ศ.ดร.จีระ หงล์ลดารมภ์ ได้รับเกียรติให้ไป แสดงวิสัยทัศน์ เรื่อง ทุนมนุษย์ในประเทศไทยกับสถาบันวิจัยด้านทรัพยากรมนุษย์ในจีน (China Center of Human Capital and Labor Research) ให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยฯและนักศึกษาของจีนที่มาร่วมกว่า 40 คน เมื่อวันอังคารที่ 22 มีนาคม 2554 ณ ปักกิ่ง ประเทศจีน
สวัสดีครับ
การที่อาจารย์ช่วยให้จีนมองทุนมนุษย์ในมิติที่วัดไม่ได้ เช่น
* ปรัชญาความเชื่อ ความศรัทธา
* คุณค่าของคน
* ค่านิยมของความสุขในชีวิตการทำงาน
* การมีศักดิ์ศรีของมนุษย์
เป็นเรื่องน่าสนใจมาก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะค่านิยมของความสุขในชีวิตการทำงาน ผมมองว่า ควรประกอบด้วย
1. ความสุขในการทำงาน
2. ความสุขในการครอบครัว / วิถีชีวิต
3. ความสุขจากการแบ่งปันให้กับผู้อื่น
4. ความสุขจากจิตใจที่สงบสุข
ขอบคุณที่ได้อ่านบันทึกดี ๆ มากครับ
จีนเข้าสู่สังคมแบบก้าวกระโดด ความเจริญทางด้านวัตถุเกิดได้ชั่วข้ามปี ความมุ่งมั่นในการนำพาประเทศของผู้นำจีน อยู่ในระดับสูง อาจเป็นเพราะการที่ประเทศจีนต้องรับแรงกระทบทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศอย่างรุนแรง เนื่องเพราะการเปิดประตูสู่โลกภายนอกของประเทศ อาทิ การเปิดรับกระแสประชาธิปไตยผ่านโดยหลายช่องทางการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางอินเตอร์เนต การฝ่าฟันอุปสรรคในการนำพาประเทศเข้าไปสู่สังคมการเมือง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นับตั้งแต่อังกฤษได้หมดสัญญาการเช่าเกาะฮ่องกง เป็นเหตุประเทศในฝ่ายตะวันตกต้องหันกลับมาดูจีนอย่างน่าสะพรึงกลัวในการก้าวเข้ามาเป็นอันดับที่ 2 ของโลกทางเศรษฐกิจ และเมื่อเร็วๆ นี้ จีนยังได้เข้ามาอยู่ในอันดับ 2 แซงหน้าประเทศในแถบตะวันตก ในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ (จากรายงานเรื่อง “องค์ความรู้ เครือข่าย และนานาประเทศ : ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์โลกในศตวรรษที่ 21”) ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันสมาคมราชบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่ประเทศอังกฤษ เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2554
แต่จากการเดินทางเยือนประเทศจีนร่วมกับคณะของท่านศ.ดร.จีระ ระหว่างวันที่ 21-25 มีนาคม ที่ผ่านมา ทำให้คิดถึงประเทศไทยของเราอย่างอดไม่ได้ ซึ่งถ้าความมุ่งมั่นของประเทศ (ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ หรือผู้ตาม) เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการพัฒนาทางด้านวัตถุให้กับประเทศไทย ไทยอาจจะไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของอัตราการเจริญเติบโตก็เป็นได้ เพราะศักยภาพของประเทศไทยไม่ได้เป็นรองใครเลยในกลุ่มประเทศอาเซียน อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมี ทุน เพียงพอในการที่จะพัฒนาต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง (ถึงแม้จะลุ่มๆ ดอนๆบ้างก็ตาม) ที่สำคัญคือสังคมไทย ขอเพียงแต่ผู้นำช่วยสร้างความเชื่อมั่น ความศรัทธา ให้กับผู้ตาม ผมเชื่อว่าเรือใบ “ไทยแลนด์” วิ่งออกสู่ทะเลใหญ่ได้สบายๆ ครับ
หัวข้อ
จีน
ไทย
ภาครัฐ : ความมุ่งมั่นในการฝ่าฟันอุปสรรค
มีความเชื่อมั่นสูง เพราะถูกปกครองโดยระบบรวมศูนย์อำนาจโดยรัฐ / ลดการแสดงออกของพลเมือง (ประชาพิจารณ์) ทำให้การกำหนดนโยบายต่างๆ ไหลลื่น ได้รับการตอบสนองอย่างดี
มีความเชื่อมั่นสูงเช่นกัน แต่มีการปกครองกึ่งประชาธิปไตยจ๋า ทำให้การกำหนดนโยบายต่างๆ เป็นไปแบบเชื่องช้า เพราะมีกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากเกินไป ทำให้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเข้าสู่จุดมุ่งหมาย
ภาคสังคม/ประชาชน : กรอบแนวคิด/ระบบการกระจายอำนาจ
กรอบแนวคิดทางด้านสังคม/ประชาชน : ยังมุ่งเน้นที่ความเจริญเติบโตทางด้านวัตถุเป็นสำคัญ มีความภาคภูมิใจในการเจริญเติบโตของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ / แต่ / ยังขาดระบบ ระเบียบ ที่จะนำพาไปสู่การส่งมอบอำนาจบางอย่างให้กับพลเมืองในการปกครอง
กรอบแนวคิดทางด้านสังคม/ประชาชน : มีการมุ่งสู่การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ ความพยายามดำรงไว้ซึ่งอำนาจมากเกินไป ดูจากระบบการกระจายอำนาจซึ่งก็มีการพูดกันมาตั้งแต่ปี 2540 จนบัดนี้ 14 ปี ระบบการกระจายอำนาจยังไปได้ไม่ถึงไหน แต่ก็ยังดีที่ระบบการเมืองการปกครองยังปกติอยู่ ทำให้เกิดการงัดคานระหว่างพลเมือง ผู้นำด้านสังคม และผู้ปกครอง ต้องมีการทบทวนเป็นระยะๆ
การศึกษา/วัฒนธรรม
ระบบการศึกษาของจีนยังเน้นอยู่กับการศึกษาจากตำรา และจากการฝึกอบรมเป็นหลัก เน้น Outcome อยู่ที่ สิ่งที่สามารถชี้วัดได้ จำแนกแจกแจงให้เป็นตัวเลข โดยขาดการให้ความสำคัญในเรื่องของคนขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม มีการเริ่มรับการปรับเปลี่ยนประสมประสานกับวัฒนธรรมอื่นมากขึ้น แต่เป็นการต่อยอดจากของคนอื่นที่มีอยู่ก่อนแล้ว
การศึกษาของไทยนั้น เราดูๆไปแล้วว่าอาจช้าไปบางส่วน แต่บางส่วนเร็วกว่าจีนมาก เช่น ปัจจุบันไทยมีการมองไปถึงเรื่องของคนมากขึ้น ล้ำหน้ามากกว่าจีนก็คือ เรามอง Outcome ออกเป็น 2 แบบ คือ ส่วนที่จับต้องได้ (ผลประกอบการ) และส่วนที่จับต้องไม่ได้ (ปัญญา) ทั้งยังล้ำลึกมากกว่านั้นอีก ซึ่งเราก็กำลังก้าวเข้าสู่การสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity) ตามพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัว
อย่างไรก็ตาม จากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเดินทางไปกับนักวิชาการชั้นนำครั้งนี้ ทำให้ผมมองเห็นภาพใหญ่ของไทย แต่ก็ยังเป็นภาพเล็กของจีน และอนาคตจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ได้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้นครับ
ชัยพร เหมะ
สวัสดีครับทุกท่าน
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณชัยพรที่มีประเด็นต่างๆหลังจากกลับจาก Study Tour ที่เมืองจีนผมมีความคิดเห็นเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คือ
เมื่อมีความสามารถระดับนี้แล้วต้องเก็บและสะสมไว้ ถือว่าเป็นทุนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเราเองแต่ต้องให้ Flow ของปริญญาเอก คือดูความต้องการของ Adviser ให้ดี เขาต้องการเน้นทางด้านเทคนิคหรือให้ทบทวนวรรณกรรม ก็ต้องทำให้ครบ แต่ยังคงความฉลาดที่มีไว้
เมื่อเรียนจบแล้วเราจะใช้วิธีการที่เรียนมานั้นเพียงแค่ 10% แต่สิ่งที่เรามีเพิ่มคือความมั่นใจในการไปขึ้นเวทีในที่ต่างๆ เพราะเสมือนว่าเรามีใบขับขี่แล้ว (Ph.D) จะขับไปไหน ไปอย่างไร เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
จีระ หงส์ลดารมภ์