ช่วงเช้าวันที่ ๙ มี. ค. ๕๔ ผมไปร่วมคุยแบบ chaordic dialogue กับ อจ. แหวว, คุณเปา, และทีมของ อจ. แหวว ที่ SCBF อจ. แหววต้องการคุยว่าจะจัดการชีวิตของตนต่อไปอย่างไรดี เพราะลูกศิษย์ใกล้ตัวแยกย้ายกันไปได้งานดีๆ จนชักจะทำงานเรื่องคนไร้รัฐไร้สัญชาติได้น้อยลง ประกอบกับปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติก็ลดลงด้วย เหลือแต่เรื่องชนเผ่าที่ถูกลืม เช่นมลาบรี (ตองเหลือง) มานิ (ซาไก) มอแกน (ชาวเล) ที่ชีวิตของเขา วัฒนธรรมของเขา ไม่มีความคิด เรื่องสัญชาติ ผมบอกแล้วว่าเป็น chaordic dialogue ในกลุ่มคนที่รักกัน เข้าใจเจตนาดีต่อกันและกัน ดังนั้นการคุยจึงมีลักษณะแลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดใจและอิสระ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของกัน และกันในหลากหลายด้าน เรามีความเหมือนหรือจุดร่วมกันคือ การทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม อจ. แหวว ต้องการใช้มาตรการทางกฎหมาย ความรู้ทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของสังคม ของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มชนที่ด้อยโอกาส คุณเปากับผม ทำงานที่มูลนิธิสยามกัมมาจล เพื่อหาทางพัฒนาเยาวชน ให้เติบโตไปเป็นพลังหลักของสังคม ไม่ใช่เติบโตไปเป็นภาระของสังคม คุยกันจนเที่ยง ก็ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะร่วมกันทำอะไร เราต้องย้ายวงไปที่ห้องอาหาร แล้วในโต๊ะอาหารนั้นเอง อ. แหววก็เอ่ยขึ้นว่า เวลานี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนออกมาหลายฉบับ แต่ยังไม่มีคนคิดจับเอาไปใช้ประโยชน์ เท่านั้นแหละ คุณเปากับผมก็ตาลุกโพลง นี่ไง ผลของ Chaordic Dialogue อยู่ๆ ฟ้าก็ประทานเรื่องที่เราจะทำร่วมกันต่อไป คือหยิบเอากฎหมายที่ อจ. แหววกล่าวถึง (ซึ่งผมยังไม่ทราบว่ากฎหมายอะไรบ้าง) เอามาหาภาคีที่จะร่วมกันดำเนินการ ทั้งภาคีลงมือทำ และภาคีควักกระเป๋าจ่าย วิจารณ์ พานิช๙ มี.ค. ๕๔
Very modern this 'chaordic' dialogue ;-) if I guessed correctly:
chaos + order + like --> chaordic
"""ถูกใจ..ตรงที่ว่า..คุยกันจนเที่ยง..ยังไม่ได้ข้อยุติ....กับ...กฎหมาย..ที่ยังไม่..รู้ว่า..อะไร..แล้วลงภาคี..ทำแล้ว..ฟักกระเป๋าจ่าย...อ้ะๆๆๆ....กับ..ชีวิต..พอเพียง....เจ้าค่ะ...ยายธี""""
ตกลงเรื่องของลิขิตฟ้าอาจมีจริงนะคะ หลายปีก่อน อ.หมอวิจารณ์ก็ชวน อ.แหวว เดินออกจากถนนสีลม แล้วคราวนี้ เราจะไปไหนกันคะ
อ.โก๋ยกร่าง "หลักสูตร กม.เด็ก" ขึ้นมาได้ร่างหนึ่งค่ะ
คุยให้คุณอั้น UNICEF ฟัง เขาก็สนใจค่ะ หารือคุณเปา เธอก็บอกให้พามาคุยในวันที่ ๒๑ เลยค่ะ ก็คงเป็นวันที่ ๒๑ ที่จะแสวงหากันต่อนะคะ
แต่ อ.แหวว ก็ยังงงๆ กับชีวิตอยู่ดีค่ะ