การเรียนรู้เส้นทางของเมื่อวานจึงมีความสำคัญมากมายต่อการเดินทางในวันพรุ่งนี้
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับจากประเด็นเพียงเล็กๆ ของคำทักทายที่อาจแฝงไปด้วยความหวังดี หรือประสงค์อย่างอื่นอย่างใดก็แล้วแต่ แต่ประโยคที่ว่า "มีเวลาว่างมากนักเหรอถึงมานั่งเขียน GotoKnow" ก็ทำให้ผมเขียนต่อมาได้ถึง ๓ ตอน (อ่านตอนที่ และ ) และหลังจากเหตุผลว่าทำไมผมถึง "ไม่ชอบเขียน" ได้ถูกชี้แจงแถลงไขไปแล้ว และเมื่อเปลี่ยนใจมา "หัดเขียน" ผมพบข้อดีอย่างไรบ้าง และก็เช่นเคยครับ ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว และไม่เรียงลำดับครับ นึกอะไรได้ก็เขียนครับ

๑) ก่อนจะมีเรื่องเขียนผมต้องอ่านครับ อ่านและอ่านและอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ ยิ่งชอบก็ยิ่งอ่าน ซึ่งผมก็แยกไม่ออกนะครับว่าชอบอ่านแล้วอยากเขียน หรืออยากเขียนเลยชอบอ่าน เอาเป็นว่าได้ประโยชน์ทั้งคู่ครับ
๒) ผมมีสมาธิมากขึ้น ไม่ว่าจะไปประชุม อบรม สัมนา เพราะทุกครั้งต้องพยายามเก็บรายละเอียดต่างๆ เพื่อที่จพนำมาเล่า มาเขียน กลายเป็นว่าผมได้ประโยชน์จากการประชุม อบรม สัมนา เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมาก (เมื่อก่อนประมาณนี้ครับ เซ็นชื่อ กินเบรก รับเบี้ยเลี้ยง เข้าห้องพัก สังสรรค์ ตื่นสาย) จะว่าไปแม้แต่เหตุการณ์ทั่วไปผมยังต้องพยายามจดจำ เช่น ตอนเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ (ซึ่งเขียนไม่จบซะที เพราะไปจำรายละเอียดมากไป)

๓) เมื่อเขียนเองหรือให้ความเห็นคนอื่น บางครั้งหากเป็นเชิงวิชาการ ผมก็ต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมก่อนจะมาเขียนมาตอบ ก็ได้กับตัวเองอีก
 
ผมคิดว่ายังมีอีกหลายข้อครับ ที่ได้ประโยชน์จากการเขียน เช่น ได้ทบทวนภาษาไทย ได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องที่เคยบันทึกไว้ ในหนังสือ "กบเหลาดินสอ" ของคุณประภาส ชลศรานนท์ ที่ผมอ้างถึงว่ามีส่วนสร้างแรงบันดาลใจในการเขียนทั้ง ๒ ตอนที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นถึงเหตุผลที่ "ฝรั่ง" ชอบ "บันทึก" ว่า "ภาษาฝรั่ง (ผมว่าน่าจะหมายถึงภาษาอังกฤษ) ให้ความสำคัญกับเรื่องของ เวลา หรือ TENSE" "การให้ความสำคัญต่อเวลาอย่างมากของฝรั่ง ยังแสดงออกมาให้เห็นอีกพฤติกรรมหนึ่งนั่นคือ การบันทึก" ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับความเห็นนี้ คนไทยอาจไม่ค่อยสนใจเรื่องเวลาเท่าที่ควร (ไม่ต้องยกตัวอย่างนะครับ) เรื่องการบันทึกเลยไม่ค่อยอยู่ในนิสัยของเราเท่าไหร่ อีกประโยคหนึ่งของคุณประภาส ชลศรานนท์ ที่ผมขอนำมาปิดท้ายในตอนนี้ครับ
"การเรียนรู้เส้นทางของเมื่อวานจึงมีความสำคัญมากมายต่อการเดินทางในวันพรุ่งนี้"
ส่วนภาพนี้ "นักเขียนในอนาคตครับ"