ลูกจะขึ้นมัธยมปีที่ 1 แล้ว ยังขี่จักรยานไม่แข็งเลยเมื่อโตขึ้นก็ต้องขับรถได้ คุณพ่อตั้งใจไว้อย่างนั้น

 การขี่จักรยานในช่วงขณะที่คนขี่ยังไม่แข็งนั้น ก็ให้ความรู้สึกตื่นเต้น กลัว หวาดเสียว สนุก หลากหลายความรู้สึกเต็มไปเลย

นอกจากจะได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงแล้ว ตรงนี้เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการทำให้ได้ใช้สมองวางแผนการเดินทาง รู้ว่าเส้นทางไหนสั้นยาวกว่ากัน ยิ่งตนเองเป็นคนกลัวหมาก็ยิ่งจะต้องนำไปวางเแผนด้วย เส้นก็เปลี่ยนไปเป็นแบบที่คนขี่ได้รับความสุขพร้อมกับความสำเร็จในระดับต้นๆ ด้วย

เมื่อได้ขี่ไปเรียนพิเศษ เพื่อนๆ ก็เห็น ก็รู้สึกสนุก ก็ได้คิดแล้วชักชวนกันขี่จักรยานมาเรียนพิเศษกัน นี่ก็คือการเรียน การรวมหัวกันนอกห้องเรียนที่น่าสนใจ

เราในฐานะผู้ปกครองก็ค่อยๆ ให้ลูกได้ขี่รถไป เราก็ขี่มอเตอร์ไซต์ตามไปในระยะห่างๆ เพื่อให้เขาได้มีความเป็นตัวของตัวเอง ได้ตัดสินใจ เมื่อเขาตัดสินใจในขณะที่เรามองอยู่ความรู้สึกเป็นห่วงก็ห้ามกันไม่ได้นะ แต่ก็ต้องให้ฝ่าอันตรายดู !!

จริงๆ ผู้ปกครองต้องทำอย่างนี้หรือเปล่านะ ? ด้วยความเชื่อว่าหากลูกอยากว่ายน้ำก็ต้องลงน้ำ อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือนะจึงจะได้ลูกเสือ

 ฉะนั้นถ้าต้องการขี่มอเตอร์ไซต์ ต้องขับรถยนต์ในอนาคต การเริ่มที่ขี่จักรยาน

ก็น่าจะเป็นประถมบทที่ดี และดีที่สุดก็คือการฝึกฝนในบ้านในจังหวัดในสายตาของเราน่าจะดีที่สุดนะ

อ้อลืมบอกไปว่า คุณพ่อให้ลูกใส่หมวกกันน๊อคด้วยขณะขี่จักรยาน มีหลายคนแซว(เรื่องนี้สำคัญนะ ผู้ใหญ่ยังไม่กล้าที่จะทำเลย)

แต่เมื่อรู้อยู่แล้วและคุณพ่อก็อธิบายให้เข้าใจถึงการชั่งน้ำหนักระหว่างการรู้สึกเปิ่นๆ รู้สึกว่าเราเป็นคนแปลก กับความปลอดภัยในการขับขี่ที่ได้ เป็นอย่างไร ลูกเขาเข้าใจ ก็ไม่ดื้อคุณพ่อก็เบาใจเรื่องอุบัติเหตุไปได้โขทีเดียว