เรื่อง  : 

  • การประยุกต์นวัตกรรมการสื่อสาร เพื่อเตรียมความพร้อม SMEs ไทยสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558 (ASEAN Economic Community - AEC 2015)
  • นวัตกรรมการสื่อสารกับการปรับตัว SMEs ไทยสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558
  • การประยุกต์นวัตกรรมการสื่อสาร เพื่อสร้างองค์ความรู้และเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558
    ของSMEs ไทย

คำถามในการวิจัย 

  1. SMEs ไทยมีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 หรือไม่ อย่างไร
  2. ทำอย่างไรให้ SMEs ไทยรู้เรื่องประชาคมอาเซียน ปี 2558 
  3. SMEs ไทยจะปรับตัวอย่างไรให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อศึกษาว่า SMEs ไทยมีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ในระดับใด
  2. เพื่อศึกษาความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่มีผลกระทบต่อ SMEs ไทย
  3. เพื่อศึกษาขั้นตอน และวิธีการปรับตัวของ SMEs ไทยเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558
  4. เพื่อนำเสนอนวัตกรรมการสื่อสาร เพื่อสร้างองค์ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ให้กับ SMEs ไทย (ข้อเสนอแนะ)

สมมุติฐานในการวิจัย

1) ผู้บริหาร SMEs ไม่มีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 หรือมีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 น้อยมาก

2) ผู้บริหาร SMEs ที่มีความแตกต่างกันด้านประชากรศาสตร์ (เพศ/ อายุ/ การศึกษา/ ตำแหน่งงาน) จะมีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่แตกต่างกัน

กรอบแนวคิด

  • ตัวแปรต้น  :  ข้อมูลผู้ประกอบการ ได้แก่ เพศ / อายุ / สถานภาพสมรส / ตำแหน่งงาน / ประเภทของ SMEs / จำนวนทุนจะทะเบียน / จำนวนคนงาน
  • ตัวแปรตาม :  ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 / นวัตกรรมการสื่อสารในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ / การปรับตัวของ SMEs ไทยเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 

 ตัวแปรอิสระ                                             

ข้อมูลส่วนบุคคล

เพศ

อายุ

สถานภาพสมรส

ตำแหน่ง

ประเภท SMEs

จำนวนทุนจดทะเบียน

จำนวนคนงาน

 ตัวแปรตาม

นวัตกรรมการสื่อสาร และการสร้างองค์ความรู้

  • ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558
  • การปรับตัวของ SMEs ไทยเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558
  • นวัตกรรมการสื่อสารในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ  เช่น การฝึกอบรม
    (เนื้อหาการอบรม) + วิธีการอบรม + จัดทำ CD / DVD  ให้ความรู้ + บริการข้อมูล Social Network  ฯลฯ  

 ขอบเขตการวิจัย

1)      สถานที่ : กรุงเทพและปริมณฑล (ได้แก่จังหวัด นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม)

2)      เวลา : ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2554 – เดือนธันวาคม 2555

3)      เนื้อหา : ศึกษาความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนปี 2558 / การรับรู้ และผลกระทบของประชาคมอาเซียนปี 2558
ที่มีต่อ SMEs ไทย / นวัตกรรมการสื่อสารในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ / การปรับตัวของ SMEs ไทยเพื่อความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 / นวัตกรรมการสื่อสาร
ในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ

4)      ขอบเขตประชากร : ผู้บริหาร SMEs ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1)      SMEs ไทย มีความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 และรับรู้ว่าส่งผลกระทบกับ SMEs ไทยอย่างไร

2)      SMEs ไทยสามารถปรับตัวได้ทันเหตุการณ์ และสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 ได้

3)      นวัตกรรมการสื่อสารในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ

4)      ได้รับการยอมรับจากองค์กรภายในประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ

5)      สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ SMEs ไทย

 รูปแบบการวิจัย

          ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการวิจัยโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) และระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ โดยเลือกตัวอย่างตามที่กำหนด และการศึกษาเชิงคุณภาพจะสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องภาครัฐ และผู้บริหาร SMEs ไทย

ขอบเขตการวิจัย

ประชากร 

  1. ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยวิธีการให้ประชากรกลุ่มเป้าหมายกรอกแบบสอบถาม ซึ่งเป็นผู้บริหาร SMEs ไทยที่เลือกจากประชากร SMEs ไทยทั้งหมด ในเขต กทม. และปริมณฑล จำนวน 200 คน
  2. ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants)
    ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในการดำเนินการประชาคมอาเซียนในประเทศไทย จำนวน 20 คน จำแนกเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 ผู้รับผิดชอบดำเนินการประชาคมอาเซียนในประเทศไทย

กลุ่มที่ 2 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านธุรกิจ SMEs ไทย

 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

    เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์

  1. แบบสอบถาม (Questionnaire Sheet) ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วน
  • ส่วนที่ 1 เป็นคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 7 ข้อ มีลักษณะเป็นคำถามแบบมีคำตอบให้เลือกหลายคำตอบ (Multiple Choice) ซึ่งประกอบด้วย เพศ, อายุ, สถานภาพสมรส, ตำแหน่ง, ประเภท SMEs, จำนวนทุนจดทะเบียน และจำนวนคนงาน
  • ส่วนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวประชาคมอาเซียนปี 2558, การปรับตัวของ SMEs ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558, นวัตกรรมการสื่อสารในการนำเสนอความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ SMEs ไทยต้องการ โดยในแบบสอบถาม มีมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ของ Likert (Method of Summates Rating the Likert Scale) (ศิริวรรณ เสรีรัตน์. 2541 : 166)

ระดับ 5          หมายถึง         มากที่สุด

ระดับ 4          หมายถึง         มาก

ระดับ 3          หมายถึง         ปานกลาง

ระดับ 2          หมายถึง         น้อย

ระดับ 1          หมายถึง         น้อยที่สุด

  • ส่วนที่ 3 เป็นคำถามเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการศึกษาความรู้เกี่ยวประชาคมอาเซียนปี 2558 เป็นลักษณะคำถามปลายเปิด
  1. แบบสัมภาษณ์ (Interview Sheet) เป็นแบบสำหรับการสัมภาษณ์โดยตรง (Directive) เพื่อการเก็บรวบรวมความคิดเห็น ข้อคิด ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับธุรกิจความรู้ การปรับตัวเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในทัศนะของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ สำหรับใช้ประกอบการวิเคราะห์อ้างอิงในรายงานการวิจัย
  • ส่วนที่ 1 เป็นคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม
  • ส่วนที่ 2 เป็นแนวคำถามในการสัมภาษณ์

การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ

      ผู้วิจัยทำการทดสอบหาความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อถือได้ (Reliability) ของแบบสอบถามโดยมีวิธีการดังนี้

  1. การหาความเที่ยงตรง (Validity) โดยนำเสนอแบบสอบถามต่อกรรมการที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ เพื่อช่วยตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และนำสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญดูความถูกต้องเหมาะสมของภาษาที่ใช้ แล้วนำไปไปคำนวณค่า IOC ซึ่งมีค่าระหว่าง 0.8 -1.0 และนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถาม
  2. การหาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยนำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดสอบ (Pre-test) โดยการทดลองใช้ (Try-out) แบบสอบถามกับผู้บริหาร SMEs  จำนวน ..... ชุด (…%) เพื่อหาข้อบกพร่อง หรือข้อผิดพลาดในแบบสอบถาม
    IOC คือ ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ หรือเนื้อหา (IOC : Index of item objective congruence) ปกติแล้วจะให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในการตรวจสอบ โดยให้เกณฑ์ในการตรวจพิจารณาข้อคำถามดังนี้

  ให้คะแนน +1 ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์

  ให้คะแนน  0 ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์

  ให้คะแนน -1 ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์

แล้วนำผลคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่า IOC ตามสูตร

เกณฑ์

1. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 – 1.00 มีค่าความเที่ยงตรง ใช้ได้
2. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ต่ำกว่า 0.50 ต้องปรับปรุง ยังใช้ไม่ได้

ตัวอย่างเช่น ข้อคำถาม ข้อ 1 ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน แต่ละท่าน ให้คะแนนมา คือ +1 ทั้ง 3 ท่าน การหาค่า IOC คือ
          1. หาผลรวมของคะแนนในข้อ 1 โดยการบวก  1+1+1 เท่ากับ 3 คะแนน
          2. หารด้วยจำนวนผู้เชี่ยวชาญ คือ ผลรวมคะแนน/จำนวนผู้เชี่ยวชาญ เท่ากับ 3/3 = 1 แล้วนำผลไปเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จากผลแสดงว่า ข้อคำถามมีความเที่ยงตรงสูง นำไปใช้ได้ ส่วนข้ออื่น ๆ ก็ทำหลักการเดียวกันทั้งหมด

ในประเทศไทย ธุรกิจ SMEs เป็นส่วนประกอบหลักสำคัญ โดยธุรกิจ SMEs ในประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ การผลิต (production) การบริการ (service) และการค้า (Trading) สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)ได้เปิดเผยถึงตัวเลขในปี 2550 มีจำนวน ธุรกิจ SMEs ในประเทศไทยถึง 2,366,227 ซึ่งคิดเป็น 99.62% จากในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด

การเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Source) เกี่ยวกับความเป็นมา และบทบาทสำคัญของ SMEs และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

1)            หน่วยงานภาครัฐ

1.1  กรมทะเบียนการค้า

1.2  กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์

1.3  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

1.4  กรมโรงงานอุตสาหกรรม

1.5  สำนักงานคระกรรมการพัฒนารัฐวิสาหกิจ และสังคมแห่งชาติ

1.6  ธนาคารแห่งประเทศไทย

1.7  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

1.8  บรรษัทสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

1.9  บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อย (บอย.)

1.10          สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

1.11          ฯลฯ

2)            หน่วยงานภาคเอกชน

2.1   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2.2   หอการค้าไทย

2.3   แผนกสินเชื่อธนาคารพาณิชย์

2.4   สมาคมผู้ประกอบการ เช่น สมาคมแฟนไชน์ไทย, สมาคมผู้ค้าปลีก

  1. การสัมภาษณ์พิเศษกับหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน โดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ในระดับต่าง ๆ ที่รับผิดชอบด้านการทำงานส่งเสริมสนับสนุนให้ความรู้กับธุรกิจ SME ดังกล่าว
  2. การรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร SMEs ไทย ในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ โดยใช้แบบสอบถาม กับผู้ประกอบการ
    SMEs ไทย ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

3)   เอกสารทุกประเภท ซึ่งประกอบด้วยตำรา เอกสารทางวิชาการ สิ่งพิมพ์ หนังสือ บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 การวิเคราะห์ข้อมูล

 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์

1) เพื่อศึกษาการรับรู้แนวทางการให้ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนกับ SMEs ไทยในปัจจุบัน

2) เพื่อศึกษาการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับ SMEs ไทย

3) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการสื่อสาร เพื่อการพัฒนา SMEs ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558
ซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • a) รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในแต่ละกลุ่ม
  • b) ตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล ประเมินคุณภาพของข้อมูลว่า อยู่ในระดับที่จะนำมาวิเคราะห์
    และตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้อย่างครบถ้วน
  • c) นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ตามกรอบทฤษฎีเพื่อสร้างแนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทย

ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ

หลังจากที่ได้ข้อมูลสำคัญมาจากระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อสร้างเป็นแนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทยแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการสังเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวและสร้างเป็นแบบสอบถามเพื่อใช้ในการตรวจสอบความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้แนวทางการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ อันประกอบด้วยประเด็นหลักๆดังนี้

1. ประชากร : ประชากรที่ทำการศึกษาในการวิจัยเชิงสำรวจซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ ได้แก่ SMEs ไทยในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เนื่องจาก SMEs ไทยส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวง และรอบบชานเมือง โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 1,000,000 ราย โดยผู้วิจัยจะทำการสอบถามSMEs ไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง

 2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง : ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อตรวจสอบแนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทย ผู้วิจัยได้ใช้ประชากรที่เป็นSMEs ไทยในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น  2,366,227 ราย เนื่องจากขนาดของประชากรที่มีมากกว่า 100,000 คน จึงได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้สูตรคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างของยามาเน่ (Yamane) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% หรือที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 โดยใช้สูตรในการคำนวณดังนี้

              n         =              N

                                  1     +    N(e)

 โดยที่    n  =  ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง

            N  =  ขนาดของประชากรกลุ่มเป้าหมาย

            e   =  ขนาดความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่าง ในที่นี้ใช้ 0.05       

             n           =        2,366,227

                                1   +   2,366,227(0.05)

                          =          399.97   หรือ  400

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงกำหนดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำไว้ที่ 400 คน

          จากการคำนวณตามสูตรได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวนขั้นต่ำ 400 คน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% หรือที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 จากนั้นจึงคัดเลือกพื้นที่วิจัย สนามวิจับ และกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling)

-             การกำหนดพื้นที่วิจัย โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ออกเป็น 3 พื้นที่ คือ พื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน พื้นที่กรุงเทพฯชั้นกลาง และพื้นที่กรุงเทพฯชั้นนอก

-             การเลือกพื้นที่วิจัย โดยทำการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ใช้วิธีการจับสลาก (Lottery) ด้วยการนำรายชื่อของเขตในแต่ละพื้นที่ของกรุงเทพฯมาทำสลากใส่ภาชนะ แล้วทำการจับสลากขึ้นมาพื้นที่ละหนึ่งเขต จะได้พื้นที่วิจัยทั้งหมด 3 เขต

การวิเคราะห์ข้อมูล

หลังจากทำการเก็บรวบรวมข้อมูลครบถ้วน จึงนำข้อมูลที่ได้มาตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ ทำการให้คะแนนและลงรหัส (Coding) เพื่อความพร้อมในการประมวลข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ

ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) ด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency Distribution) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้การนำเสนอด้วยตาราง และพรรณนาข้อมูลดังกล่าว เพื่ออธิบายและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

1.1) ข้อมูลส่วนบุคคล ทำการแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ

1.2) ความคิดเห็นต่อแนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนา SMEs ไทย ทำการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

นิยามการปฏิบัติการ

นวัตกรรม หมายถึง

การสื่อสาร หมายถึง

การปรับตัวของธุรกิจ SMEs ไทย หมายถึง

ประชาคมอาเซียน  หมายถึง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1)      สามารถสังเคราะห์ได้แนวทางการใช้นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนาธุรกิจค้าปลีกวิถีไทย

2)      สามารถปลูกจิตสำนึกให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของธุรกิจค้าปลีกวิถีไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมการค้าของไทยมาแต่ดั้งเดิม

3)      สามารถพัฒนาต่อยอดให้ธุรกิจค้าปลีกวิถีไทยยืนหยัดต่อภาวการณ์แข่งขันของธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน

4)      สามารถนำนวัตกรรมการสื่อสารรูปแบบใหม่มาประยุกต์กับธุรกิจค้าปลีกวิถีไทย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ

แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในงานวิจัย

- ทฤษฎีการสื่อสาร

- ทฤษฎีการรับรู้

- ทฤษฎีการเปิดรับข่าวสาร

- ทฤษฎีความพึงพอใจ      

- ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค      

- ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ

- ทฤษฎีเกี่ยวกับการรับรู้ (Perception Theory)

- ทฤษฎีเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์

ทั้งหมดนี้ เป็น Research proposal พอจะไปวัดไปวากะเขาได้ไหมค่ะ

ขอบคุณมากคะ

Tukta