โฟนิคส์

โฟนิคส์ (Phonics) คืออะไร?ขอเริ่มจากการยกตัวอย่างก่อนจะได้เ้ข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับท่านที่ไม่รู้จักโฟนิคส์มาก่อน (ส่วนท่านที่รู้จักดีอยู่แ้ล้วก็ข้ามบทความนี้ไปได้เลยครับ) เช่น Cat เรารู้ว่าคำนี้อ่านออกเสียงว่า แคท ถ้าเรียนโฟนิคส์คำนี้จะออกเสียงเป็น เขอะ-แอะ-เทอะ หรือคำว่า Bag คนไทยคุ้นที่จะอ่านออกเสียงเป็นเสียงเดียวว่า แบก แต่ถ้าเป็นโฟนิคส์จะมีสามเสียงคือ เบอะ-แอะ-เกอะ ออกเสียงได้ แบก เหมือนกัน พอจะเห็นความแตกต่างภาษาอังกฤษที่คนไทยเราคุ้นเคยกับโฟนิคส์แล้วนะครับ เราจะพบว่าเด็กไทยท่อง ABC จนถึง Z ได้เกือบทุกคน แต่อ่านคำใหม่ ๆ ที่นอกเหนือจากครูสอนไม่ได้ เพราะเราสอนเด็กด้วยวิธีท่องจำ (ผมเองก็เรียนมาแบบนี้เหมือนกัน) ซึ่งที่เราสอนให้เด็กท่อง A(เอ) B(บี) C(ซี) D(ดี) E(อี) ..... Z(ซี) นั้นเป็นชื่อเรียกตัวอักษร (Alphabets) ทั้ง 26 ตัว แต่สำหรับโฟนิคส์ (Phonics) แล้วจะมีหน่วยเสียงถึง 42 เสียง (Phonemic Awareness) พูดให้ชัดก็คือโฟนิคส์ (Phonics) จะสอนให้เด็กรู้จักเสียงที่ถูกต้อง เช่น เวลาให้เด็กผสมคำ Cat จะไม่สอนว่า ซี - เอ - ที = แคท (แบบนี้เรียกว่าท่องจำ) แต่จะสอนเป็น เคอะ - แอะ - เทอะ = แคท เมื่อแยกแยะหน่วยเสียงทั้งหมดได้อย่างถูกต้อง ก็จะอ่่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องท่องจำ จะเห็นว่าถ้าเราออกเสียง ซี ตามชื่อเรียกอักษร C เราจะไม่สามารถออกเสียง Cat เป็น แคท ได้ จากที่ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างง่ายๆ คงพอที่จะรู้จักโฟนิคส์กันบ้างแล้วนะครัุบ

มาที่เรื่องของหน่วยเสียงของโฟนิคส์ ถ้าเราแยกแยะเสียงต่างๆ ของหน่วยเสียงทั้งหมดได้ ก็จะสามารถฟังเจ้าของภาษาพูดรู้เรื่อง (Listening) ขณะเดียวกันเราเองก็จะออกเสียงถูกต้องด้วย คราวนี้ก็สื่อสารพูดคุยเข้าใจกันได้ดี (Speaking) และเมื่อพบคำศัพท์ใหม่ๆ ก็แยกแยะหน่วยเสียงได้ ทำให้อ่านออกได้ง่าย ๆ ไม่ต้องท่องจำแบบเก่าๆ (Reading) พออ่านได้การสะกดคำ (Spelling) และการเขียน (Writing) ก็จะตามอย่างอัตโนมัติ สรุปได้ว่าโฟนิคส์ (Phonics) เป็นพื้นฐานของขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

คลิกฟังหน่วยเสียงทั้งหมดได้ที่นี่ http://color2sky.com/what-is-phonics/