ผมให้ความสำคัญกับการเขียน และถือว่าการเขียนเป็นกระบวนการหนึ่งของการเล่าเรื่องในวิถีของการจัดการความรู้
ผมมีความเชื่อว่า “การจัดการความรู้” คือกลไกอันสำคัญในการพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาองค์กร ไปกระทั่งพัฒนาสังคม
แต่ปมปัญหามันมีอยู่ว่า คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกขยาดกับกระบวนการของการจัดการความรู้ เพราะเชื่อว่าการจัดการความรู้ เสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นภาพตัวเองว่า “มีความรู้” กี่มากน้อย !
และในอีกมุมก็คือไม่มั่นใจ / ไม่มีความเชื่อมั่นว่าตัวเองมี “เครื่องมือ” อะไรจะนำมา “สกัดความรู้" ในตัวตนของตัวเอง !
สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อและเชื่อมั่นแรงกล้าว่าคนเราทุกคนมี “ความรู้” ในด้านการงานและการใช้ชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่มีความรู้ จะอยู่รอดมาจนบัดนี้ได้ยังไง –
สำคัญอยู่ที่ว่า แต่ละคนมีการจัดกระทำต่อความรู้เหล่านั้นอย่างเป็นระบบหรือไม่?
สามารถสะท้อนความรู้ หรือสื่อสารความรู้ออกมาสู่สาธารณะได้แค่ไหน?
และสิ่งที่สื่อสารออกมานั้น นอกจากเกิดประโยชน์ต่อตัวเองแล้ว ยังเกิดประโยชน์ต่อผู้คนและสังคมอย่างไร ?
นั่นกระมัง คือสิ่งที่ต้องรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้
ในบรรดากระบวนการทั้งปวงนั้น ผมตอบแบบสั้นๆ รวบรัดเลยว่า “สุ จิ ปุ ลิ” นี่แหละคือหัวใจหลักของการจัดการความรู้ เพียงแต่ต้องบริหารสิ่งเหล่านั้นอย่างเป็นศาสตร์และศิลป์
ในหลายๆ เวที ผมพูดในแบบฉบับของผมเสมอว่า
"... การพูด ซึ่งอาจจะหมายถึงการเล่าเรื่อง เป็นทักษะของการสื่อสารที่ดี และเป็นเครื่องมือของการจัดการความรู้ที่นิยมหยิบยกมาจัดกระบวนการในเวทีมากที่สุด เพราะสิ่งนี้คือการสื่อสารที่ถือว่า “ใกล้ตัวมนุษย์” ที่สุด และเป็นเครื่องมือที่ทุกคนหยิบมาใช้ได้อย่างไม่ยากเย็น จนปรากฏซ้ำเป็นวาทกรรมในวิถีของการจัดการความรู้ เช่น สุนทรียะของการสนทนา เรื่องเล่าเร้าพลัง..." เป็นต้น
แน่นอนครับ ในบางมุมมองก็ต้องยอมรับแหละว่า การพูดได้รับการยอมรับว่าเป็นกระบวนการสื่อสารที่ง่ายและสำคัญมากๆ - ขาดทักษะก็พัฒนาต่อยอดได้ ดังจะเห็นได้จากในบ้านเมืองเรามีโรงเรียนเปิดสอนการพูดมากมาย สามารถพัฒนาทักษะการพูดให้กับผู้คนได้อย่างดีเยี่ยม เป็นการเติมเต็มพรสวรรค์ครบครันทั้งศาสตร์และศิลป์ กระทั่งเติบโตเป็นนักพูดร่ำรวยไปแล้วก็มีหลายราย
โดยส่วนตัวของผม ผมไม่ปฏิเสธว่า "การพูด คือกลไกหนึ่งในการจัดการความรู้" เพราะปัจจุบันผมก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ถึงขั้นนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนในองค์กรผ่านวาทกรรมต่างๆ เช่น “จริงจัง จริงใจ, ปัญหาเก่าห้ามเกิด..ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน, สอนงาน สร้างทีม”
ซึ่งทั้งปวงนั้น ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ "การพูดและการเล่าเรื่อง" เป็นกลไกในการ “ขับเคลื่อน” ล้วนๆ
แต่ในระยะหลัง ผมพยายามพุ่งประเด็นไปยัง “การเขียน” มากขึ้น
ผมให้ความสำคัญกับการเขียน และถือว่าการเขียนเป็นกระบวนการหนึ่งของการเล่าเรื่องในวิถีของการจัดการความรู้
ผมสะท้อนให้ทีมงานได้เห็นภาพในทำนองว่า
“...การเขียน คือศาสตร์และศิลป์ชั้นสูงของการจัดการความรู้ด้วยเหมือนกัน หากเขียนออกมาได้ บางทีไม่ก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการพูด หรือเล่าเรื่องอย่างมากมาย เพราะ “งานเขียน” ของเราจะทำหน้าที่สะท้อนความรู้นั้นๆ แทนการเล่าด้วยวาจา ทั้งในฐานะของการต่อยอดเรื่องเล่าจากปากคำ หรือแม้แต่กระตุ้นความสนใจ เพื่อนำไปสู่การ “ฟังเรื่องราวผ่านการเล่าของผู้นำสาร...”
ครับ, ดูง่ายๆ ตรงนี้ก็แล้วกัน กรณี "ฟังไม่ทัน หรือฟังไม่รู้เรื่อง" ก็ยังสามารถตามมาอ่านเพิ่มเติมจาก "งานเขียน" ของวิทยากร หรือผู้นำสารได้
เช่นเดียวกับวิทยากร หรือผู้นำสาร ด้วยเงื่อนไขเวลาอันจำกัดบนเวที หากไม่สามารถเล่าเรื่องราวได้ครบอย่างที่ตัวเองหรือแม้แต่ผู้ฟังต้องการ ก็ใช้ “งานเขียน” อีกนั่นแหละเป็นเครื่องมือในการต่อยอดทางความคิดให้ผู้ฟังได้ศึกษา ถอดความ ตีความ เพื่อนำไปสู่การ "ปฏิบัติ" หรือ "ต่อยอด" ภายใต้บริบทของตัวเขาเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้วิทยากร หรือผู้นำสารหวนกลับมานั่งพูดคุยและบอกเล่าอยู่เรื่อยๆ...
ครับ, นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารอย่างจริงจังกับทีมงาน กระตุ้นให้แต่ละคนเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้ด้วยการ “พูดและการเขียน” ยิ่งในการเขียนนั้น ผมย้ำให้ทุกคนมองเป็นความ “ท้าทาย” ข้ามให้พ้นวังวนความเชื่อที่ว่า “เขียนไม่เป็น,เขียนไม่เก่ง” หรือแม้แต่ “ขี้เกียจเขียน” เพราะไม่รู้จะ “เขียนอะไร”
ฉะนี้แล้ว, ผมจึงทำตัวเป็นแบบอย่างต่อทีมงาน
กล่าวคือ เลือก “เครื่องมือ” ที่ตนเองชอบ (การเขียน) มาเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งของการจัดการความรู้ในวิถีหรือสไตล์ของตัวเอง ผสมผสานไปกับการอ่าน, การคุย หรือการเล่าเรื่องในวงสนทนาของทีมงาน
และการเขียนในแต่ละครั้ง ก็จะยึดหลักง่ายๆ เบื้องต้นว่า เขียนในลักษณะของการ "เล่าเรื่อง" เหมือนกับมีคนกำลังนั่งฟังและนั่งคุยกับเราอยู่ในแคร่ไม้ไผ่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง รวมถึงนึกอะไร คิดอะไรก็เขียนแบบ "เปิดเปลือย" ออกไปให้ได้มากที่สุด เพราะคิดมากละเอียดมาก ก็อาจถึงขั้นเกร็ง, เบื่อและเซ็งจนเขียนอะไรไม่ออก (คิดอะไรก็เขียนไปก่อน) ..หรือไม่ก็จัดรวมประเด็นไว้ล่วงหน้าสัก 2-3 ประเด็น เสร็จแล้วก็ลงมือเขียนขยายความประเด็นนั้นๆ
ก็ด้วยเหตุผลทำนองนี้แหละ เรื่องเล่าของผมจึงดูยืดยาว วกไปวกมา หรือไม่ก็เป็นประเภท "วิชาการสามบรรทัด"
ผมทำแบบนี้มาเรื่อยๆ
มีบางครั้งต่อเนื่องมีพลัง บางครั้งก็เงียบหาย แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงมือ “เขียน” อยู่วันยังค่ำ แถมยังเอางานเขียนที่ว่านั้นออกมาเผยแพร่ในทั้งรูปแบบของถ่ายเอกสารแจก, เย็บเล่มเป็นเอกสารประกอบสัมมนา, แนะนำให้ผู้ฟังเข้าไปอ่านบล็อกที่ผมเขียน, หรือแม้แต่การนำมาจัดทำเป็นเล่มหนังสือ
ถึงแม้ผมจะไม่พูดกับทีมงานอย่างชัดแจ้งว่า ..
การเขียนคือการบำบัดชีวิตและองค์กร,
การเขียนคือการบันทึกเกร็ดความรู้ในแต่ละวัน,
การเขียนคือการทำพินัยกรรมความรู้สู่สาธารณะ
หรือแม้แต่การเขียนคือการสร้างจดหมายเหตุชีวิตและองค์กรของตัวเอง..ก็เถอะ
ผมก็ยังเชื่อว่าพวกเขาพอจะเข้าใจและเห็นความสำคัญของการเขียนเพื่อการจัดการความรู้อยู่บ้าง
สำหรับผมนั้น การเขียนช่วยให้ผมได้ทบทวนตัวเอง, จัดระเบียบความคิด สื่อสารความคิด อารมณ์ความรู้สึก หรือแม้แต่ “ความรู้” (อันน้อยนิด) ผ่านตัวหนังสือในแบบฉบับของตัวเอง
ส่วนผลลัพธ์ในทางแนวคิดอันเป็นการจัดการความรู้ในงานเขียนของผมนั้น
จะมีมากหรือน้อย ?
ใช่,หรือไม่ใช่ ? คงต้องให้ผู้อ่านได้ตัดสินกันเอง
วันนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าการเขียน คือเครื่องมืออันสำคัญในการจัดการความรู้ ส่วนเขียนแล้วจะได้ความรู้หรือไม่ ก็สุดแท้แต่ผู้อ่านจะตัดสินหรือพิพากษา ซึ่งผมเองก็เคยได้สะท้อนความคิดของตัวเองไว้ชัดเจนบ้างแล้วในบันทึก “อีกหนึ่งความสุขเล็กๆฯ” ...ว่า
“... การลงมือทำความฝันของตัวเอง ถือเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ มันเป็นอีกเรื่องที่ต้องถอดบทเรียนสอนตัวเอง และถึงจะไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็ดีกว่าการไม่ลงมือ...”
แปลกแต่ก็จริง บ่อยครั้งคำเพียงไม่กี่คำในหนังสือสักเล่มที่ผมอ่านเจอ กลับมีพลังสะกิดให้ผมเปลี่ยนวิธีคิดได้อย่างฉับพลัน ปรากฏการณ์เช่นนั้นตอกย้ำให้ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนั้นคือผลลัพธ์ของการจัดการความรู้ของนักเขียน
ก็ด้วยคิดเช่นนั้นแหละ เมื่อรู้ว่าตัวเองอยากจะบริหารจัดการอะไรๆ กับสิ่งที่พานพบมาเพื่อให้รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ? เป็นความรู้หรือไม่?
ทันทีนั้น ผมก็จะไม่ลังเลที่จะเริ่มต้นจากการ "คิดและคุยกับผู้คน"
สุดท้ายก็มาปิดเรื่องด้วยการ "เขียน” เสมอ
เป็นการเขียนเพื่อให้งานเขียนได้คุยกับผู้คนอีกรอบ-
...
วันนี้ คุณเขียนอะไรบ้างแล้ว...
สวัสดีครับ...
การเขียนสำหรับผมมีประโยชน์มากครับ
เพราะผม 'ความจำสั้น ...แต่ความรักผมยาวนาน'
ขอบคุณที่ได้อ่านบันทึกที่ทำให้ผมเกิดอารมณ์...
อารมณ์อยากจะเขียนครับ
สวัสดีค่ะ
"การเขียนคือการทำพินัยกรรมความรู้สู่สาธารณะ "
ชอบความหมายนี้ค่ะ โดยเฉพาะการเขียนเผยแพร่ที่ไม่หวังผลประโยชน์อะไรตอบแทน นอกจากการช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และอนาคตรุ่นต่อๆไป
ชอบขีดเขียนตั้งแต่เด็ก การเขียนทำให้เราอยู่กับตัวเองได้ดีมาก
ขณะเขียน เป็นการฝึกสมาธิและสติในตัวด้วยค่ะ เขียนมากขึ้นช่วยให้พูดน้อยลง คิดมากขึ้น ดีทั้งขึ้นทั้งล่องเลยค่ะ
กำลังเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองลงใน g2k ของเรานี่แหละครับ
แสดงความผมทำถูกแล้วนะครับ อิอิ
ชอบเขียนเหมือนกันครับ
workshop ที่อัมพวา หัวข้อนี้ เป็นหัวข้อหนึ่งที่ผมจัดไว้ด้วยนะครับ ในรายละเอียดไปคุยกันที่หาดใหญ่ครับ
วันนี้เขียนหนึ่งเรื่อง เขียนบนรูป "อ่าน+ดู" แล้วจะได้เข้าใจมากขึ้น ครับ
วันนี้อาจจะยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่จะพัฒนา การเขียน ให้ดีขึ้น ทุกๆวันครับ
เรื่องที่เขียนวันนี้ >>>
http://gotoknow.org/blog/supersup300/431612
สวัสดีเพื่อน
ดีใจที่ได้เจอนายนะ อ่านงานเขียนของเพื่อนแล้ว.. แอบปลื้มอยู่ลึกๆ ว่าเพื่อนฉันใช้ภาษาได้สวยและเก่งมากทีเดียว แม้จะออกแนววิชาการบ้างก็เถอะ แต่เพื่อนนัสก็ยังไม่ทิ้งลายเดิมอ่ะนะ เราเองพักหลังๆ ไม่ค่อยได้เขียน แต่ในใจก็ยังมีความคิดความฝันที่อยากจะมีงานเขียนดีๆ สักเรื่องปรากฏบนโลนใบนี้ แม้อาจจะไม่ได้รางวัลอะไร แต่อยากให้งานเขียนชิ้นนั้น.. เป็นอีกงานที่จรรโลงโลก จรรโลงใจ และให้ประโยชน์กับผู้อ่านทุกคน อ่ะนะ (นั่นก็คืออีกหนึ่งความฝัน)
เข้าเรื่องนายบ้าง.. งานเขียนในความคิดของเรา ถือเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่ผ่านกระบวนการการกลั่นกรองจนร้อยเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือและเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะปรากฏบนโลกนี้ได้อย่างยาวนาน (หากไม่ถูกทำลายทิ้งไปเสียก่อน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการก็ตาม) ดังนั้น การจัดการงานเขียนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ในทุกๆ ด้านแก่มวลมนุษยชาติ จึงนับเป็นสิ่งประเสริฐและจำเป็นต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอ.. เพื่อให้โลกใบนี้จักมีงานเขียนที่สำคัญๆ และก่อให้เกิดประโยชน์สืบไป
วันนี้.. เราขอแสดงความคิดเห็นเพียงเท่านี้ก่อน นายมีอะไรจะคุยกับเรานอกรอบ ก็เขียนส่งเข้าเมลเรามานะ ดีใจที่ได้เจอนายในนี้อ่ะ
คิดถึงนายเสมอนะเพื่อน
อ้อ
สวัสดีครับ...
บันทึกนี้ "โดน" อย่างแรงครับ
ผมคิดว่าสังคมไทยกำลังค่อย ๆ ก้าวจากวัฒนธรรมการพูด-ฟัง ไปสู่การอ่าน-เขียนมากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ
พี่พนัสค่ะ อาร์มเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ การเขียนถือเป็นสิ่งสำคัญทีเดียวในการจัดการความรู้ เรื่องราวการเขียนของพี่ๆใน gotoknow นี้อาร์มจะเข้ามาอ่านเสมอๆค่ะ ได้ทิ้งรอยทักทายไว้เพื่อให้รู้ว่ามาอ่านแล้ว
ณ เวลานี้ยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร เพราะอยู่ในช่วงศึกษางานค่ะ มีเรื่องราวและบทเรียนที่ได้ศึกษามากมาย และเฝ้ามองปัจจัยความสำเร็จขององค์กร และแม้กระทั่งออกมายืนมองจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไข เพื่อให้องค์กรและบุคลากรพัฒนาต่อไปค่ะ
สวัสดีค่ะ ยินดีที่ทุกคนเห็นความสำคัญของการเขียนเพื่อสื่อให้เพื่อนๆเข้าใจ/รับรู้/แสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการบอกเล่า ยกตัวอย่างว่าตนเองได้จดบันทึกค่าใจ่ยประจำวันของตนเองมา 34 ปี สามารถควบคุมงบประมาณของตนเองและครอบครัวได้ตลอดจนเป็นแบบอย่างให้กับชุมชน/สังคมต่าง ๆได้เห็นถึงความเป็นจริงว่าใครๆก้ทำได้