ได้ผ่านการอบรมมามาก พบว่าหลายครั้ง
เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และไม่เกิดการ
เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ทั้งที่มีเจตนาที่ดี และ
ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

หลายครั้งพบว่า วิทยากรเหล่านั้นไม่รู้จริง
เป็นเพียงแค่ คนนำสาร จากระดับนโยบาย
ไปสู่การปฏิบัติ ก็ว่าไปตามสารนั้น ๆ ทั้ง ๆที่
ตนเองจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม ก็ทำไปตาม
่ระบบ ระเบียบและนโยบายนั้น ๆ บางครั้ง
เขาเหล่านั้นก็ใต่เต้ามาจากผู้ปฏิบัติขั้นต่ำสุด
ซึ่งบางเรื่องเขาก็ได้ทำล้มเหลวมาแล้วในทาง
ปฏิบัติ แต่เืนื่องจากเป็นนโยบายที่สั่งการทางดิ่ง
เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ วิทยากรจึงพูดเป็นน้ำไหล
ไฟดับ ชวนให้ปฏิบัติหรือประเมิน ทั้งที่สมัยตนเอง
เป็นผู้ปฏิบัติก็ำทำไม่ได้ แต่เนื่องจากต้องสวมหัวโขน
ที่สูงกว่า ก็จำเป็นต้องบีบบังคับให้เกิดขึ้น 

โดยเฉพาะบรรยากาศต่าง ๆ ของการอบรมชวนสร้าง
โหมดปกป้อง สร้างความเครียด ไม่ปลอดภัย ไม่มี
เสียงสะท้อนกลับ และจะเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง
ได้อย่างไร และเมื่อกลับไปสู่หน่วยปฏิบัติ ก็จัดการ
วิธีการเดียวในความสัมพันธ์แนวดิ่งมาใช้ และจะเป็น
การเรียนรู้ที่แท้จริงได้อย่างไร

ผมได้เข้าอบรม จิตตปัญญาศึกษา ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง
ที่มี วิศิษญ์ วังวิญญู และ มนตรี ทองเพียร เป็นกระบวนกร
ทั้งสองท่านมีความรู้จริงในแนวจิตปัญญาศึกษา มีวิธีการ
หรือกระบวนการที่ใช้การมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดปัญญาร่วม
มีวิธีการที่หลากหลายที่ทำให้เข้าใจกระบวนทัศน์ใหม่ ๆ
กิจกรรมที่ค้นพบเองที่สำคัญคือ สุนทรียสนทนา หรือไดอะล๊อก
ที่มีการเิปิดใจ  เล่าเรื่อง สร้างพื้นที่ปลอดภัย ในบรรยากาศผ่อนคลาย
ทำให้ไม่อยากพักเบรก และก่อให้เกิดการสืบค้นต่อไป ทำให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการนั้น ส่วนเนื้อหาลึก ๆ นั้นเมื่อเกิด
การเปิดใจแล้ว การสืบค้นก็เกิดขึ้นได้ การเรียนรู้ตลอดชีวิตก็เิกิดขึ้น
แต่เนื่องจาก วิศิษย์ วังวิญญู และ มนตรี ทองเพียร นั้นไม่ได้อยู่
ในแวดวงราชการ ทำให้กระบวนการเช่นนี้เป็นไปได้ บทแรกที่
กระบวนกรให้ทำ คือ การถอดยศ ศักดิ์ อำนาจ ทุกระนาบวางลงก่อน
เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ความวางใจ การเปิดใจ การเปลี่ยนแปลง
นั้นจึงเป็นไปได้ การกล้าเปิดเผยตัวตนของกระบวนกร แสดงให้เห็น
ถึงภาวะมนุษย์ที่มีความเปราะบาง ทำให้เกิดการเปิดใจในวงใหญ่
มากขึ้น

ผมยังคิดถึงถ้าเิกิดมีนโนบายวิทยากรกระบวนการในระบบราชการ
ที่สั่งการแบบดิ่งออกมามีธงล่วงหน้า มีเนื้อหาที่ยัดแน่นอน
และมีโหมดปกป้อง อยู่ในบรรยากาศแบบไม่ปลอดภัย มีความไม่เ่ท่าเทียมเกิดขึ้น
การเปิดใจนั้นยิ่งยาก แม้กระทั่งการมีส่วนร่วม จะมีการพูด ก็เป็น
การพูดแบบเสียไม่ได้ และก็จะมีเสียงของคนมียศมีศักดิ์ดังเหมือนเดิม
งานก็เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร

และคงตอบคำถามว่า ทำไมจึงเิกิดความล้มเหลวในการพัฒนาบุคลากร
เช่นเดียวกับระบบโรงเีรียน ที่มีคนเป็นเลิศตามประสงค์แค่ 10 เปอร์เซนต์
่และทิ้งคนไม่เอาไหนถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะอะไรก็คงหาคำตอบได้