<p align="center">ระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น</p>
ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง
พ.ศ. 2536
- - - - - - - - - -
</font></strong>โดยที่เห็นเป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่าด้วยกองทุน สวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง พ.ศ. 2533 ให้เหมาะสมและสอคคล้องกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและบรรเทาความเดือดร้อน ตลอดจนเป็นขวัญกำลังใจและสวัสดิการแก่ข้าราชการและลูกจ้างของมหาวิทยาลัยขอนแก่น <p align="justify">ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 (9) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2521 และโดยมติที่ประชุมของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นครั้งที่ 4/2536 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2536</p>
สภามหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1. ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง พ.ศ. 2536”
ข้อ 2 ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
</font><p>ข้อ 3. ให้ยกเลิกระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง พ.ศ. 2533</p><p align="justify">ข้อ 4. ในระเบียบนี้</p>“มหาวิทยาลัย” หมายถึง มหาวิทยาลัยขอนแก่น <p align="justify">“อธิการบดี” หมายถึง อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น“คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง “ข้าราชการ” หมายถึง ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยขอนแก่น“ลูกจ้าง” หมายถึง ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวของมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินค่าจ้างจากงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ หรือหมวดค่าจ้างชั่วคราว หรือเงินงบประมาณเงินรายได้มหาวิทยาลัยหมวดเงินเดือนและค่าจ้าง ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวชาวต่างประเทศ“กองทุน” หมายถึง กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง</p>ข้อ 5. กองทุนนี้ได้มาจากเงินรายได้ของหน่วยงานต่าง ๆ โดยความเห็นชอบของที่ประชุม คณบดี จำนวนเริ่มแรกไม่น้อยกว่า 6,000,000 บาท (หกล้านบาทถ้วน) และอาจจัดสรรเงินรายได้ของหน่วยงานต่าง ๆ สมทบเข้าเป็นเงินกองทุนตามความจำเป็นและเหมาะสม <p align="justify">การเก็บรักษาเงินและการจ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์ให้เป็นไปตามระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่าด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2521 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยให้อธิการบดีหรือรองอธิการบดีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้อนุมัติ</p>
ข้อ 6. ให้ใช้ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่ได้รับในแต่ละปีงบประมาณเงินรายได้จากกองทุนนี้ จ่ายเป็นเงินสวัสดิการสงเคราะห์ให้แก่ข้าราชการหรือลูกจ้างที่ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วย หรือถูกประทุษร้ายจนพิการถึงสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรหรือเสียชีวิต โดยเหตุที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือการไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤฎีกากำหนดท้องที่ที่ผู้ขับขี่และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นเฉพาะ พ.ศ. 2535 หรือกฎหมายลักษณะเดียวกันนี้ หรือการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง หรือเจตนากระทำอันตรายแก่ตนเองจนพิการหรือทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรหรือเสียชีวิต ดังนี้
</font>6.1 เมื่อได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บหรือถูกประทุษร้ายจนพิการถึงสูญเสียอวัยวะ และทางราชการเห็นว่าไม่สามารถรับราชการต่อไปได้ โดยมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการสงเคราะห์เพียงกรณีเดียว ดังนี้ <p>ตาบอด 2 ข้าง 50,000 บาท</p>
สูญเสียแขนหรือมือ ขาหรือเท้า ทั้งสองข้าง 50,000 บาท
สูญเสีย แขนหรือมือ ขาหรือเท้า ตาบอด รวม 2 อย่าง 50,000 บาท
สูญเสียแขน มือ ขา เท้า หรือตาบอด อย่างเดียว 25,000 บาท
</font>6.2 เมื่อได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บหรือถูกประทุษร้ายจนทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรหรือเสียชีวิต รายละ 50,000 บาท <p align="justify">และหากการทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรหรือเสียชีวิตเพราะการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจตามกฎหมาย ให้จ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์เพิ่มอีกหนึ่งเท่า</p>
ข้อ 7. การจ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์ตามข้อ 6.2 กรณีที่เสียชีวิต หากข้าราชการหรือลูกจ้างนั้นมิได้แสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรต่อมหาวิทยาลัยไว้เป็นอย่างอื่น ให้จ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์ให้แก่ทายาทและบุคคล ดังนี้
7.1 คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย 1 ส่วน
7.2 บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายคนละ 1 ส่วน
7.3 บิดาและหรือมารดา 1 ส่วน
และในกรณีที่ทางราชการมีความจำเป็นต้องเข้าจัดการศพข้าราชการหรือลูกจ้างผู้ตายเพราะไม่มีผู้ใดเข้าจัดการในเวลาอันสมควร ให้หักค่าใช้จ่ายจากเงินสวัสดิการสงเคราะห์ได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นและเหมาะสม แล้วมอบส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) ให้ผู้มีสิทธิต่อไป
ข้อ 8. ผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามข้อ 7 จะเสียสิทธิในกรณีดังต่อไปนี้
8.1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มีเจตนากระทำหรือพยายามกระทำให้ข้าราชการหรือลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการสงเคราะห์ ตามข้อ 7 ถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
</font><p>8.2 ผู้ที่รู้แล้วว่า ข้าราชการหรือลูกจ้างถูกฆ่าตายแต่มิได้นำความนั้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการ</p><p align="justify">ข้อ 9. การยื่นคำขอรับเงินสวัสดิการสงเคราะห์ ให้ผู้มีสิทธิตามข้อ 6 หรือข้อ 7 คนใดคนหนึ่งยื่นคำร้องขอรับเงินตามแบบที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นกำหนดต่อมหาวิทยาลัยภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่ข้าราชการหรือลูกจ้างนั้นเสียชีวิตหรือวันที่ออกจากราชการเพราะเหตุพิการ หรือทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรแล้วแต่กรณี หากพ้นกำหนดนี้แล้วถือว่าสละสิทธิจะเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยจ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์อีกไม่ได้</p><p align="justify">การยื่นขอรับเงินสวัสดิการสงเคราะห์ข้ามปีงบประมาณเงินรายได้ ให้นำเสนอคณะกรรมการพิจารณาเป็นกรณีไป</p>ข้อ 10. ในกรณีที่เงินกองทุนยังไม่เกิดดอกผลหรือดอกผลไม่พอจ่าย เงินสวัสดิการสงเคราะห์หรือดอกผลยังไม่ครบกำหนด ให้จ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์ตามระเบียบนี้จากเงินทดรองจ่ายของมหาวิทยาลัยไปก่อน และนำดอกผลมาหักล้างเงินทดรองจ่ายในภายหลัง <p align="justify">ถ้าดอกผลหรือผลประโยชน์จากเงินกองทุนมีไม่พอจ่ายเป็นเงินสวัสดิการสงเคราะห์ในปีงบประมาณเงินรายได้ใด ให้จ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์จากเงินกองทุนได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งเท่าของดอกผลหรือผลประโยชน์ที่ได้รับในปีงบประมาณเงินรายได้นั้น และหากมีเงินไม่พอจ่ายให้เฉลี่ยจ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์ตามส่วนตามความเห็นของคณะกรรมการ และให้ถือว่าการจ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์ในปีงบประมาณเงินรายได้นั้นต้องระงับไป</p>
หากมีดอกผลหรือผลประโยชน์เหลือจ่ายในปีงบประมาณเงินรายได้ใดให้สมทบเป็นเงินกองทุนต่อไป
ข้อ 11. ให้มหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งประกอบด้วย รองอธิการบดีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ผู้อำนวยการกองคลัง ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่เป็นกรรมการ หัวหน้างานสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ และบุคคลอื่นโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสวัสดิการมหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 11 คน เป็นกรรมการ
ข้อ 12. ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ
(2) พิจารณาขออนุมัติยกเว้นและผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ
(3) เสนอแนะการแก้ไขปรับปรุงระเบียบ
(4) พิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม
</font>(5) พิจารณากรณีที่ต้องจ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์เพิ่มอีกหนึ่งเท่า กรณี การทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรหรือการเสียชีวิต เพราะการปฏิบัติหน้าที่ราชการ <p align="justify">(6) พิจารณากรณีที่ต้องเฉลี่ยจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการสงเคราะห์</p>
(7) พิจารณากรณีที่ยื่นขอรับเงินสวัสดิการสงเคราะห์ข้ามปีงบประมาณเงินรายได้
(8) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
(9) หน้าที่อื่น ๆ ตามที่มหาวิทยาลัยมอบหมาย
การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้ถือเป็นที่สุด ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการสงเคราะห์จะอุทธรณ์มิได้ เมื่อได้วินิจฉัยไปเช่นใดแล้ว ให้นำเสนออธิการบดีเป็นผู้สั่งการ
ข้อ 13. ให้อธิการบดีเป็นผู้รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจกำหนด
หลักเกณฑ์และวิธีปฏฺบัติซึ่งไม่ขัดแย้งกับระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2536
(ลงชื่อ) พล.ต.อ. เภา สารสิน
(เภา สารสิน)
นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น
</font><p align="justify"> </p>
</font><p align="center">ระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น</p>
ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
</font></strong>โดยที่เห็นเป็นการสมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง พ.ศ. 2536 ให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการสงเคราะห์โดยทั่วกัน <p align="justify">ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 (9) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2521 และโดยมติที่ประชุมของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ครั้งที่ 10/2537 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้</p>
ข้อ 1. ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537”
ข้อ 2. ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ 3. ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 10 ของระเบียบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ข้าราชการและลูกจ้าง พ.ศ. 2536 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 10. ในกรณีที่เงินกองทุนยังไม่เกิดดอกผลหรือดอกผลไม่พอจ่ายเป็นเงินสวัสดิการสงเคราะห์หรือดอกผลยังไม่ครบกำหนด ให้มหาวิทยาลัยจ่ายเงินรายได้ทดรองจ่ายเป็นเงินสวัสดิการสงเคราะห์ตามระเบียบนี้ไปก่อนและนำดอกผลมาหักล้างเงินทดรองจ่ายในภายหลัง
ถ้าดอกผลหรือผลประโยชน์จากเงินกองทุนมีไม่พอจ่ายเป็นเงินสวัสดิการสงเคราะห์ในปีงบประมาณเงินรายได้ใด ให้จ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์จากเงินกองทุนได้ไม่เกินหนึ่งเท่าของดอกผลหรือผลประโยชน์ที่ได้รับในปีงบประมาณเงินรายได้ นั้น และหากมีเงินไม่พอจ่ายอีกเท่าใด ให้มหาวิทยาลัยทดรองจ่ายเงินรายได้สมทบในส่วนที่ขาดนั้นไปก่อน และเมื่อกองทุนมีดอกผลหรือผลประโยชน์ให้นำมาหักล้างเงินทดรองจ่ายในภายหลัง
ดอกผลหรือผลประโยชน์ของเงินกองทุนที่เหลือจ่ายของปีงบประมาณเงินรายได้ใด ให้สมทบเข้าเป็นเงินกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ต่อไป”
ข้อ 4. ให้อธิการบดีรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2537
</font>(ลงชื่อ) พล.ต.อ. เภา สารสิน <p align="justify">(เภา สารสิน)</p>
นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น
</font><p align="center"> </p><p align="center">พระราชกฤษฎีกา</p>
กำหนดท้องที่ที่ผู้ขับขี่และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ
พ.ศ. 2535
- - - - - - - - - -
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2535
เป็นปีที่ 47 ในรัชกาลปัจจุบัน
</font><p align="center"> </p></strong>พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า <p align="justify">โดยที่เป็นการสมควรกำหนดท้องที่ที่ผู้ขับขี่และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์</p>
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดท้องที่ที่ผู้ขับขี่และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ พ.ศ. 2535”
มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับในท้องที่และในวันต่อไปนี้
</font><p align="justify">(1) ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร เมื่อพ้นกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันประกาศในราชกานุเบกษาเป็นต้นไป</p>(2) ในเขตท้องที่จังหวัดขอนแก่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พิษณุโลก ภูเก็ต สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี อุดรธานี และอุบลราชธานี เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป <p align="justify">(3) ในเขตท้องที่จังหวัดอื่น เมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป</p>
มาตรา 3 ให้ท้องที่ที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามมาตรา 2 เป็นท้องที่ที่ผู้ขับขี่และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อานันท์ ปัณยารชัน
<p align="justify">นายกรัฐมนตรี</p><p align="justify">หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้ผู้</p><p align="justify">ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์สวมหมวกเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์และเนื่องจากมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 ได้บัญญัติว่า มาตรการดังกล่าวจะใช้บังคับในท้องที่ใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้</p></font><p align="justify"> </p>
</font></strong>