๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ : ก่อนเที่ยงเตรียมแพ็คกระเป๋าแล้วไปขึ้นรถบัสที่ข้างตึกอธิการบดีใหม่ แต่น้องๆ กองการศึกษาทั่วไปเรียกว่า "ลานสมเด็จฯ"
รสบัสนั้นมี ๒ ชั้น อาจารย์ผู้ร่วมสัมมนา ต้องนั่งชั้น ๒ ส่วนชั้น ๑ นั้น เป็นส่วนของผู้ประสานงานคือ เจ้าหน้าที่ของกองการศึกษาทั่วไป
ผมไปนั่งแถวหน้าๆ พบว่า แถวซ้ายมือซึ่งจะไม่ร้อนได้มีผู้จับจองเกือบหมดแล้ว จึงเลือกที่นั่งด้านขวามือ ข้างๆ ได้พบเพื่อนร่วมคณะคือท่านอาจารย์ประทีป และท่านอาจารย์ประสาศน์ จากภาควิชาคอมพิวเตอร์..ก็ได้สนทนาทักทายกันตามประสาที่นานๆ จะได้พบกันครั้งหนึ่ง
ตามเวลานัดหมายล้อหมุนคือบ่ายโมง แต่กว่ารถจะออกก็ประมาณบ่ายครึ่ง ผมดูโปรแกรมวันนี้ที่เขียนว่าจะไปถึงพัทยาตอน 18.30 น. อาจจะ Delay ไปทุ่มกว่าๆ
ข้างๆ ผม ได้เพื่อนร่วมสนทนา คือ ท่านอาจารย์สุชาติ แย้มเม่น เคยเป็นเพื่อนร่วม NU Dormitory ต่างห้องกัน อาจารย์สุชาติมีลูกสาว ๒ คน เรียนอยู่ที่สาธิตมน.
ตามที่ได้คุยกัน จับประเด็นว่า อาจารย์มาสอนวิชา GE เป็นครั้งแรก (ยังไม่ได้สอน) ตั้งใจจะมาสอนนานแล้ว แต่ยังไม่พร้อมเนื่องจากมีภาระที่ต้องดูแลการสอนที่คณะมาก แต่ตอนนี้พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ที่สั่งสมมาให้นิสิตต่างคณะ
ผมยิงคำถามให้อาจารย์สุชาติเล่าเรื่องราวๆ ต่างๆ ต่อ พบว่า ท่านมี Tacit Knowledge ที่สั่งสมมามาก น่าจะเข้าข่าย "ครูดีในดวงใจ" สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ทราบมาว่าที่คณะนี้มาสัมมนา ๒ คน)
ยกตัวอย่างวิธีสอน : ผมเข้าใจและทึกทักเอาเองโดยไม่เคยไปสังเกตวิธีสอนของอาจารย์สุชาติ แต่ผมคิดว่า ท่านสอนนิสิตแบบ Fa คือคุยกันมากกว่า และคอยกระตุ้นนิสิต โดยมีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ว่า จะเอาทฤษฎีต่างๆ ที่เรียนรู้ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และการทำงานในอนาคตอย่างไร คือ สอนเน้นให้มีหลักวิธีคิด
วิธีกระตุ้นนิสิต ก็คือ ถามคำถามให้คิดตลอดเวลา อย่างเช่น หลอกล่อนิสิตว่า ถ้านิสิตไม่ช่วยคำถามก็จะสอนเนื้อหาที่ยาก แล้วข้อสอบก็เยอะ พวกเธอจะทำได้หรือเปล่า แต่ถ้าพวกเธอช่วยกันถาม ครูก็จะมีเรื่องที่จะเล่า แล้วข้อสอบก็เกิดจากคำถามของพวกเธอ
บางครั้งก็เอาเรื่องเหตุการณ์ปัจจุบันมาเล่าให้ฟัง เช่น ผมถามเรื่องเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่น จะมีแนวการสอนนิสิตอย่างไร
ท่านก็พูดเป็นกลางๆ ว่า "นิสิตเห็นไหมว่า มนุษย์ไม่มีทางเอาชนะธรรมชาติได้ อย่างเราสร้างแนวกำแพงกั้นสึนามิเอาไว้ที่ ๑๐ เมตร แต่ใครจะไปคาดคิดว่าสึนามิจะมาเกินแนวกำแพง ดังนั้นจงใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อยู่กับธรรมชาติให้ได้
แนวคิดเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาวิชาการระดับปริญญาตรี ท่านก็มีวิธีการที่น่าสนใจ คือนิสิตระดับปี ๑ ที่คณะของท่านจะมีวันพบผู้ปกครองก่อนเปิดเทอม เพื่อให้ผู้ปกครองรู้จักคณบดี หัวหน้าภาควิชา และอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อช่วยกันดูแลนิสิตทั้งสองฝ่าย
อาจารย์สุชาติ จะนัดนิสิตพบกันครั้งแรก และให้ลงชื่อการพบกันทุกคนแยกแฟ้ม แล้วพบกันทุกเดือน สิ้นเทอมก็จะมาให้กรอกเกรดตามแผนภูมิต้นไม้ที่ทำไว้ ว่าแต่ละคนลงวิชาไหนได้เกรดเท่าไหร่
คนที่ไม่มีปัญหาก็พบกันเดือนละครั้ง มาตอนเย็นๆ ตามเวลาที่นัดหมาย ถ้าใครไม่ว่างก็มาพบกันวันอื่น แต่ภาพรวมต้องมาพบกันทุกคน พร้อมเซ็นชื่อไว้
ถ้าใครติด Probation ต้องมาพบอาจารย์ทุกสัปดาห์ พร้อมทั้งทำแผนประจำวันมาให้ดูด้วยว่า แต่ละวันทำอะไร ใช้เวลาเท่าไร ตามความเป็นจริง แล้วมา Share กัน
เมื่อใช้วิธีการอย่างนี้แล้ว นิสิตก็จะปรับตัวได้ เพราะบางครั้งก็ละอายในพฤติกรรมบางอย่างของตน ก็จะปรับตัวในทางที่ดีขึ้น
เล่าเรื่องการเดินทางต่อ...ตอน 4 โมง เรายังอยู่กันแถวๆ นครสวรรค์ ตอน 5 โมงเราอยู่กันแถวๆ สิงห์บุรี และก่อน 6 โมง เราต้องเปลี่ยนแผนทานข้าวกัน แถวๆ อยุธยา ตามอัธยาศัย..ผมไปหาอาหารมังสะวิรัติไม่ได้ ก็เลยทานขนมปังที่เตรียมมา
ตอนทุ่มกว่าเราอยู่ที่ motor way และเรามาถึงโรงแรม Sandalay ตอนเกือบ 3 ทุ่มครึ่ง เรา Late ไปแค่ 3 ชั่วโมงเอง..อิอิ
คณะที่มาพัก แยกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกผู้บริหารพักที่โรงแรม Sandalay ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งพักที่ "บ้านคุณนาย" ผมพักที่บ้านคุณนายซึ่งอยู่ลึกเข้าไป
เจ้าของ Sandalay เป็นพี่น้อง ๒ คนเข้าหุ้นกัน ส่วนบ้านคุณนายมีเจ้าของคนเดียวคือ ๑ ในสองของพี่น้องคู่นั้น เรียกว่าเป็นโรงแรมในเครือ ที่บ้านคุณนายเราเปิด ๒๑ ห้อง และผมพักที่ห้อง 408
ห้อง standard ก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสมราคา 1,500 บาท (ราคาพิเศษ) ที่บาร์ไม่มีสิ่งของที่คิดเงิน ฟรี มีชากาแฟ และมีมาม่าคัพให้ด้วย
มีสัญญานอินเตอร์เน็ต แต่เข้าเน็ตไม่ได้..ผมลงมาใช้ด้านล่างเข้าอ่าน GotoKnow ได้แต่เขียนไม่ได้..อิอิ
เช้าวันเสาร์ผมต้องมาขอใช้เครื่องที่ Counter ที่โรงแรม Sandalay
๒๖ มีนาคม ๒๕๕๔
โรงแรม Sandalay แทนที่จะเป็น บ้านคุณนาย