ดังที่ทราบกันว่า ความรู้นั้นไม่เป็นกลางแต่อย่างใด
เพราะความรู้นั้นผลิตสร้างโดยมนุษย์ และคงจะไม่ใช่
มนุษย์ทุกคนที่จะสามารถผลิตสร้างความรู้ได้

ความผิดพลาดทั้งหลายของอารยธรรมก็คือ
การกุมอำนาจผ่านความรู้ ให้กับคนกลุ่มเดียว
ตั้งแต่เริ่มมีอารยธรรม และเกิดสิ่งที่เรียกว่าความรู้
และการจัดการความรู้ ก็เริ่มมีการจัดโครงสร้าง
ที่อาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญพิเศษ ในยุคแรก ๆ
ก็จะเป็นหมอผี ปุโรหิตย์ ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ
โดยติดต่ออำนาจเหนือธรรมชาติได้ อำนาจในความรู้
ก็กระจุกตัวอยู่กับผู้เชี่ยวชาญ ความเหนือกว่าทุกด้านของ
ผู้เชี่ยวชาญประจำยุค จึงสร้างกรอบความรู้เพื่อให้ระบบ
นั้นดำเนินการต่อไปได้ แต่จากอารยธรรมที่ผ่านมาแสดง
ให้เห็นถึงความล่มสลายของอารยธรรมที่แข็งแกร่งเหล่านั้น
กรีก โรมัน อิยิปต์ ล้วนแต่ล่มสลายอันเนื่องมาจากการผูกขาด
ความรู้ และการครอบงำทางด้านความคิดด้วยกันทั้งสิ้น

เมื่อเข้าสู่ยุคกลาง เห็นได้ชัดว่าความรู้ถูกผูกขาดอย่าง
เห็นได้ชัด การต่อสู้ของโปรแตสแตนท์ต่อการผูกขาดความรู้
ของกรุงโรม ด้วยการประกาศนำความรู้เหล่านั้นสู่มหาชน
จากนั้นความรู้เฉพาะดังเช่น ความรู้ศาสนาและการตีความก็
นำไปสู่มหาชน ให้สามารถอ่านและเข้าถึงความรู้เหล่านี้ได้

ยุคแสงสว่างวาบ (enlightenment age) เกิดการสว่างทางความคิด
และเกิดวิทยาศาสตร์ขึ้นมา ยุคนี้ก็ก่อให้เกิดการผูกขาดความรู้
และทำความรู้ให้เป็นการค้าขึ้นมา ความรู้ยุคนี้จึงรับใช้อุตสาหกรรม
ก่อให้เกิดนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านขึ้นมา
การรับใช้อุตสาหกรรมอย่างไม่ลืมหูลืมตา การสถาปนาความรู้วิทยาศาสตร์
ทำให้ความรู้บางอย่างในอารยธรรมที่ผ่านมา ถูกเบียดบังไปสู่ชายขอบ

วิทยาศาสตร์พยายามเอาชนะธรรมชาติ ดังได้จากการพยายามควบคุม
นิวเคลียร์ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางธุึรกิจและการผลิตทางอุตสาหกรรม
ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็พบความยุ่งยากลำบากที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถ
ควบคุมธรรมชาติได้จริง ๆ ทำให้กำมันตภาพรังสีจำนวนมหาศาลที่ควบคุม
ไม่ได้จริง ๆ และจะก่อปัญหาให้กับโลก ภาวะโลกร้อน เอลนิโญ่ ลานิญญ่า
ฤดูกาลผันเปลี่ยนไปจริง ๆ

การจัดการความรู้ที่เน้นวิทยาศาสตร์และระบบระเบียบของสรรพสิ่งนั้น
มีการผูกขาดการจัดการความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญเช่นเดิม เพราะสิทธิในการ
พูด การเขียน อยู่ในตำแหน่งแห่งที่เหล่านี้ ความคิดของคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่
เป็นผู้เชี่ยวชาญ(แต่งตั้ง)เหล่านี้ มักจะคิด ดีไซน์ รูปแบบของความรู้
เพื่อสนองอัตตาตนเอง ตลอดจนแสวงหาผลประโยชน์จากรูปแบบโครงสร้าง
ที่ตนเองร่าง  การจัดการความรู้จึงอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า จะทำงานอย่างไร
ภายใต้สิ่งที่ผู้ที่เชี่ยวชาญเหล่านี้กำหนด หากมีผู้ที่จัดการความรู้แบบวิพากษ์
หรือพยายามถอดโครงสร้าง ก็จะบอกว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่การจัดการความรู้
ไม่ใช่สังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งการเีรียนรู้ ต้องใช้ความรู้แบบที่อยู่
ภายใต้โครงสร้าง(ของฉัน) ที่ดีไซน์ขึ้นมา

หลุมพรางเหล่านี้ จะบีบคั้นความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ทำให้มองแคบไม่เห็น
ทางเลือก มองไม่เห็นปัญหาที่ซ่อนเร้นต่าง ๆ ไม่พบความหลากหลาย
จะพบว่า ปัญหาต่าง ๆ ของการผลิตทางอุตสาหกรรมและการศึกษาแบบอุตสหกรรม เหมือนการบังคับม้าวิ่ง ด้วยการปิดครอบกำบังตา ให้มองไปด้านหน้าอย่างเดียว
รับใช้ประโยชน์อย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ หรือความเป็นม้า
รู้แต่เพียงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง object ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

ความคับแคบของการจัดการความรู้ที่มีรากฐานมาจากญี่ปุ่นนั้นไม่แตกต่างจาก
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่าไร เขาจัดการความรู้เพียงแต่ทำงานในโรงไฟฟ้านั้น
เพื่อสร้างผลผลิตให้บริษัทเท่านั้น เขาไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงสร้าง
ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า และความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และในที่สุด
เมื่อมันก่อปัญหาขึ้นมา ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนไหน ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาได้
สักคน มีแต่ร้องไห้ฟูมฟายหน้าทีวีเพื่อรับผิดชอบ ผลิตภาพที่ได้จากการความรู้
แค่เทคนิค เพื่อเพิ่มผลผลิตให้อุตสาหกรรม ก็จบลงอย่างที่เห็น หลายคนจบ
ชีวิตลงในโรงไฟฟ้านั้น หรือไม่ก็เป็นมะเร็ง โดยที่การจัดการความรู้แบบเทคนิค
เพิ่มผลผลิตแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ มันคือหลุมพรางที่แสดงถึงว่า
ความรู้ต่าง ๆ สำคัญที่การรับใช้อุตสาหกรรม ความรู้อื่น ๆ ถูกเบียดขับออกไป
เช่นเดียวกับการจัดการความรู้ที่เห็นและเป็นอยู่ คนได้ประโยชน์เป็นคนใน
โครงสร้างผลประโยชน์ทั้งสิ้น คุณภาพชีวิตของคนทำงาน ไม่ได้อยู่ในหัวของ
คนจัดการความรู้เลย