เกมตัวเลข ชีวิตจริง และสัมมาทิฏฐิ


การใช้ชีวิตจริงที่สัมผัสได้เป็นตัวชีวัดร่วมกับตัวเลข น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และเป็น “สัมมาทิฏฐิ” ในการพัฒนา

ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเข้าร่วมเสนอความเห็น “แผนพัฒนาฉบับที่ ๑๑”

ที่ดูเหมือนเราจะเน้นการเล่นเกมตัวเลข ที่เป็นเรื่องถนัดของนักวิชาการ มากกว่าผลงานเชิงคุณภาพ หรือชีวิตจริง ที่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ถนัด

และยิ่งกว่านั้น

แทบจะไม่คิดเลยไปถึงประเด็นที่เป็นหลักสำคัญคือ สัมมาทิฏฐิ

ที่เป็นบ่อเกิดของคุณค่าชีวิตที่แท้จริง

เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ

กลุ่มนักวิชาการที่เรียกได้ว่า “คลั่งไคล้” กับตัวเลข อย่างเอาเป็นเอาตาย

เช่นเมื่อเช้านี้มีนักวิชาการเกษตรอาวุโสท่านหนึ่งมาเยี่ยมที่บ้าน และคุยกันเรื่องเกษตรอินทรีย์

มาถามผมว่า เกษตรอินทรีย์ที่สมบูรณ์นั้น สามารถวัดออกมาเป็น ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน หรือปริมาณจุลินทรีย์ได้หรือไม่ (คงหาเกณฑ์เพื่อใช้เป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์)

ผมก็พยายามอธิบายเชิงผลลัพธ์ที่ได้ผลผลิตแบบธรรมชาติและยั่งยืนแทน ที่เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่อยากจะได้เกณฑ์ชี้วัดมากกว่า

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการติดเกมตัวเลข จนทำให้ความเป็นจริง มีความสำคัญน้อยลงไป

ในการผลิตเอกสารวิชาการทั่วไปก็ออกมาในรูปแบบเดียวกัน

เน้นการแสดงโวหารเชิงตัวเลขมากกว่าการนำความเป็นจริง หรือพยายามจะใช้ตัวเลขที่อธิบายปรากฏการณ์ที่เป็นจริงมาแสดงต่อกัน ที่น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ในเชิงของแผนพัฒนาประเทศก็มีการนำเสนอในรูปแบบคล้ายๆกัน

ที่มักเสนอผลออกมา

เป็นผลผลิตมวลรวมของชาติ การเจริญทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน

แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศ

โดยเฉพาะ

  • ทรัพยากรที่เสื่อมโทรม
  • สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและมลพิษ
  • การทำงานและคุณภาพของชีวิตของคนไทย
  • ปัญหาการสูญเสียทรัพย์สิน และปัญหาหนี้สินของคนไทย ทั้งระดับครัวเรือนและระดับประเทศ
  • ปัญหาช่องว่างของรายได้
  • ปัญหาของระบบครอบครัวและสังคมที่อ่อนแอ และล่มสลาย
  • ฯลฯ

การนำเสนอผลของการทำงานจึงไปอยู่ที่ “ความงาม”ของตัวเลขบางตัว

โดยไม่สนใจความจริงของชีวิต และ สิ่งที่ควรจะเป็นตามหลักการของ “สัมมาทิฏฐิ”

จึงทำให้สิ่งที่เราทำกันอยู่ดูเลื่อนลอย และได้ประโยชน์ไม่มาก

หรือเราคิดแค่ว่า การพัฒนาเป็นแค่ “ดีกว่าไม่ทำ”

ถ้าคิดแค่นี้ ก็ “สาหัส” เลยครับ

ผมจึงคิดว่า

การใช้ชีวิตจริงที่สัมผัสได้เป็นตัวชีวัดร่วมกับตัวเลข น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และเป็น “สัมมาทิฏฐิ” ในการพัฒนาครับ

 

 

หมายเลขบันทึก: 431088เขียนเมื่อ 14 มีนาคม 2011 11:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:38 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (3)

เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ

    รู้สึกว่าก่อนจะเกษียณท่านอาจารย์ได้ฝากความคิดไว้ทรงคุณค่าจริงๆ ท่านอาจารย์อาวุโสท่านนั้น คงไม่เข้าใจ "Natural design and purpose" จึงไม่เข้าใจกฏไตรลักษณ์ กฏอิทัปปัจจยตา และกฏแห่งกรรม ไม่ใช่เราปฏิเสธว่าคณิตศาสตร์ไม่จำเป็น มันจำเป็นเพื่ออธิบายให้ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้มันก็มีข้อจำกัดของมันที่จะอธิบายให้เข้าใจชัดเจนทุกมิติในแต่ระดับชั้น แต่สิ่งเหนือและครอบคลุมยิ่งกว่านั้น คือ  "ความรู้สึกที่ดี คุณค่าและความหมาย ในสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่" เมื่อมุมมองท่านกว้างขึ้นและมองเห็น "สัมมาทิฐิ" ท่านจะเข้าใจและทราบด้วยตัวท่านเอง กระผมเชื่อว่าอย่างนั้น ครับผม

ด้วยความเคารพครับผม

   นิสิต

People like counting. They count things, people and money they have. They learn (from school and university) how to count (or account) and they believe that to count is to rule.

One day, people will learn to count happiness, family and friendships, belonging and participating -- nothing to count ;-)

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี