จับความจาก Teaching Outside the Box : How to Grab Your Students by Their Brains เขียนโดย LouAnne Johnson

          ผู้เขียนตั้งคำถามว่าทำไมจึงมีครูถอดใจในช่วงปีแรกของชีวิตการเป็นครู   และตอบว่า เป็นเพราะภารกิจของครูเป็นเรื่องของการสื่อสารความคิดที่ซับซ้อนกับผู้อื่น  และการศึกษา ความตั้งใจ ความฉลาด ความกระตือรือร้น จะไม่ช่วยให้มีทักษะนี้โดยอัตโนมัติ  ต้องการการฝึกฝน

          เพราะว่าตอนเรียนครู อาจารย์อยู่ข้างเรา คอยช่วยลุ้นให้เราประสบความสำเร็จในการเรียน   แต่ตอนทำหน้าที่ครู นักเรียนไม่แคร์ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่  บางคนถึงกับแกล้งให้ครูล้มเหลวด้วยซ้ำ

          เพราะว่าตอนเป็นนักศึกษา เพื่อนชมความฉลาดของเรา  ชมว่าเราสอนเก่ง  เขียนใบงานดี   แต่ตอนเป็นครู นักเรียนอาจไม่สนใจเรียนเลย

          เพราะว่าการสอนที่ได้ผลเป็นเรื่องของ psychology (จิตวิทยา) มากกว่า pedagogy (การเรียนการสอน)   ดังที่ผู้เขียนเคยได้รับคำบอกจากศิษย์คนหนึ่งว่า   “ครูสามารถกำหนดให้นักเรียนนั่งถือหนังสือห่วยๆ ได้ทั้งวัน  แต่จะไม่มีวันบังคับให้นักเรียนอ่านหนังสือนั้นได้”  คือการเรียนนั้น บังคับไม่ได้   เป็นความสมัครใจ ยินดีทำ ของนักเรียนเอง   ครูต้องมีวิธีการใช้จิตวิทยา ให้เกิดความอยากเรียน   ไม่ใช่บังคับให้เรียน 

          ผู้เขียน คือ ผศ. เลาแอนน์ จอห์นสัน แนะนำว่า ครูต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ๒ - ๓ สัปดาห์ ก่อนเปิดภาคเรียน   มีการเตรียมห้องเรียน  ซึ่งจะกล่าวถึงโดยพิสดารในบันทึกต่อๆ ไป เพื่อให้เห็นว่า ครูเลาแอนน์ จอห์นสัน พิถีพิถันรายละเอียดในการเป็น “ครูเพื่อศิษย์” อย่างยิ่ง

          ท่านบอกว่า ในที่สุด ปรัชญาของการเป็นครูของท่านคือ ทำให้ศิษย์เชื่อว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  ถ้านักเรียนไม่เชื่อว่าตนจะเรียนได้สำเร็จ  ไม่ว่าบทเรียนจะง่ายเพียงไร ไม่ว่าเด็กจะฉลาดเพียงไร   ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียน

          ครูเพื่อศิษย์จึงต้องหาวิธีสร้างความเชื่อมั่นในตัวเด็ก ต่อความสำเร็จในการเรียน   ต้องมีวิธีลบล้างความท้อแท้สิ้นหวังต่อการเรียนในตัวเด็ก  สร้างแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น ในการเรียน และชีวิตในอนาคต  นี่คือสุดยอดหน้าที่ของครูเพื่อศิษย์

          มองอีกมุมหนึ่ง ครูต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน กับตัวศิษย์   โดยสิ่งแรกๆ ที่ต้องทำคือ กำหนดบุคลิกของตนเอง ในการสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก และรักษาบุคลิกนั้นให้คงเส้นคงวา เพื่อไม่ให้เด็กสับสน   จะเป็นครูที่ดุ เคร่งครัด ก็ต้องเป็นอย่างคงเส้นคงวา   จะเป็นครุตลก หรือมีอารมณ์ขัน ก็ต้องเป็นอย่างคงเส้นคงวา   อย่ามีบุคลิกแบบผีเข้าผีออก เด็กจะสับสน และพานไม่เชื่อถือครู  และต้องเลือกบุคลิกความเป็นครูที่ตรงกับบุคลิกตามธรรมชาติของตนเอง   ไม่เป็นบุคลิกที่แสร้งทำ ซึ่งเด็กจะจับได้

          บุคลิกส่วนหนึ่งเกิดจากการแต่งกาย   ครูต้องแต่งกายดี เรียบร้อย แต่งตัวพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป   และแต่งให้ถูกกาลเทศะ เพื่อสร้างบรรยากาศในห้องเรียน  เช่นแต่งสูทในวันสอบ   แต่งชุดพละในวันกีฬานักเรียน

          ครูต้องสร้างความเชื่อมั่นในความรู้สึกของศิษย์ ว่าเป็นครูคนนี้เป็นครูเพื่อศิษย์   ไม่ใช่ครูเพื่อกู  ซึ่งไม่ใช่สร้างด้วยงวาจา แต่สร้างด้วยการกระทำ   แล้วเด็กจะไว้ใจ และร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมในชั้นเรียน

          เรื่องสำคัญยิ่งตั้งแต่วันแรก และตลอดไป คือ ทำให้วินัยมีความหมายเชิงบวก (positive discipline)  เป็นวินัยเพื่อนักเรียน ไม่ใช่วินัยเพื่อครู   ให้นักเรียนร่วมกันกำหนดว่าเพื่อให้การเรียนรู้ของชั้นเรียนดำเนินไปได้อย่างดี  ควรมีข้อกำหนดหรือข้อห้ามอะไรบ้าง   เป็นข้อตกลงร่วมกัน  ไม่ใช่ข้อกำหนดของครู 

          แต่ครูก็ต้องกำหนดกติกาของครูด้วย ซึ่งต้องพิจารณาตามช่วงชั้นของเด็ก  เด็กเล็กกับเด็กวัยรุ่น ต่างกันมาก   ครูต้องปฏิบัติต่อเด็กอย่างเคารพรับฟังความคิดเห็นของเด็ก ตามพัฒนาการของเด็ก   เช่นต้องมีข้อตกลงว่า เมื่อครูถาม เด็กที่ต้องการตอบต้องยกมือก่อน ให้ครูชี้ตัว จึงจะตอบได้   ไม่ใช่ตะโกนตอบทันที  หรือจะให้เด็กตะโกนตอบทันที พร้อมกันกี่คนก็ได้  เป็นต้น  เรื่องข้อตกลงพฤติกรรมในชั้นเรียนมีรายละเอียดมาก   และมีหลักการทางจิตวิทยาและประสบการณ์ประกอบ น่าอ่านมาก  และผมคิดว่าอาจแตกต่างกันระหว่างชั้นเรียนอเมริกันกับชั้นเรียนไทย  และน่าจะเป็นโจทย์วิจัยได้

          ครูเพื่อศิษย์ต้องแยกตัวเด็กออกจากพฤติกรรมของเด็กคนนั้น   เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ครูต้องแสดงว่า โกรธ หรือรังเกียจ พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนั้น  ไม่โกรธตัวเด็ก  แสดงความเมตตาที่จะช่วยเหลือเด็ก ให้หลุดพ้นจากการแสดงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจนั้น  เพื่อพัฒนาตนเอง

          ครูต้องทำให้ศิษย์เข้าใจว่า การทำผิดไม่ใช่เรื่องถาวร เป็นเรื่องที่แก้ไขปรับปรุงตนเองได้ เพื่อตนเอง และครูจะช่วยเหลือ 

          หลักการอีกอย่างหนึ่งของครูคือ ควบคุมชั้นเรียน ไม่ใช่ควบคุมนักเรียน   และควบคุมชั้นเรียนให้มีระเบียบ มีบรรยากาศน่าเรียน เพื่อประโยชน์ของเด็ก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของครู   การจัดระเบียบหรือจัดการชั้นเรียนนี้ ครูเลาแอนน์มีรายละเอียดมาก   ตั้งแต่สีห้อง  กลิ่น ระบบเสียง  แสงสว่าง  การจัดแถวโต๊ะนักเรียน   ตำแหน่งโต๊ะทำงานและตู้เก็บของของครู   และตำแหน่งที่ครูยืนสอน   ต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า   เพื่อให้ครูอยู่ในฐานะที่จะจัดการชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด

          หลักการสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ครูเพื่อศิษย์ต้องยึดถือคือ สอนเด็ก มากกว่าสอนวิชา   และ ในการสอนวิชานั้น พึงตระหนักว่า มีเป้าหมายเพื่อคุณค่า หรือการใช้ในการดำรงชีวิตของศิษย์   เช่นครูที่สอนวิชาภาษา พึงตระหนักว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือเพื่อให้ศิษย์เรียนรู้เรื่องการสื่อสาร (communication) ไม่ใช่แค่เรียนรู้ภาษา

          การเตรียมตัวที่ยากอย่างหนึ่งคือ เตรียมลบล้างอคติในตัวครูเอง   เช่นอคติต่อศิษย์ที่ไม่ใช่ผิวขาว  อคติต่อเด็กที่ปัญญาทึบ  อคติต่อเด็กซนหรือดื้อ  เรื่องนี้ครูเลาแอนน์เขียนอย่างละเอียดพิสดาร และผมเห็นว่าสถานการณ์แตกต่างกันกับสังคมไทย   แต่ประเด็นนี้ก็น่าจะเป็นโจทย์วิจัยได้เช่นเดียวกัน    

          หัวใจของบรรยากาศ และกติกา ในชั้นเรียนคือ ความเคารพซึ่งกันและกัน ระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน และระหว่างนักเรียนกับครู   พฤติกรรมที่เป็นการละเมิดต่อผู้อื่น เช่นรังแกเพื่อน ด่า หรือกล่าวคำหยาบใส่เพื่อน รบกวนสมาธิของชั้นเรียน หรือของเพื่อน เหล่านี้ถือว่าเป็นความผิด

          ท่านผู้อ่านพึงตระหนักว่าหนังสือเล่มนี้เขียนตามบริบทอเมริกัน   เมื่อนำมาใช้ในบริบทไทย ต้องปรับให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๓ มี.ค. ๕๔