ทั้งหมดที่เขียนมานี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวมุมหนึ่งเท่านั้นที่นำมาเล่าสู่กันอ่านเพื่อสะท้อนให้ทราบว่าขณะที่เราอยู่กันอย่างค่อนข้างสบายไม่ขัดสน ไปไหนมาไหนได้สะดวก อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม ก็ยังมีคนอีกหลายกลุ่มทั้งพระและฆราวาสที่ช่วยกันทำงาน ขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆโดยที่ภาระและหน้าที่ๆท่านเหล่านั้นได้ปฏิบัติต่อเนื่องมา มีความเหนื่อยยาก ลำบากทั้งกายและใจ........

ตรวจเยี่ยมพระธรรมจาริกภาคสนาม 6 : อาศรมพระธรรมจาริกบ้านห้วยนา ขุนยวม

  

ชมความงามของธรรมชาติระหว่างทาง

การเดินทางผ่านไปแล้ว 3 วัน วันนี้ตั้งแต่เช้ามืดออกจากอมก๋อย สู่แม่ลาน้อย และจากนี้จะไปเยี่ยมอาศรมสุดท้ายของปีนี้คือ อาศรมธรรมจาริกบ้านห้วยนา  ขุนยวม 

 

 ระหว่างเส้นทาง

 

 ส่วนมากจะใช้เวลาเดินกับการเดินทางเส้นทางการเดินทางไม่ลำบากมากนักเพียงแต่สูงไต่ไปเรื่อยๆ บางช่วงก็หักโค้งไต่ลงเรื่อยๆ มีให้ลุ้นตลอดทาง เพราะบางช่วงเราต้องเดินทางไปตามหุบเขาและเป็นเส้นทางที่ไม่ใช่ถนนลาดยาง  มีถนนที่เป็นฝุ่นและแคบไปตามไหล่เขา ช่วงไต่เขาไปขุนยวมเราเจอถนนที่มีหินคลุกยางมะตอยเล็กๆที่หล่นเรี่ยราดบนถนนตลอดระยะทางกว่า 2-3 km. ก็เตือนกันให้ระวังลื่นให้มาก

 

คณะตรวจเยี่ยมของพวกเราจะได้รับการต้องรับอย่างอบอุ่นเสมอ ได้สัมผัสถึงแววตาที่ซื่อๆ รอยยิ้มที่จริงใจ ของคนในหมู่บ้าน พวกเขาทั้งหญิงชายจะหัวเราะแบบมีความสุขแบบขวยอายในหลายๆครั้งเวลาเราถาม

  หนุ่มชาวเขา แบกลูกออกจากบ้านมาร่วมงาน

เส้นทางไปขุนยวม แวะเติมน้ำมัน พร้อมตั้งแถวใหม่เพราะเส้นทางจะไปนี้ต้องใช้รถตำรวจนำหน้าขบวน เลยมีทั้งหมด 14 คัน เส้นทางวกวนมาก แต่ป่าข้างทางสวย ไม่แห้งแล้งเหมือนทางลาน้อย  มาถึงอาศรมธรรมจาริกบ้านห้วยนา  ขุนยวม  เย็นพอดี 16.30 น.

มีชาวเขามายืนต้อนรับเด็กๆเยอะ รวมประมาณ 300 กว่าคน ส่วนมากเป็นกะเหรี่ยงขาว เขาบอกว่ามีประมาณ  200 หลังคาเรือน ตรงนี้ของมีเท่าไหร่แจกหมดไม่เหลือกลับ ไข่เค็ม เสื้อผ้า ผ้าห่ม กระเป๋าเด็กนักเรียน ยารักษาโรค

พระเทพสุธี (ท่านเจ้าคุณสงคราม ปธ.๙) เจ้าคณะภาค 16 แจกจนเหนื่อยเลยต้องนั่งแจก ๆๆๆ (ต้องมีผู้ช่วยมากหน่อยเพราะท่านอายุมากแล้ว)

พระวิเชียรกวี (ท่านเจ้าคุณพุ่ม) วัดปากน้ำ ท่านก็ แจกๆๆๆ ไม่อั้น

ส่วนท่านที่ยืนช่วยส่งของ นี่ท่านเป็นปธ.๙ รูปแรก ของลำปาง มีการแซวแสดงความยินดีกันทางวิทยุสื่อสารตลอดเส้นทาง (รูปบนก็จะเห็นหันหน้าตรง ถือของ ยิ้มปลื้ม แอบเห็นท่านๆควักเงินสด ให้เด็กๆด้วย เจ้าสัวตัวจริงมาเอง หุ  หุ)

แจกกันมากและนานก็หมดแรง หลังจากแจกจนเหนื่อยทั้งสองท่านเจ้าคุณ ก็มานั่งพักเอาแรงแบบนี้ ไว้ตั้งหลักต่ออีก

 

พระเทพกิตติเวที (ท่านเจ้าคุณฉ่ำ ปธ.๙) รองเจ้าคณะภาค 17 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ก็แจกๆๆ........ต่อ สุขใจทั้งผู้ให้ และผู้รับ ตลอดจนขาเชียร์อย่างเราๆ โยมๆ

ถวายผ้าป่าแด่พระธรรมจาริกจากอาศรมต่างๆแล้วก็แจกของชาวเขาที่มารอ

 

 ถวายผ้าป่าแด่พระธรรมจาริกจากอาศรมต่างๆ

เสร็จหมดก็แบ่งงานกัน บางกลุ่มเตรียมก่อกองไฟ ไล่ยุงแมลงและที่สำคัญคือ หนาว  บางกลุ่มก็กางเตนท์  งานนี้พระหนุ่มๆเท่านั้นที่จะนอนบริเวณลานหน้าเมรุ  หุ  หุ   พลขับทั้งหลายตามอัชฌาสัย (ส่วนมากกางเตนท์นอนบนถนนปูน) และนอนบนศาลา ได้ทานอาหารตอน 2 ทุ่มเศษ ด้วยความเมตตาของคุณครูประกิตตาและคณะนักศึกษากลุ่มชาวเขาจากแม่โจ้

 

อากาศเริ่มหนาวแล้ว แน่นอนน้ำที่นี่คือน้ำในตู้เย็นดีๆนี่เอง  ก็ตัวใครตัวมันไม่รู้ไม่ชี้  ส่วนมากคาดผิดเพราะคาดคิดกันว่าที่นี่ไม่หนาวมาก แต่ปรากฏว่าหนาวกว่าอมก๋อยมากๆๆๆ กลางดึกตื่นมือไปโดนเตนท์ตกใจ เตนท์ด้านในเปียกได้ ทั้งๆที่กางเตนท์ในศาลา ตื่นตี 5 ตามเคย ไม่รู้ใครคงอิจฉาคนนอนหลับ คงตื่นก่อนเลยกดแตรปลุกลั่นดอย หนาวจนไม่อยากออกนอกถุงนอน

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา 4 วันผ่านอย่างรวดเร็ว ก็ถ่ายรูปหมู เป็นหลักฐานตามระเบียบ (ไม่มี meepole ในรูปแน่นอน เพราะชอบถ่ายรูปมาก แต่ไม่ชอบถูกถ่าย )

รูปบนนี่รวมพลถ่ายตอนเย็น

ตอนเช้าก่อนเดินทางถ่ายอีกรอบ..ถ่ายรูปค่ะ

ออกเดินทางกลับ ผ่านอุทยานแห่งชาติแม่เงา เส้นทางสวยมากแคบ วกวน เหมือนกับขับรถในเกมส์คอมพิวเตอร์เลย โยกเยกๆ เจอทางซ่อมเป็นระยะๆ  ผ่านท่าสองยาง จังหวัดตาก  ผ่านแม่สลิดหลวง แวะวัดแม่สลิดหลวง ประมาณ 15 นาที ที่วัดกำลังสร้างวิหาร เลยได้ถวายปัจจัยร่วมสร้างวิหาร 

ผ่านด่านทหารที่ดูแลชายแดนหลายด่าน ก็เรียกหยุดตรวจ เลยเกิดความคิดว่าที่ท้ายรถยังมีบะหมี่สำเร็จรูปหลายสิบกระป๋อง และโจ๊กกระป๋อง ที่เตรียมไว้สำหรับพระเผื่อต้องเพลช่วงระหว่างทาง แล้วไม่มีร้านอาหาร บังเอิญโชคดีที่มี เลยไม่ต้องใช้ เมื่อหยุดตรวจที่ด่านตรวจด่านหนึ่งเลยมอบของกินเกือบทั้งหมดที่มีให้ทหารไป แล้วบอกเขาว่า

"ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยดูแลประเทศให้พวกเรา"  เลยตั้งใจกันว่าคราวหน้าจะเอาของมาฝากทหารเพิ่มอีก

แวะตลาดมูเซอ 20 นาที เป็นตลาดที่ผักผลไม้เยอะแยะจริงๆ น่าทานทั้งนั้น แต่ meepole ซื้อต้นไม้กลับมา ตอนแรกพระคุณเจ้าตั้งใจกันว่าจะค้างที่กรุงเทพก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้ามืดเดินทาง แต่ในที่สุดท่านๆก็ตัดสินใจกลับภาคใต้ ก็เลยเดินทางยาว 24  ชั่งโมงถึงบ้านเกือบตี 5 ของอีกวัน

   

 นี่เป็นต้นที่ซื้อมา (แต่ไม่ไช่ต้นนี้ เพราะที่ซื้อยังไม่มีดอก) แฮ่! ลืมชื่อไปแล้ว ต้องค้นอีก

การเดินทางครั้งนี้ได้เรียนรู้อะไรหลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับอะไรๆให้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ลำบากอะไร เพราะคนที่นั่นเขาก็อยู่กันได้มานานนม ขอให้ทานง่าย อยู่ง่ายและที่สำคัญคือ การอยู่ท่ามกลางผู้ที่มีศีล รักษาศีล  มีจิตที่เมตตา ทำให้อยู่เย็น เป็นสุขได้ในท่ามกลาง ไม่วุ่นวายเลย

ปีหน้าคณะสงฆ์ก็จะไปเยี่ยมพระธรรมจาริกในอาศรมอื่นๆเวียนกันไปเรื่อยๆเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและเป็นกำลังใจกันและกันอีก งานนี้ต้องยอมรับในความตั้งใจจริงของสามท่านเจ้าคุณ ที่ตั้งใจตระเตรียมสิ่งของ แผนการเดินทาง เส้นทางทุกอย่าง ตลอดจนคณะสงฆ์ภาค 16 ที่ช่วยกันเตรียมการ เตรียมงาน สิ่งของต่างๆ และพลขับที่ชำนาญการขับ ทำให้งานต่างๆลุล่วงด้วยดี

ทั้งหมดที่เขียนมานี้ (6 ตอน) เป็นเพียงเศษเสี้ยวมุมหนึ่งเท่านั้นที่นำมาเล่าสู่กันอ่าน แค่เพียงเรื่องการเดินทางของคณะสงฆ์จากหลายๆภาคส่วนมาร่วมด้วยช่วยกัน และเพื่อสะท้อนให้ทราบว่าขณะที่เราอยู่กันอย่างค่อนข้างสบายไม่ขัดสน ไปไหนมาไหนได้สะดวก อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม ก็ยังมีคนอีกหลายกลุ่มทั้งพระและฆราวาสที่ช่วยกันทำงาน ขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆโดยที่ภาระและหน้าที่ๆท่านเหล่านั้นได้ปฏิบัติต่อเนื่องมา มีความเหนื่อยยาก ลำบากทั้งกายและใจ จะต้องพยายามช่วยเป็นธุระให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น

นี่แหละคือสิ่งที่ เสียสละ และน่ายกย่องนับถือจริงๆ  ของพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา    (พระธรรมจาริก) ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่  ณ  ที่ห่างไกล