บ้านไม่เคยเปลี่ยนไป

กลับมาถึงบ้านในราวสองทุ่มเศษๆ นี่เป็นครั้งแรกของการกลับบ้าน หลังจากไม่ได้กลับมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว

ตลอดระยะเวลาการเดินทางจากมหาสารคามมายังบ้านเกิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกตัวตลอดเวลาก็คือการสนทนากับตัวเอง หลักๆ ก็คือ บ้านจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เสื่อมโทรมผุพังไปบ้างหรือเปล่า คนที่บ้านเป็นอยู่อย่างไร กินข้าวหรือยัง...

มันเป็นคำถามง่ายๆ แต่ก็เหมือนมีคำตอบแจ่มชัดอยู่ในตัว หากแต่ความรู้สึกที่เกี่ยวโยงกับคำตอบนั้น กลับมีทั้งอบอุ่นและไหวหวั่นอย่างบอกไม่ถูก

ทันทีที่รถเคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางเมืองกาฬสินธุ์ ผมก็เริ่มรู้สึกมั่นใจ อบอุ่น ประหนึ่งได้กลับถึงบ้านแล้วยังไงยังงั้น

ถัดจากนั้นก็เหลือระยะทางจากตัวเมืองจนถึงบ้านในราวๆ 30 กิโลเมตร

การขับรถฝ่าข้ามความมืด พลอยให้สติแน่วแน่ ไม่เผลอเพลินหลงไปกับทิวทัศน์รายทาง มือจับมั่นพวงมาลัย ส่วนหัวใจก็นำทางฝ่าความมืดมาอยางไม่ย่อท้อ

ผมมาถึงบ้านในราวสองทุ่มเศษ บ้านซึ่งละม้ายคล้ายกระท่อมยังคงตระหง่านอยู่กลางความมืดของค่ำคืน แสงไฟเพียงไม่กี่หลอด ทอประกายฉายฉานแต่พองาม

ผมลงจากรถอย่างช้าๆ มองเห็นพ่อกำลังนั่งไกวเปลเหลนรักอย่างสงบเงียบ ...

ผมแหงนหน้าเบิ่งมองท้องฟ้าอย่างตั้งใจ ฟ้าคืนนี้มืดสนิท แต่เปล่งประกายไปด้วยแสงดาวอันระยิบระยับ มันชวนให้นึกถึงเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับดวงดาวบนท้องฟ้า เรื่องราวที่ว่านั้นก็ล้วนเป็นนิทานที่พ่อกับแม่เคยได้เล่าให้ฟังในครั้งที่ผมเองยังเป็นเด็ก

บ้านที่อยู่กลางทุ่งเช่นนี้ ยังคงเต็มไปด้วยความเงียบงาม...และในความเงียบงามนั้น ก็ส่งสัญญาณแห่งความเป็นมิตรกับชีวิตได้เป็นอย่างดี และนั่นก็เหมือนกำลังจะย้ำกับผมอย่างหนักแน่นว่า "บ้านไม่เคยเปลี่ยนไป"

ผมหิ้วสัมภาระขึ้นมาบนบ้าน (ครับ,ยังไงๆ ผมก็เรียกว่าบ้าน)
ข้าวปลาอาหารบางอย่างจัดเรียงไว้รอรับราวกับต้อนรับนักเดินทางที่เหนื่อยล้ามาจากดินแดนอันแสนไกล

เราล้อมวงกินข้าวเพียงไม่กี่คน
แต่ก็สุขล้นกับวิถีที่เป็นอยู่ กินไปพูดคุยกันไปอย่างสนิทแน่น
ผมไม่รู้ว่ารสชาติอาหารอร่อย หรือเพราะบรรยากาศดี ๆ ช่วยทำให้มันอร่อยไปแบบเสร็จสรรพ ถึงกระนั้นมันก็ไม่ใช่ข้อคำถามที่ปรารถนาค้นหาความจริงในคำตอบนั้นเลยสักนิด เพราะหัวใจสัมผัสได้ว่า "สุข และอิ่มสุขจริงๆ" ...

ครับ มันคืออาหารมื้อแรกในรอบหลายเดือนที่ผมยืนยันได้ว่า "อร่อยและอร่อยจริงๆ"
มันคืออาหารที่กินแล้ว "ไม่อิ่มท้อง แต่อิ่มใจ..อิ่มสุข" อย่างมหาศาล

เรามีเรื่องราวมากมายสื่อสารต่อกันและกันกลางวงข้าว มันเป็นเรื่องจิปาถะ ไหลรื่น มีชีวิตและมีความหมาย เรื่องหนักๆ ก็ดูผ่อนคลายไปในตัว เรื่องเบาๆ ก็กลับกลายเป็นเรื่องชวนหัวไปอย่างน่ารัก

และที่สำคัญที่ผมไม่อาจละข้ามไปได้เลยก็คือ การถามทักถึงบทบาทหน้าที่ของเจ้าจุก (นักเลงลุกทุ่ง) ว่าในแต่ะวันทำอะไรบ้าง..

และคำตอบที่ได้มาก็คือ จับปลา เลี้ยงน้อง ขนฟืนมาก่อกองไฟ เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว ปัดเก็บข้าวของบนบ้าน และที่สำคัญก็คือ "กิน เล่น นอน และตื่นมากิน" ....

นี่เป็นการติดตามผลการเรียนพิเศษที่บ้านนอกของเจ้าจุกแบบชิมลางๆ..
และเขาก็รู้ดีว่า ผมต้องถามประมาณนี้อยู่แล้ว

...
1 เมษายน 54
23.00 น.
บ้านเหล่าหลวง ต.ภูดิน
อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์