็นแนวคิดที่มาสโลว์คิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนเสียชีวิตเขาได้ปรับเป็นความต้องการ 8 ขั้นดังที่ได้อธิบายไปแล้ว)

          สินีนาฏ สุทธจินดา (ม.ป.ป.: แผนการจัดการเรียนรู้) ได้กล่าวถึง ความหมายของการเห็นคุณค่าในตนเอง ลักษณะของผู้ที่เห็นคุณค่าในตนเองต่ำ และวิธีเสริมสร้างคุณค่าในตนเอง สรุปสาระสำคัญได้ว่า การเห็นคุณค่าในตนเอง หมายถึง ความรู้สึกที่บุคคลมีต่อตนเองในทางที่ดี    มีความเข้าใจและยอมรับตนเอง   เชื่อมั่นในตนเอง   รู้สึกว่าตนเองมีความหมายมีความสำคัญ มีความสามารถ     มีอำนาจในการควบคุมตนเอง ทำอะไรให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของตนเองได้ ทั้งยังเห็นว่าตนเองเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นและสังคมด้วย ผู้ที่มีความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ จะเห็นว่าตนเป็นคนไร้ค่า ไร้ความสามารถ ไม่มีความสำคัญ ความคาดหวังความสำเร็จของชีวิตอยู่ในระดับต่ำ มักเป็นคนที่พยายามฆ่าตัวตาย เนื่องจากเห็นว่าตนเป็นคนไร้ค่ วิธีเสริมสร้างคุณค่าในตนเองทำได้หลายวิธี ได้แก่

           1) ค้นหาข้อดีของตนเองพร้อมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาความดีนั้นให้คงอยู่และดียิ่งๆ ขึ้น

           2) เมื่อทำงานอะไรควรเน้นที่ความมุ่งหมายในการทำงานมากกว่าผลลัพธ์ของงาน

           3) จำไว้ว่าบางครั้งคนเราก็ทำผิดพลาดได้  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความล้มเหลวตลอดชีวิต  ให้เวลาและโอกาสตนเองในการเริ่มต้นใหม่ รวมทั้งสำรวจตนเองว่ามีอะไรบกพร่องแล้วพยายามหาทางปรับปรุงแก้ไข

           4) ตั้งเป้าหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง  เพราะการคาดหวังในตนเองสูงโดยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี   แทนที่จะเปรียบเทียบกับผู้ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน   อาจทำให้ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองต่ำลง

           5) อย่าเอาความคิดเห็นของผู้อื่นที่เกี่ยวกับตัวเองมาเป็นเครื่องตัดสิน   เพราะการฟังผู้อื่นตลอดเวลาจะทำให้ขาดความเป็นตัวของตัวเอง  ควรรับฟังเพื่อเป็นข้อสังเกตตัวเองและดำเนินชีวิตไปสู่จุดหมาย

           6) กล้าลองในสิ่งใหม่ๆ  ถ้าประสบความสำเร็จก็จะรู้สึกภาคภูมิใจ  ถ้าล้มเหลวก็ถือว่าได้บทเรียน   ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจและนับถือตนเองได้

           7) จงใช้คำพูดดีๆ  กับตนเองทุกวัน   เช่น  ฉันเป็นคนมีความสามารถ   ฉันมีความรับผิดชอบ   ฉันเป็นคนมีระเบียบวินัย  เป็นต้น

          8) เมื่อคำพูดที่ไม่ดีเกิดขึ้นในสมองของเราต้องรีบขจัดคำพูดนั้นแล้วแทนที่ด้วยคำพูดดีๆ  เช่น  จากคำพูด “ฉันไม่มีความสามารถในเรื่องนี้เลย” ให้เปลี่ยนเป็น “ถ้าฝึกบ่อยๆ  ฉันจะต้องทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ” และจากคำพูด “ฉันต้องทำไม่ได้แน่นอน” ให้เปลี่ยนเป็น “ฉันจะต้องทำให้ได้”

          9) ให้เวลากับตนเองวันละ  10  นาที เพื่อทบทวนความคิด/การกระทำของตนเองในวันนั้นๆ ว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง    และจะหาวิธีปรับปรุงแก้ไขได้อย่างไร

           และ ศรีเรือน แก้วกังวาล (2553: 374-375) ได้กล่าวถึงปัญหาการฆ่าตัวตายของวัยรุ่น สรุปสาระสำคัญได้ว่า ผลการวิจัยชี้ว่า สาเหตุสำคัญของความเครียดในวัยรุ่นเกิดจากการแข่งขันด้านการเรียนและกิจกรรมนอกห้องเรียน (เช่น กีฬา ดนตรี) เด็กรู้สึกสับสนในความคาดหวังของเพื่อน ของโรงเรียน และของสังคม และ ความคาดหวังของพ่อแม่ในตัวเด็กที่ต้องการให้ประสบผลสำเร็จต่างๆ ถือเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพ่อแม่ที่ “ไม่สามารยอมรับความล้มเหลวของลูกวัยรุ่นได้” ก็จะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง

          ผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์ในสองช่วงเวลา (ในอดีตกาลนานมาแล้ว) ที่คนภายนอกมองว่ามีลูกที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนตามที่คาดหวัง จึงอยากจะ “Share” ประสบการณ์นั้น เผื่อจะเป็นประโยชน์กับพ่อแม่ที่ตกที่นั่งเดียวกันบ้าง กล่าวคือ ลูกสาวคนโตซึ่งเป็น 1 ในจำนวนนักเรียนเพียง 2 คนของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (โรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ด้านการมีสถิตินักเรียนสอบเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาได้มากที่สุดของจังหวัดและอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศในทุกๆ ปี) ที่ได้รับสิทธิ์ในการสอบคัดเลือกในโครงการช้างเผือกอะไรสักอย่าง เพื่อเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (ผู้มีสิทธิ์ คือ ผู้ที่มีผลการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และภาษาอังกฤษ ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5 ภาคเรียน เฉลี่ย 3.50 ขึ้นไป) และเธอก็ได้ใช้สิทธิ์สมัครสอบซึ่งต้องเลือกสาขาไปเลย (รับสาขาละ 10 คนจากนักเรียนผู้มีสิทธิ์ทั้งประเทศ) โดยเธอได้เลือกสาขาวิศวกรรมโยธา สุดท้ายเธอก็สอบได้โดยในจำนวน 10 คนที่สอบได้ในสาขาวิศวกรรมโยธา มีเธอคนเดียวที่เป็นผู้หญิง ที่เหลือ 9 คนเป็นผู้ชาย แม่ถามว่า “ลูกจะเรียนวิศวะจริงๆหรือ” (เพราะเห็นเธอเขียนข้อความไว้ที่หัวเตียงว่า “อันดับ 1 แพทย์…อันดับ 2 แพทย์…อันดับ 3 แพทย์…อันดับ 4 แพทย์…สู้ๆๆ ” แต่แม่เปิดประตูเข้าไปดูทีไร ก็เห็นเธอนอนหลับอุตุทุกที จนแม่กระเซ้าว่าจะหลับสู้หรือยังไง เธอก็บอกว่า อ่านเข้าใจแล้ว นอนให้สมองมันจัดระบบข้อมูล ช่วงนั้นระบบ Entrance เลือกได้ 4 อันดับ) เธอก็บอกว่าจะเรียน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้รุ่นน้องเสียสิทธิ์ (ทางสถาบันเขามีเงื่อนไขว่า ถ้าปีใดนักเรียนที่สอบได้จากโรงเรียนใดสละสิทธิ์ทุกคน จะไม่ให้สิทธิ์นักเรียนโรงเรียนนั้นในปีต่อไป) และเรียนวิศวะก็จบเร็วดี บังเอิญว่าน้องชายของเธอที่เรียนม. 5 แล้วสอบเทียบม. 6 ก็สอบ Entrance ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ในสถาบันเดียวกันในปีเดียวกัน (ตอนแรกแม่บอกว่าอยากสอบก็ให้ไปสอบได้ แต่ให้สอบเพื่อหาประสบการณ์เฉยๆ สอบได้ก็ไม่ให้ไปเรียนเพราะความรู้ม.ปลายไม่แน่น และอายุยังน้อยเพราะเรียนเร็วไป 1 ปีเหมือนแม่) แต่เมื่อลูกทั้งสองจะไปเรียนในสถาบันเดียวกันในปีเดียวกัน แม่ก็เลยอนุญาต  ปีนั้นมีลูกอาจารย์ในสถาบันราชภัฏอุบลฯ สอบได้ที่เดียวกันอีก 3 ครอบครัว จึงรวมกันเหมารถตู้จากอุบลฯ ไปส่งลูกรายงานตัวเข้าเรียน โดยที่ในอีก 3 ครอบครัวนั้นมีทั้งพ่อและแม่ไปส่งลูก 1 คน แต่ครอบครัวของผู้เขียนมีเพียงแม่คนเดียวไปส่งลูก 2 คน (พ่อเสียชีวิตตอนลูกสาวอายุ 5 ปี ลูกชายอายุ 3 ปี 8 เดือน) แต่แล้วลูกสาวของผู้เขียนก็ขอลาออกหลังจากเรียนไปได้เพียง 3 เดือน โดยให้เหตุผลว่า “เรียนดูแล้วรู้สึกว่า...มันไม่ใช่ตัวเอง” แม่ก็บอกว่า En. ใหม่ต้องตัดสินใจให้ดี จะเรียนอะไรก็ต้องเรียนจนจบหลักสูตร แล้วเธอก็สอบ Entrance ใหม่เข้าเรียนได้ในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปีต่อไป

          ผลการเรียนในคณะแพทยศาสตร์ปี 1 ก็ดี ได้เกรดเฉลี่ยประมาณ 3.8 ปี 2 ปี 3 ก็ยังดี พอปี 4 เริ่มลดลง และในปี 5 ก็เริ่มคิดว่า “มันไม่ใช่ตัวเอง” (อีกแล้ว) จึงขอหยุดพักการเรียนไปนั่งวิปัสสนาตรวจสอบความคิดจิตใจตนเองที่วัด 1 อาทิตย์ แล้วก็กลับไปเรียนใหม่ เรียนไปได้อีกประมาณ 1 เดือนก็ยังเห็นว่า "มันไม่ใช่ตัวเอง" อยู่อีก สุดท้ายก็ขอลาออก ผู้เขียนยอมรับว่า ตอนนั้นโกรธมาก และต่อว่าลูกสาวว่า แม่ก็บอกแล้วไงว่าเรียนครั้งที่สองต้องเรียนให้จบ ที่เลือกเรียนแพทย์ก็เลือกเองแม่ไม่ได้บังคับ แล้วถ้าไม่ชอบเลือกเรียนทำไม เธอก็บอกว่า มันเป็นค่านิยมไม่ใช่หรือ อาจารย์บอกว่าคนที่เรียนเก่งต้องไปเรียนหมอ และตนเองก็คิดว่าชอบ แต่พอลงภาคปฏิบัติเข้าจริงๆ ก็คิดว่าตนเองไม่ชอบงานแบบนั้น ตอนนั้นผู้เขียนนึกย้อนไปถึงอดีตที่เต็มไปด้วยความยากลำบากของตนเอง ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกว่าจะได้เรียนในแต่ละระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเรียนปริญญาโททั้งที่ได้ทุนเรียนดี และหารายได้พิเศษโดยการสอนภาษาอังกฤษตามบ้าน กระนั้นก็ยังต้องยืมเงินธนาคารเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา แล้วก็ยังไม่มีเงินจ้างพิมพ์ปริญญานิพนธ์ (พ.ศ. 2519 ใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์ปริญญานิพนธ์)  ต้องไปเป็นอาจารย์อัตราจ้างอยู่ 1 ภาคเรียนเพื่อหารายได้ไปดำเนินการดังกล่าว ส่วนลูกไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลย เรียนอย่างเดียวทำไมเธอทำไม่ได้ ไม่มีความอดทนเอาเสียเลย จึงต่อว่าลูกสาวไปหลายอย่างรวมทั้งตำหนิว่าเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ไปเรียนกันที่ของนักเรียนคนอื่นๆ ที่เขาอยากเรียนจริง และทำไมไม่นึกถึงประเทศชาติ ที่รัฐต้องลงทุนสำหรับผลิตนักศึกษาแพทย์ไปเท่าไหร่ แล้วมาออกกลางคันทำให้ประเทศชาติสูญเปล่า แต่สุดท้ายผู้เขียนก็ต้องเดินทางไปติดต่อฝ่ายวิชาการตามนัด วันนั้นผู้เขียนได้พบกับผู้ปกครองอีก 2 คน ซึ่งเป็นพ่อ-แม่ของลูก 1 คนที่ต้องการเรียนในคณะแพทย์ฯ ต่อไป แต่มีปัญหาคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ตรงกันข้ามกับลูกของผู้เขียนที่คะแนนถึงเกณฑ์แต่ไม่อยากเรียน สุดท้ายผู้เขียนก็ต้องลงลายมือชื่อยินยอมให้ลูกลาออก และหาทางลดความเครียดของตนโดยพยายามคิดอย่างมีเหตุผล เช่น คิดว่า เราเองก็ไม่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล จะเข้าโรงพยาบาลก็เฉพาะกรณีที่เลี่ยงไม่ได้ เช่น ไปคลอดลูก และไปเยี่ยมคนป่วย แล้วถ้าลูกเป็นหมอต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลมันก็น่าเห็นใจ และคิดเชิงบวก (Positive Thinking) เช่น คิดว่าไม่เรียนต่อก็ดี เพราะชีวิตคนมีความสำคัญ ถ้าลูกไม่ชอบเป็นหมอแต่ต้องฝืนใจทำ เกิดไปทำให้คนไข้ตาย ก็จะยิ่งมีปัญหา เลยทำให้ความเครียดลดลงได้พอสมควร

         อย่างไรก็ตาม ลูกก็ไม่ได้ออกไปแบบมือเปล่า เพราะทางมหาวิทยาลัยได้อนุมัติให้เธอได้รับปริญญาตรีในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ด้วยเธอเป็นคนรักสวยรักงาม อยากทำงานด้านความสวยความงาม จึงบอกว่าอยากเรียน “Spa” แต่พอถามว่า Spa คืออะไร เธอก็ตอบไม่ได้ แม่บอกให้สืบค้นข้อมูลทาง Internet แล้ว Save ข้อมูลไปให้แม่ดู เธอก็ชักช้าไม่ทันใจ แม่เลยต้องลงมือสืบค้นเอง จนสุดท้ายเธอก็ได้เรียนจนสำเร็จหลักสูตร “Spa And Beauty Therapy” ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติ ที่ "Chiva-Som International Academy" ที่เป็นเครือข่ายของสถาบันที่อังกฤษ พอเรียนสำเร็จทางสถาบันเห็นผลการเรียนดีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ และภาษาอังกฤษดี จะส่งไปทำงานที่อังกฤษโดยมีที่อยู่ให้ฟรี 3 เดือน แต่เธอกลับปฏิเสธบอกว่าไม่กล้าไป (อาจเป็นเพราะชีวิตของเธอสุขสบายเกินไป ไม่เคยต้องต่อสู้ดิ้นรนอะไร เลยไม่เป็นคนกล้าเสี่ยง [Risk Taker]) หลังจากนั้นเธอก็ออกไปทำงานด้านสปาและความงามอยู่ 2 ที่ แล้วก็บอกว่าไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร เลยเซ้งกิจการนวดแผนไทย เปิดกิจการใหม่เป็น “Salin Relax and Beauty” แถวเพชรบุรีตัดใหม่ กทม. (คำว่า "Salin" มาจากพยางศ์ท้ายของชื่อเธอ คือ เธอมีชื่อว่า "ปราณสลิล" ซึ่งเป็นชื่อที่เธอภูมิใจมาก เพราะเวลาเรียกชื่อเป็นครั้งแรก ครู-อาจารย์มักจะบอกว่า ชื่อแปลกไม่ซ้ำใครและชื่อเพราะสมตัว แล้วถามว่าใครเป็นคนตั้งให้ แปลว่าอะไร แม่ทำงานอะไร สอนภาษาไทยหรือ ซึ่งเธอก็ตอบไปตามลำดับคำถามว่า แม่ตั้งให้ เป็นชื่อที่แม่นำคำในพจนานุกรมมาสมาธกัน ไม่ได้เลือกจากตำราตั้งชื่อ จึงไม่ซ้ำใครและยังไม่มีใครซ้ำ  "ปราณ" แปลว่าชีวิต ลมหายใจ "สลิล" แแปลว่าน้ำ ปราณสลิลจึงแปลเอาความว่า น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต คือ หนูมีความสำคัญสำหรับแม่ดุจเดียวกับน้ำที่หล่อเลี้ยงให้แม่มีชีวิตอยู่ได้ แม่สอนอยู่ที่วิทยาลัยครู [สถาบันราภัฎ, มหาวิทยาลัยราชภัฏ : แล้วแต่ชวงเวลาที่ถูกถาม] อุบลราชธานี ไม่ได้สอนภาษาไทยแต่สอนทางจิตวิทยาและการแนะแนว)

          ตอนแรกกิจการของเธอก็ทำท่าว่าจะไปได้ดี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่ตอนหลังมีปัญหาด้านการขาดพนักงาน เพราะพนักงานที่เป็นโสดพอเธอฝึกฝีมือให้จนทำงานเก่ง เป็นที่พอใจของลูกค้า ก็หนีไปทำงานในที่ที่มีชื่อเสียงและมีรายได้ดีกว่า (เช่น ที่เชียงใหม่และภูเก็ต) คนที่ยังอยู่ก็เลยมีแต่ผู้ใหญ่ที่มีครอบครัวแล้ว ซึ่งเธอก็ปกครองพวกเขาไม่ได้เพราะเขาเห็นว่าเธอเป็นเด็ก (ตอนนั้นเธออายุประมาณ 26 ปี) สุดท้ายก็ต้องเซ้งกิจการ แล้วออกไปทำงานที่คลินิกความงามด้านผิวหนังได้ระยะหนึ่ง ไม่พอใจระบบบริหาร เลยออกไปทำงานเป็นผู้จัดการคลินิกความงามและขอลงหุ้นด้วยนิดหน่อยร่วมกับน้องชายคนละครึ่ง คลินิกมีรายได้ดี แต่ตอนหลังได้งดสวัสดิการต่างๆ ที่เคยได้รับเหมือนจะบีบให้ออก เธอก็เลยออกตามความต้องการของเขา แล้วออกไปร่วมกับเพื่อนตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน Advertising, Organizing, and Modelling  ซึ่งก็มีปัญหาหลายอย่างและไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนมา ตอนนี้เธออยู่ในช่วงของการพิจารณาตัดสินใจว่า จะเรียนต่อปริญญาโทที่คณะการแพทย์แผนตะวันออก แขนงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งดีหรือไม่ (มหาวิทยาลัยของรัฐไม่มีหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการที่จะเรียนของเธอ) แม่เองก็ต้องข้อมูลเป็นรูปธรรม จึงได้เดินทางไปศึกษารายละเอียดทุกด้าน จากคณะในมหาวิทยาลัยที่เปิดรับ และไปดูสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยด้วย (ภาพที่เห็นภาพซ้ายคือภาพของเธอที่ถ่ายกับน้องชาย [ซึ่งเป็นสารถีขับรถบริการ] ใต้ "น้ำเต้าต้น" ที่ปลูกในบริเวณมหาวิทยาลัยที่ไปหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจเรียน ในวันที่ 30 มีนาคม 2554 ภาพขวาเป็นภาพที่เธอ [คนขวามือ] ถ่ายกับเพื่อน ขณะเตรียมอาหารถวายเพลพระที่วัดบวร ในวันที่ 31 มีนาคม 2554 เธอเป็นคนที่ชอบศึกษาธรรมมะและชอบปฏิบัติธรรมในวันที่ 1 เมษายน 2554 ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ แยกกันเดิน เธอได้หนังสือมา 7 เล่มบางเล่มแจกฟรี ทั้ง 7 เล่มเป็นหนังสือธรรมะ น้องชายซื้อหนังสือท่องเที่ยว แม่ซื้อหลากหลายทั้งวิชาการ การตัดต่อ VDO ไว้ใช้ผลิตสื่อ DVD และหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพร [ซื้อให้ลูกสาว] ) 

   Large_ja-ay       

           จากที่กล่าวมา ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่า ลูกสาวเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตนเองหรือไม่ และที่เธอเป็นเช่นที่ได้เล่าไปแล้ว เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาดของผู้เขียนหรือไฉน (ผู้เขียนยอมรับว่ารักและเวทนาลูกทั้งสองมากเพราะพวกเขากำพร้าพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงดูแบบรักและตามใจ อีกทั้งยังฝึกให้ช่วยงานบ้านทุกอย่างมาตั้งแต่คนโตเรียนอยู่ ป. 3 และคนเล็กเรียนอยู่ ป. 2 โดยไม่มีพี่เลี้ยงหรือแม่บ้าน เพราะเคยมีและพบปัญหาว่าลูกสาวมีพฤติกรรมหลายอย่างที่เลียนแบบมาจากพี่เลี้ยง) ที่แน่ๆ เธอไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย และผู้เขียนเองก็ไม่เคยคิดเช่นกัน ไม่ว่าจะพบกับปัญหาหนักๆ มากี่ครั้งก็ตาม ทั้งนี้เพราะผู้เขียนเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตนเอง

           ท้ายนี้ ขอสรุปว่า การเสริมสร้างความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองให้กับเด็กและเยาวชนนั้น ใช่จะมีประโยชน์เฉพาะใช้เป็นวัคซีนป้องกันการคิดฆ่าตัวตายของเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่ยังจะก่อให้เกิดแรงขับหรือพลังผลักดัน (Drive) ของเด็กและเยาวชนที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีและคนเก่งของสังคม ต่อไป

           จึงขอความกรุณาท่านที่เข้ามาอ่านบันทึก โปรดให้ข้อคิดหรือเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับ สาเหตุของความรู้สึกว่าตนเป็นคนไร้ค่าของเด็กและเยาวชน  ผลที่ตามมาของความรู้สึกดังกล่าว และการสร้างเสริมความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองให้กับเด็กและเยาวชน (อาจกล่าวถึงบทบาทของคนในครอบครัว สถานศึกษา องค์กรทางสังคม หรือสื่อมวลชน) แล้วผู้เขียนจะนำความคิดเห็นของทุกท่านไปประมวล สังเคราะห์ และเสนอแนวทางสำหรับผู้เกี่ยวข้องนำไปประยุกต์ใช้ ในการสร้างเสริมความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองให้กับเด็กและเยาวชนของเราต่อไป ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ไห้ความร่วมมือ 

                                                             แหล่งอ้างอิง 

            วิไล แพงศรี. (2553). คู่มือการเรียนรู้วิชา 9012102 พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. 

                      อุบลราชธานี :  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.

            ศรีเรือน แก้วกังวาน. (2553). จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย: วัยรุ่น-วัยสูงอายุ. พิมพ์ครั้งที่ 9.

                      กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

            สินีนาฏ สุทธจินดา. (ม.ป.ป.). ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง. แผนการสอน.

            Danny [pen name]. (2011). Maslow’s Hierachy of Needs. Retrieved  April 11, 2011 from

                      http://www.oknation.net/blog/maslow_love_andbelonging_needs/