ครูไม่ใช่ผู้สอน แต่ครูคือคนที่ทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ลูกศิษย์เกิดการเรียนรู้


 

“King's Speech” หนังคุณภาพที่กวาดรางวัลออสการ์ครั้งที่ 83 ทั้งนักแสดงชาย ผู้กำกับและภาพยนต์ยอดเยี่ยมเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่รับประกันคุณภาพของหนังได้เป็นอย่างดี การวิจารณ์ในด้านเนื้อหาและบทบาทการแสดงน่าจะหาอ่านได้ตาม Website ต่างๆ ที่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างกว้างขวาง สำหรับบันทึกนี้ตามสไตล์การเขียนของผมจะไม่ได้เขียนในเรื่องของเนื้อหาตรงๆ แต่ละนำบทบาทการแสดงและเนื้อหาของเรื่องเชื่อมโยงไปยังองค์ความรู้ที่ผมถนัดในมุมมองของผม ผมเองในฐานะคนทำงานในวงการฝึกอบรม มองว่าบทบาทการแสดงและเนื้อหาของเรื่องส่วนใหญ่เป็นการสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงการสร้าง KUSA (Knowledge / Understand / Skill / Attitude) ที่พึงประสงค์ เพื่อนำไปบำบัดอาการบกพร่องทางการพูดของกษัตริย์องค์นี้ (พระเจ้าจอร์จที่ 6 รับบทโดย คอลิน เฟิร์ธ) จะเห็นว่าการบำบัดของนักบำบัดคนสุดท้ายในเรื่อง (ไลโอเนล ลอจ รับบทโดย เจฟฟรีย์ รัช) ไม่ได้มองในมุมมองของหมอและคนไข้ เพราะเขาเองก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่าหมอ และก็ไม่ได้เป็นหมอจริงๆ แต่เขาจะทำหน้าที่เป็น Coach ให้คำปรึกษาให้กำลังใจ ในลักษณะการ Coaching เพื่อให้ผู้ถูก Coach ไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นใจ

 

ภาพจาก http://movie.mthai.com/movie-profile/new-movie/82003.html

 

หนังสื่อออกมาในเชิง Drama Comedy  และเสียดสีคนในวงการต่างๆ ได้อย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ผมเห็นอันแรกคือ การให้การศึกษาการเรียนรู้ ที่คนในเรื่องยังยึดกับรูปแบบการศึกษาการเรียนรู้แบบเดิมๆ วัฒนธรรม ประเพณีเดิมๆ ทำให้การแก้ปัญหายังอยู่ในกรอบ นักบำบัด (ไลโอเนล ลอจ) ได้เปลี่ยนมุมมองการบำบัดที่ทำแบบเดิมๆ ตามมุมมองของหมอ ที่เปลี่ยนจากรักษาอาการผิดปกติ แต่ไม่ได้รักษาความเป็นคนแทน นั่นคือ การให้การทำให้เกิดเรียนรู้นั่นเอง เขาเป็นคนที่มีจิตวิทยาการสอนที่ดีมาก มีกลยุทธ์ วิธีการที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิผล สิ่งที่เขาทำเขามีความมั่นใจว่าต้องสำเร็จแน่ๆ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาผ่านการฝึกฝนปฏิบัติเคี่ยวกรำจนตกผลึกเป็นองค์ความรู้ที่ชัดเจน เกิดเป็นปัญญาปฏิบัติ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีใบรับรองปริญญาใดๆ มารองรับก็ตาม เขาได้ฝึกให้กษัตริย์พระองค์นี้มีความมั่นใจในตนเอง และรู้จักที่จะผ่อนคลายในทุกสถานการณ์ ทำให้ผมนึกถึงรูปแบบการใช้ชีวิต 2 Mode ใหญ่ๆ จากหนังสือ “คัมภีร์ผู้นำ” ของ ดร. วรภัทร์   ภู่เจริญ คือ รูปแบบการต่อสู้เอาตัวรอด (Survival Mode) และ รูปแบบการเรียนรู้ (Normal Mode) ซึ่งการใช้ชีวิตและในรูปแบบการเรียนรู้ (Normal Mode) เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของผู้นำแบบ Colletive Leadership เมื่อเราได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบการเรียนรู้ (Normal Mode) แล้ว ก็จะทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างธรรมชาติ ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายๆ ธรรมดาๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องกดดัน หรือคาดหวัง  นักบำบัด (ไลโอเนล ลอจ) ไม่ได้สอนอะไรมากแต่ให้กษัตริย์พระองค์นี้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาเป็นเพียงคนสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนอยากที่จะเรียนรู้ และทำได้ ซึ่งผมคิดว่านักบำบัดคนนี้คือครูมืออาชีพตัวจริง ที่ครูไม่ใช่ผู้สอน แต่ครูคือคนที่ทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ลูกศิษย์เกิดการเรียนรู้ด้วยความเต็มใจ มุ่งมัน เอาจริง กัดไม่ปล่อย และมีการประยุกต์หาวิธีการเรียนรู้ให้คุ้มค่า (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)

 

ภาพจาก http://www.se-ed.com/eshop/Products/image.axd?picture=9786169057208L.gif&Type=Large

 


ในเรื่องกรอบความคิดเดิมๆ ที่สังคมยังคงให้ความสำคัญ ผมคิดว่าน่าจะมีการยอมรับพัฒนาได้แล้ว เช่น การที่กษัตริย์พระองค์นี้มีความบกพร่องทางการพูด เนื่องจาก สังคมสร้างกรอบอย่างเป็นทางการให้เขา และเชื่อว่าสิ่งที่ทำคือความเป็นผู้ดีอังกฤษที่ต้องดำเนินรอยตามกันไป เช่น การบังคับให้ใช้มือขวา ทั้งที่ก่อนหน้านี้อาจจะถนัดซ้าย การดัดขาให้ตรง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะไปลดทอนพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจไม่ให้ไปถึงจุดอย่างที่มันควรจะเป็น และนี่ก็คือสาเหตุของปัญหาที่ต้องมาแก้กันตอนโตแล้ว นอกจากนี้ในเรื่องรูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมที่เป็นทางการและความเจ้ายศเจ้าอย่าง ความมีตัวตน (Ego) ของคนในสังคม ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การใช้ชีวิตของกษัตริย์พระองค์นี้เป็นไปอย่างไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร แต่ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายความว่าต้องทำตัวตามใจตัวเองจนสุดโต่ง เพราะในหนังก็สื่อให้เห็นพระเชษฐาของพระองค์ที่ประสบความล้มเหลวในชีวิตกษัตริย์ให้เห็น ดังนั้นหลักการเดินสายกลางของพระพุทธองค์จึงเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตที่ควรจะนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชิวิตในทุกๆ ด้าน