ความสำคัญของ “นโม”
ท่านอาจารย์ครับ ทำไมคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา ก่อนจะประกอบพิธีอะไร ต้องตั้งนโมก่อนเสมอไป เช่น พระจะให้ศีลก็ต้องตั้งนโมก่อน จะสวดมนต์ก็ตั้งนโมก่อน จะถวายสังฆทานก็ตั้งนโมก่อน นโม มีความสำคัญอย่างไรครับท่านอาจารย์
“เธอถามในเรื่องนี้ก็ดีแล้ว เพราะยังมีคนอีกเป็นจำนานมากที่ยังไม่รู้ อาจารย์จะอธิบายให้ฟัง นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส รวม ๑๘ คำ ด้วยกัน คำนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นที่รวมพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหมด"
อันว่าคุณของพระพุทธเจ้านั้นมีมาก ดังพระบาลีในขันธปริตตคาถาตอนหนึ่งว่า อปฺปมาโณ พุทฺโธ แปลว่าพระพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ คือมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่เมื่อกล่าวโดยย่อแล้ว ก็มีเพียง ๓ ประการเท่านั้น คือ
๑. พระปัญญาธิคุณ
๒. พระบริสุทธิคุณ
๓. พระมหากรุณาธิคุณ
พระคุณทั้ง ๓ ประการนี้มีอยู่ในนโมทั้งสิ้น
คำว่า นโม ตสฺส เป็นต้นนี้แปลว่า นโม ขอนอบน้อมด้วยกาย วาจา ใจ ภควโต แด่พระผู้มี พระภาค คือพระองค์ผู้ซึ่งจำแนกแจกแจงธรรม อรหโต ผู้เป็นพระอรหันต์คือ ผู้ไกลกิเลส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ตสฺส พระองค์นั้น ถือว่าเป็นบทสำคัญมาแต่โบราณกาล และก็ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้แต่งคำว่านโม นี้ขึ้น เป็นแต่มีเล่าไว้ในพระคัมภีร์พระสูตรต่างๆ ว่า ได้มีเทพบ้างมนุษย์บ้าง หลายท่านได้เกิดศรัทธาปสาธะในพระพุทธเจ้า ได้เปล่งวาจานี้ขึ้นว่า นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ๓ ครั้ง ดังนี้
นโม สาตาคิริยักษ์ และเหมวตายักษ์ เป็นผู้กล่าว
ตสฺส อสุรินทราหู อุปราชแห่งอสุรพิภพ เป็นผู้กล่าว
ภควโต ตปุสสะ และภัลลิกะมานพ สองพี่น้อง เป็นผู้กล่าว
อรหโต สมเด็จอมรินทราธิราช เป็นผู้กล่าว
สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ท่านท้าวพกาพรหม เป็นผู้กล่าว
จึงเป็นอันทำให้สรุปว่า เป็นถ้อยคำที่บังเกิดขึ้นจากศรัทธาปสาธะในใจของบุคคลเอง จึงได้เปล่งออกมา แต่ก็ได้แสดงว่า ผู้ที่เปล่งวาจาออกมานี้ ได้ซาบซึ้งในพุทธคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดี เพราะว่าบท นโม นี้ ประกอบด้วยบทพุทธคุณ ๓ บท ดังที่กล่าวมาแล้ว ดังจะได้อธิบายความให้เห็นดังนี้
บทที่ ๑ ก็คือ ภควโต แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แปลมาจากคำว่า ภควา เป็นคำเรียกพระพุทธเจ้า ในอรรถคือความหมายยกย่องว่าเป็นผู้จำแนกแจกธรรมบ้าง ว่าเป็นผู้มีโชคบ้าง ว่าเป็นผู้หักกิเลสกอง ราคะ โทสะ โมหะเป็นต้นบ้าง แต่ว่าในภาษาไทยเรานั้น คำนี้นิยมแปลในความหมายว่า พระผู้จำแนกแจกธรรม หรือพระผู้จำแนกธรรมสั่งสอนประชุมชน
คำว่า อรหโต มาจากคำว่า อรหํ หรือ อรหันต์ ที่มีความหมายว่า เป็นผู้ไกลกิเลส เป็นผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลส เป็นผู้หักซี่แห่งสังสารจักร เป็นผู้ควรไหว้ ควรบูชา เป็นผู้ไม่มีที่ลี้ลับในอันที่จะกระทำความชั่วต่างๆ แต่ในทางไทยเรานั้น นิยมแปลคำว่าเป็นผู้ไกลกิเลส
คำว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส มาจากคำว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ หรือ สัมมาสัมพุทธะ แปลว่าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ สัมมา แปลว่า โดยชอบ สมฺ แปลว่าเอง พุทฺธ แปลว่า ตรัสรู้ ซึ่งมีอธิบายโดยย่อว่า ตรัสรู้นั้นก็คือ ตรัสรู้อริยสัจทั้ง ๔ อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คำว่าเอง นั้นก็คือ พระญาณที่ตรัสรู้ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ผุดขึ้นเอง คือผุดขึ้นในสัจธรรมเหล่านี้ที่มิได้เคยทรงสดับมาก่อน คำว่า โดยชอบ นั้นก็คือโดยสัมมัตตะ คือความเป็นชอบ นับตั้งแต่โดยอริมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางสายกลางที่พระองค์ได้ทรงค้นพบ ตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะตรัสรู้ และก็ได้ทรงปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ นี้มาโดยสมบูรณ์ จึงได้ตรัสรู้อริยสัจทั้ง ๔ เพราะฉะนั้น ความตรัสรู้อันนี้ จึงมาจากสัมมัตตะ คือความเป็นชอบ อันได้แก่มรรคมีองค์ ๘ นี้ที่ทรงปฏิบัติมา และเป็นความตรัสรู้ที่ถูกต้องไม่ผิดจึงเรียกว่า สัมมา คือชอบ และก็มีความหมายว่า เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงแสดงธรรม ที่ได้ตรัสรู้นี้สั่งสอนตั้งเป็นพุทธศาสนา ตั้งพุทธบริษัททั้ง ๔ ขึ้น อีกด้วย เพราะนั้นจึงได้พระนามว่า สัมมาสัมพุทธะ
และในข้อนี้ก็ได้มีอธิบายประกอบอีกว่า ท่านผู้ตรัสรู้นั้นเอง ถ้าตรัสรู้เองได้แล้ว ไม่ได้สั่งสอนใคร อันหมายความว่าไม่ได้ตั้งพุทธศาสนา ไม่ได้ตั้งพุทธบริษัทขึ้น ก้เรียกว่า ปัจเจกพุทธะ แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้จำเพาะพระองค์ ต่อเมื่อได้สั่งสอนผู้อื่น ตั้งพุทธศาสนาตั้งพุทธบริษัทขึ้น จึงเรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธะ พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ฉะนั้น คำว่า สัมมาสัมพุทโธ นี้ จึงมีความหมายว่าพระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบดังกล่าวนี้ด้วย และก็มีความหมายว่า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แล้วได้ตั้งพุทธศาสนาและพุทธบริษัทขึ้นด้วย จึงมิใช่เป็นพระปัจเจกพุทธะดังกล่าว และบรรดาหมู่ชนผู้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วได้ตรัสรู้ตาม ได้แก่หมู่แห่งพระสาวกซึ่งได้ตรัสรู้ตามเป้นพระอรหันต์ทั้งหลาย ก็เรียกว่า พระอนุพุทธะ แปลว่าพระผู้ตรัสรู้ตาม จึงได้มีพุทธะเป็น ๓ จำพวก คือ
หนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธะ
สอง พระปัจเจกพุทธะ
สาม พระอนุพุทธะ
-
อ้างอิงจาก
-
ตำนานพุทธมนต์ พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ๓ ตุลาคม ๒๕๕๕๐
-
โลกทีปนี พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙) วัดยานนาวา
-
เก็บเล็กผสมน้อย ฉบับสมบูรณ์ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) วัดประยุรวงศาวาส
นมัสการเจ้าค่ะ
ขอบคุณคุณครูที่แวะมาแสดงความเห็นอยู่เนืองๆ เกือบทุกบันทึก