อาจารย์ ผศ.พญ.นวพร ชัชวาลพาณิชย์ ตีพิมพ์เรื่อง 'ปัญหาเท้าเบาหวาน' ในวารสาร CVM ปี 4 ฉบับ 21 (กุมภาพันธ์ 2554) หน้า 36-38, ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยจะขอสรุปการเปลี่ยนแปลงของเท้าเบาหวาน ซึ่งท่านที่ไม่ได้เป็นก็จะได้ความรู้ไว้ดูแลญาติสนิทมิตรสหายได้ครับ

เส้นประสาทที่ไปเท้านับเป็นเส้นประสาทที่ "ไกลโพ้น" ที่สุด ทำให้มีโอกาสเสื่อมโทรมเสียหายมากกว่าเส้นประสาทที่อยู่ใกล้ ทำให้เส้นประสาทฝอยเสื่อมหรือตายไปบางส่วน ใยกล้ามเนื้อที่ไม่มีเส้นประสาทไปเลี้ยงจะตายไป ทำให้ฝ่าเท้าบางลง

ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อจากขาท่อนล่างที่ดึงนิ้วเท้าไม่ได้อ่อนแรง ทำให้เท้าค่อยๆ ผิดรูปคล้ายกรงเล็บสัตว์ (คล้ายกรงเล็บเท้านกอินทรีย์) นิ้วเท้าจิกลงล่าง แรงกดต่อฝ่าเท้ามากขึ้น ไขมันบริเวณฝ่าเท้าลดลง
.
คนที่อายุมากขึ้นก็มีแผ่นไขมัน หรือแก้มลิงหลายๆ แห่ง เช่น ที่หน้า มือ เท้า ฯลฯ ลดลงได้ แต่ไม่มากเท่าคนที่เป็นเบาหวาน
.
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ร่วมกับการทำงานของต่อมเหงื่อ-ต่อมไขมันน้อยลง (ทำให้ผิวแห้ง-แตก) ประสาทรับความรู้สึกเสื่อม ทำให้กระทบอะไรก็ไม่เจ็บง่าย กลไกป้องกันตัวลดลง (ปกติคนเราจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เจ็บ เช่น ไม่เดินกระแทกของแข็งแรงๆ ฯลฯ)
.
การที่หลอดเลือดเสื่อม ทำให้เลือดไปเลี้ยงเท้าน้อยลง มีส่วนทำให้เกิดแผลได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

วิธีดูแลสุขภาพเท้า+ป้องกันแผลเบาหวาน เพื่อป้องกันการเกิดแผล ซึ่งอาจติดเชื้อหรือเน่า ทำให้ต้องตัดนิ้วเท้า กระดูกเท้าในอนาคตได้แก่

(1). ตรวจเช็คน้ำตาลในเลือดและความดันเลือดเป็นประจำ ถ้าสูงต้องดูแลรักษาให้ดี เพื่อชะลอหลอดเลือด-เส้นประสาท-ผิวหนังไม่ให้เสื่อมเร็ว

(2). ล้างเท้าเบาๆ ด้วยสบู่อ่อน ให้สะอาดและทั่วถึงทุกวัน เช็ดเท้าหลังล้างทันที เพื่อป้องกันความอับชื้น

(3). ตรวจเท้าทุกวัน โดยตรวจทั้งด้านหลังเท้า-ฝ่าเท้า หงายฝ่าเท้ามาตรวจดูทุกวัน

ถ้าทำไม่สะดวก, ให้ใช้กระจกเงาช่วย ขอให้ญาติสนิทมิตรสหายช่วยดู หรือใช้กล้องถ่ายภาพ-วิดีโอเสริมการตรวจได้ เช่น ส่งภาพเท้าผ่านอินเตอร์เน็ตไปใช้ญาติสนิทมิตรสหายช่วยตรวจสอบซ้ำเป็นประจำ ฯลฯ 

(4). ถ้าผิวแห้ง, ให้ใช้ครีมทาหลังเท้า-ฝ้าเท้าได้ แต่ไม่ทาซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันความอับชื้น (อาจเพิ่มโอกาสเกิดแผล ติดเชื้อได้)

(5). ใช้ข้อศอกหรือมือตรวจสอบน้ำอุ่นว่า ร้อนไปหรือไม่ ก่อนแช่เท้าลงไปเสมอ เนื่องจากประสาทรับความรู้สึกที่เท้าจะเสื่อมก่อนบริเวณอื่นๆ

(6). ถ้ารู้สึกหนาวเท้ากลางคืน > อย่าใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบเท้า เนื่องจากการไหลเวียนเลือดที่เท้าในคนไข้เบาหวานจะแย่ลง การระบายความร้อนออกทำได้น้อยลง อาจเกิดแผลคล้ายน้ำร้อนลวกได้

 

วิธีที่ดี คือ สวมถุงเท้่าก่อนนอน และเปลี่ยนถุงเท้าใหม่ทุกวัน

 

(7). ถ้าใส่ถุงเท้าชนิดมีตะเข็บหรือรอยเย็บ (ชนิดไม่มีตะเข็บมักจะแพงมากกว่าชนิดมีตะเข็บ), ควรพลิกกลับด้านในออกนอก ให้ด้านที่มีตะเข็บอยู่นอก เพื่อลดแรงกดบริเวณตะเข็บ

(8). ห้ามเดินเท้าเปล่าทั้งในบ้านและนอกบ้าน วิธีที่ดีคือ ให้แยกรองเท้าในบ้านชุดหนึ่ง-นอกบ้านชุดหนึ่ง และต้องระวังพื้นที่ร้อน เช่น พื้นปูน-หาดทรายกลางแดดจ้า ฯลฯ

 

(9). อย่าแช่เท้าในน้ำ เพราะน้ำจะชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไป ทำให้ผิวแห้งได้ง่าย

 

คนที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการแช่น้ำอุ่นจัดทั้งตัว หรือแช่นาน เนื่องจากการระบายความร้อนออกจากร่างกายใช้การระเหยของน้ำเป็นหลัก เมื่ออยู่ใต้น้ำจะอาศัยการพาความร้อน กลไกนี้จะเสียเมื่ออุณหภูมิน้ำสูงกว่าร่างกาย ทำให้หมดสติ หรือเป็นลมแดดคาอ่างน้ำได้

 

(10). ห้ามตัดเล็บหัวแม่เท้าเป็นรูปโค้ง ให้ตัดเป็นรูปตรงหรือรูปคล้ายจอบขุดดิน เพื่อป้องกันเล็บขบ และห้ามตัดเล็บลึกถึงจมูกเล็บ ให้เหลือเลยไว้หน่อย เพื่อป้องกันการเกิดแผลบริเวณจมูกเล็บ

 

(11). ห้ามสวมรองเท้าแตะชนิดคีบ ให้ใช้รองเท้าชนิดสอดเท้าเข้าไปแทน เนื่องจากร่องนิ้วเท้าเป็นส่วนที่บอบบาง เกิดแผลได้ง่าย

 

(12). หลีกเลี่ยงการนั่งไขว้ขา พับขา หรือนั่งกับพื้น เช่น นั่งพับเพียบ ฯลฯ นาน ให้นั่งเก้าอี้แทน เนื่องจากการพับ (งอ) ข้อเข่าจะทำให้เลือดไหลเวียนไปยังเท้าได้น้อยลง

 

(13). หลีกเลี่ยงการนั่งนานเกิน 1-2 ชั่วโมง/ครั้ง โดยลุกขึ้นยืน หรือเดินสลับ เพื่อให้เลือดไหลเวียนดี และได้ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ

 

เวลานั่งดู TV ควรนั่งเก้าอี้ เหยียดขาออกไปข้างหน้าแกว่งไปแกว่งมาเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อหน้าขา ทำให้การทรงตัวดี ไม่ล้มง่าย และเพิ่มระดับการออกแรง-ออกกำลัง

 
(14). ห้ามสูบบุหรี่ เนื่องจากจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายเสื่อมเร็วขึ้น

 

วิธีเลือกรองเท้าสำหรับคนที่เป็นเบาหวานได้แก่

(1). รองเท้าหน้ากว้าง-ไม่บีบปลายเท้า

(2). มีหุ้มส้น

 (3). ปรับความกว้างได้ เช่น มีเชือกที่ปรับให้แน่น-หลวมได้ ฯลฯ 

(4). ลองรองเท้าก่อนซื้อ โดยสวมในท่านั่ง กระดกข้อเท้าขึ้นลง-เหยียดเข่างอเข่า, ยืนขึ้น-นั่งลง, และควรเดินพร้อมสวมรองเท้าว่า พอดีจริงหรือไม่ > วิธีที่ดี คือ ให้เตรียมถุงเท้าคู่ใหม่ สวมถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าเสมอ

(5). ความยาวรองเท้าด้านใน ควรยาวกว่านิ้วที่ยาวที่สุด (นิ้วหัวแม่เท้าหรือนิ้วชี้) 1/2 นิ้วฟุต = ความกว้างปลายนิ้วหัวแม่มือคนส่วนใหญ่ > เพื่อป้องกันปลายเท้าหรือเล็บได้รับแรงกด

(6). ถ้าเป็นไปได้, ควรขอให้ญาติสนิทมิตรสหายที่มีสายตาดี ช่วยตรวจสอบการสวมใส่ถุงเท้า-รองเท้าคู่ใหม่ว่า พอดีหรือไม่

 

(7). ไม่ควรสวมรองเท้าส้นสูง เนื่องจากจะเพิ่มแรงกดต่อส่วนปลายเท้า และควรเลือกรองเท้าที่มีแผ่นดูดซับแรงกระแทกด้านล่าง เช่น รองเท้าที่ใช้ใส่วิ่งเหยาะ-เดิน ฯลฯ หรือเสริมแผ่นรองฝ่าเท้า เพื่อช่วยดูดซับ และกระจายแรง

 

ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ 

 > [ Twitter ]                             

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 24 มีนาคม 2554.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.