การทำดุษฎีนิพนธ์โดยใช้นวัตกรรมการสื่อสาร
สวัสดีครับชาวblog
ผมเปิด blog นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีให้ทุกท่านร่วมเเสดงความคิดเห็น หัวข้อวิทยานิพนธ์ของคุณภาวินี กิจอุดมสิน ลูกศิษย์ ป.เอก นวัตกรรมการสื่อสารที่ ม.เกริก ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
สวัสดีครับชาวblog
ผมเปิด blog นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีให้ทุกท่านร่วมเเสดงความคิดเห็น หัวข้อวิทยานิพนธ์ของคุณภาวินี กิจอุดมสิน ลูกศิษย์ ป.เอก นวัตกรรมการสื่อสารที่ ม.เกริก ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
คุณภาวินี เป็นข้าราชการที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารชาติ มีความมุ่งมั่นและความรู้ดีมาก หลังจากที่ได้เรียนกับผมก็เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ดูได้จากที่ส่งการบ้านผ่าน Blog
คุณภาวินี สนใจเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่อง Reputation
ผมเพิ่งอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่อง Reputation ที่เขียนโดย Marshall Goldsmith ชื่อว่า “Majo” ซึ่งพูดถึงเรื่อง Reputation ได้อย่างน่าสนใจว่า Reputation ไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แต่อยู่ที่คนอื่นมองและตีความหมายต่อตัวเราเป็นส่วนใหญ่ ถ้ามองในทางดีและเป็นเลิศ Reputation ของเราก็จะสูงขึ้น แต่ถ้ามองเป็นทางลบมองไม่ดี Reputation ของเราก็ลดลง
สิ่งแรกในการที่จะทำ Reputation เราต้องค้นหาแก่นตัวเราเองให้ได้ก่อนว่าคืออะไร
คุณภาวินี เลือกการทำวิทยานิพนธ์ที่เข้ากับการทำงานของตนเองธนาคารชาติ คือ เรื่อง Branding + Reputation โดยการใครส่วนมากมองธนาคารชาติในเรื่อง Branding + Reputation อย่างไร โดย
ผมเปิด blog นี้นอกจากจะให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาแล้ว ยังเป็นแนวทางการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ป.เอก ทั่วไปได้เรียนรู้วิธีการที่ดี เพื่อนำไปปรับใช้ในการเขียนวิทยานิพนธ์ได้ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ขอบคุณอ.จีระมาก ๆ คะ ที่เพิ่มช่องทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลในดุษฎีนิพนธ์ของดิฉัน
เรื่องนี้ทำให้ดิฉันนอนไม่หลับไปหลายต่อหลายคืน ว่า จะทำเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะว่า เราก็แค่บุคคลตัวเล็ก ๆ ในองค์กรที่ใหญ่ (ระดับชาติ) ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมาย หรือ มีความสามารถเพียงพอที่จะไปจูงใจผู้บริหารระดับสูง ๆ ให้เขามาสนใจเรื่องนี้ หาก at the end มีข้อเสนอแนะให้องค์กรนี้ ปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด กระบวนการทำงาน ฯลฯ หล่ะ ก็ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้อยู่ดี...
ทำให้ดิฉัน คิดแล้ว คิดอีก ... คิดหลาย ๆ มุม เป็นอันว่า... อาจจะเปลี่ยนหัวข้อ เป็นอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับองค์กรนี้ก็เป็นไปได้คะ
อาจจะเป็นเรื่อง SMEs ทางเลือก / การสร้าง Brand ในธุรกิจ SMEs / Model ธุรกิจบริการ สู่สตวรรตหน้า อะไรประมาณนี้ค่ะ... จะ OK หรือไม่คะ
ขอบคุณมากคะ
Tukta
เรียน ท่าน อ.จีระ ค่ะ
ข้าพเจ้าได้เข้ามาเรียนรู้ใน Blog ของท่านอาจารย์แล้วได้ประโยชน์มากค่ะ ชอบช่องทางนี้มากเลยค่ะ ทำให้นักศึกษาต่างสถาบันได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย ดีมาก ๆ ค่ะ ขณะนี้ข้าพเจ้ามีความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการค้าเสรีค่ะ แต่ยังไม่ทราบเลยว่าจะโฟกัสตรงไหนดี คิดวกไปวนมา หลายตลบ ก็ยังหาจุดที่จะทำไม่เจอค่ะ จึงอยากขอความอนุเคราะห์ท่านอาจารย์ ให้ข้อแนะนำ เพื่อจุดประกาย ทางความคิด สักนิดค่ะ
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ
วลัยพร
นศ.ป.เอก สาขาการพัฒนาองค์การและการจัดการสมรรถนะของมนุษย์ ม.บูรพา ค่ะ
เรียน อ.จีระฯ ครับ
กระผมเป็นนักศึกษา ป.โท รุ่น 4 ม.สวนสุนันทา ครับ และตอนนี้ กระผมมา ศึกษาต่อ ป.เอก รุ่น 8 ที่ ม.เกริก สาขาการสื่อสารการเมือง
กระผมมีความวิตกวังวลมาก และขอรบกวน อ.จีระฯ เกี่ยวกับ
1.เรื่อง ชื่อโครงการดุษฎีนิพนธ์ เพราะ จะมีเรื่องการสื่อสารการเมือง เข้าไปประกอบในการทำชื่อเรื่องและส่วนประกอบของเนื้อหาทั้งหมด กระผมรบกวน
2.เนื่อหา ตัวแม่ทฤษฎี เพราะไม่มี โปรแกรมสำเร็จ เพราะ ต้องมีภาพประกอบ
และ ได้เห็นรูป อ.จีระฯ ได้มาสัมนาที่ ม.เกริก บ่อยฯ คิดว่า คงเป็นโอกาสทองของกระผม
เรื่อง :
ของSMEs ไทย
คำถามในการวิจัย
วัตถุประสงค์
สมมุติฐานในการวิจัย
1) ผู้บริหาร SMEs ไม่มีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 หรือมีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 น้อยมาก
2) ผู้บริหาร SMEs ที่มีความแตกต่างกันด้านประชากรศาสตร์ (เพศ/ อายุ/ การศึกษา/ ตำแหน่งงาน) จะมีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่แตกต่างกัน
กรอบแนวคิด
ตัวแปรอิสระ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เพศ
อายุ
สถานภาพสมรส
ตำแหน่ง
ประเภท SMEs
จำนวนทุนจดทะเบียน
จำนวนคนงาน
ตัวแปรตาม
นวัตกรรมการสื่อสาร และการสร้างองค์ความรู้
(เนื้อหาการอบรม) + วิธีการอบรม + จัดทำ CD / DVD ให้ความรู้ + บริการข้อมูล Social Network ฯลฯ
ขอบเขตการวิจัย
1) สถานที่ : กรุงเทพและปริมณฑล (ได้แก่จังหวัด นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม)
2) เวลา : ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2554 – เดือนธันวาคม 2555
3) เนื้อหา : ศึกษาความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนปี 2558 / การรับรู้ และผลกระทบของประชาคมอาเซียนปี 2558
ที่มีต่อ SMEs ไทย / นวัตกรรมการสื่อสารในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ / การปรับตัวของ SMEs ไทยเพื่อความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 / นวัตกรรมการสื่อสาร
ในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ
4) ขอบเขตประชากร : ผู้บริหาร SMEs ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1) SMEs ไทย มีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 และรับรู้ว่าส่งผลกระทบกับ SMEs ไทยอย่างไร
2) SMEs ไทยสามารถปรับตัวได้ทันเหตุการณ์ และสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 ได้
3) นวัตกรรมการสื่อสารในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ
4) ได้รับการยอมรับจากองค์กรภายในประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ
5) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ SMEs ไทย
รูปแบบการวิจัย
ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการวิจัยโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) และระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ โดยเลือกตัวอย่างตามที่กำหนด และการศึกษาเชิงคุณภาพจะสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องภาครัฐ และผู้บริหาร SMEs ไทย
ขอบเขตการวิจัย
ประชากร
ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในการดำเนินการประชาคมอาเซียนในประเทศไทย จำนวน 20 คน จำแนกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 ผู้รับผิดชอบดำเนินการประชาคมอาเซียนในประเทศไทย
กลุ่มที่ 2 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านธุรกิจ SMEs ไทย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์
ระดับ 5 หมายถึง มากที่สุด
ระดับ 4 หมายถึง มาก
ระดับ 3 หมายถึง ปานกลาง
ระดับ 2 หมายถึง น้อย
ระดับ 1 หมายถึง น้อยที่สุด
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
ผู้วิจัยทำการทดสอบหาความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อถือได้ (Reliability) ของแบบสอบถามโดยมีวิธีการดังนี้
IOC คือ ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ หรือเนื้อหา (IOC : Index of item objective congruence) ปกติแล้วจะให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในการตรวจสอบ โดยให้เกณฑ์ในการตรวจพิจารณาข้อคำถามดังนี้
ให้คะแนน +1 ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์
ให้คะแนน 0 ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์
ให้คะแนน -1 ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์
แล้วนำผลคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่า IOC ตามสูตร
เกณฑ์
1. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 – 1.00 มีค่าความเที่ยงตรง ใช้ได้
2. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ต่ำกว่า 0.50 ต้องปรับปรุง ยังใช้ไม่ได้
ตัวอย่างเช่น ข้อคำถาม ข้อ 1 ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน แต่ละท่าน ให้คะแนนมา คือ +1 ทั้ง 3 ท่าน การหาค่า IOC คือ
1. หาผลรวมของคะแนนในข้อ 1 โดยการบวก 1+1+1 เท่ากับ 3 คะแนน
2. หารด้วยจำนวนผู้เชี่ยวชาญ คือ ผลรวมคะแนน/จำนวนผู้เชี่ยวชาญ เท่ากับ 3/3 = 1 แล้วนำผลไปเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จากผลแสดงว่า ข้อคำถามมีความเที่ยงตรงสูง นำไปใช้ได้ ส่วนข้ออื่น ๆ ก็ทำหลักการเดียวกันทั้งหมด
ในประเทศไทย ธุรกิจ SMEs เป็นส่วนประกอบหลักสำคัญ โดยธุรกิจ SMEs ในประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ การผลิต (production) การบริการ (service) และการค้า (Trading) สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)ได้เปิดเผยถึงตัวเลขในปี 2550 มีจำนวน ธุรกิจ SMEs ในประเทศไทยถึง 2,366,227 ซึ่งคิดเป็น 99.62% จากในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด
การเก็บรวบรวมข้อมูล
1) หน่วยงานภาครัฐ
1.1 กรมทะเบียนการค้า
1.2 กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์
1.3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
1.4 กรมโรงงานอุตสาหกรรม
1.5 สำนักงานคระกรรมการพัฒนารัฐวิสาหกิจ และสังคมแห่งชาติ
1.6 ธนาคารแห่งประเทศไทย
1.7 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
1.8 บรรษัทสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
1.9 บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อย (บอย.)
1.10 สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
1.11 ฯลฯ
2) หน่วยงานภาคเอกชน
2.1 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
2.2 หอการค้าไทย
2.3 แผนกสินเชื่อธนาคารพาณิชย์
2.4 สมาคมผู้ประกอบการ เช่น สมาคมแฟนไชน์ไทย, สมาคมผู้ค้าปลีก
SMEs ไทย ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
3) เอกสารทุกประเภท ซึ่งประกอบด้วยตำรา เอกสารทางวิชาการ สิ่งพิมพ์ หนังสือ บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์
1) เพื่อศึกษาการรับรู้แนวทางการให้ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนกับ SMEs ไทยในปัจจุบัน
2) เพื่อศึกษาการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับ SMEs ไทย
3) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการสื่อสาร เพื่อการพัฒนา SMEs ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558
ซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนดังนี้
และตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้อย่างครบถ้วน
ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ
หลังจากที่ได้ข้อมูลสำคัญมาจากระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อสร้างเป็นแนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทยแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการสังเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวและสร้างเป็นแบบสอบถามเพื่อใช้ในการตรวจสอบความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้แนวทางการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ อันประกอบด้วยประเด็นหลักๆดังนี้
1. ประชากร : ประชากรที่ทำการศึกษาในการวิจัยเชิงสำรวจซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ ได้แก่ SMEs ไทยในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เนื่องจาก SMEs ไทยส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวง และรอบบชานเมือง โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 1,000,000 ราย โดยผู้วิจัยจะทำการสอบถามSMEs ไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง : ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อตรวจสอบแนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทย ผู้วิจัยได้ใช้ประชากรที่เป็นSMEs ไทยในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 2,366,227 ราย เนื่องจากขนาดของประชากรที่มีมากกว่า 100,000 คน จึงได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้สูตรคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างของยามาเน่ (Yamane) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% หรือที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 โดยใช้สูตรในการคำนวณดังนี้
n = N
1 + N(e)
โดยที่ n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
N = ขนาดของประชากรกลุ่มเป้าหมาย
e = ขนาดความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่าง ในที่นี้ใช้ 0.05
n = 2,366,227
1 + 2,366,227(0.05)
= 399.97 หรือ 400
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงกำหนดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำไว้ที่ 400 คน
จากการคำนวณตามสูตรได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวนขั้นต่ำ 400 คน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% หรือที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 จากนั้นจึงคัดเลือกพื้นที่วิจัย สนามวิจับ และกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling)
- การกำหนดพื้นที่วิจัย โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ออกเป็น 3 พื้นที่ คือ พื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน พื้นที่กรุงเทพฯชั้นกลาง และพื้นที่กรุงเทพฯชั้นนอก
- การเลือกพื้นที่วิจัย โดยทำการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ใช้วิธีการจับสลาก (Lottery) ด้วยการนำรายชื่อของเขตในแต่ละพื้นที่ของกรุงเทพฯมาทำสลากใส่ภาชนะ แล้วทำการจับสลากขึ้นมาพื้นที่ละหนึ่งเขต จะได้พื้นที่วิจัยทั้งหมด 3 เขต
การวิเคราะห์ข้อมูล
หลังจากทำการเก็บรวบรวมข้อมูลครบถ้วน จึงนำข้อมูลที่ได้มาตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ ทำการให้คะแนนและลงรหัส (Coding) เพื่อความพร้อมในการประมวลข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ
ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) ด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency Distribution) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้การนำเสนอด้วยตาราง และพรรณนาข้อมูลดังกล่าว เพื่ออธิบายและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
1.1) ข้อมูลส่วนบุคคล ทำการแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ
1.2) ความคิดเห็นต่อแนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทย ทำการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
นิยามการปฏิบัติการ
นวัตกรรม หมายถึง
การสื่อสาร หมายถึง
การปรับตัวของธุรกิจ SMEs ไทย หมายถึง
ประชาคมอาเซียน หมายถึง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1) สามารถสังเคราะห์ได้แนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนาธุรกิจค้าปลีกวิถีไทย
2) สามารถปลูกจิตสำนึกให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของธุรกิจค้าปลีกวิถีไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมการค้าของไทยมาแต่ดั้งเดิม
3) สามารถพัฒนาต่อยอดให้ธุรกิจค้าปลีกวิถีไทยยืนหยัดต่อภาวการณ์แข่งขันของธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน
4) สามารถนำนวัตกรรมการสื่อสารรูปแบบใหม่มาประยุกต์กับธุรกิจค้าปลีกวิถีไทย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในงานวิจัย
- ทฤษฎีการสื่อสาร
- ทฤษฎีการรับรู้
- ทฤษฎีการเปิดรับข่าวสาร
- ทฤษฎีความพึงพอใจ
- ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค
- ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ
- ทฤษฎีเกี่ยวกับการรับรู้ (Perception Theory)
- ทฤษฎีเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
ทั้งหมดนี้ เป็น Research proposal พอจะไปวัดไปวากะเขาได้ไหมค่ะ
ขอบคุณมากคะ
Tukta