ข้อที่ห่วงเรื่องเชื้อโรคสะสมในพื้นที่ตรงนี้ก็ต้องไม่อยู่เฉยๆ รู้แหล่งความชื้นแล้วนี่นา เอาละชวนเจ้าหน้าที่จัดการกับแหล่งความชื้นใกล้ตัวที่ตัวเองผลิตเองก่อนดีกว่า

ทบทวนกันก็ได้ข้อมูลเพิ่มมาว่า ในช่วงเวลาของวันบันทึกทิศทางลมไว้แล้วพบลมไม่พัดตรงจุดที่คนไข้วัณโรคนอนอยู่ในวันนั้นๆ มีฝนตกในช่วงเวลาใกล้ๆกับที่ได้บันทึกอุณหภูมิมาให้

ได้ข้อมูลเพิ่มมาอีกหน่อยอย่างนี้ก็ต้องไป สังเกตต่อว่าตรงนี้จะมีความชื้นสูงเกือบ ๑๐๐% ในช่วงเวลาฝนตกหรือเปล่า เวลาอื่นๆความชื้นเป็นอย่างไร ก่อนที่จะไปจัดการต่อเรื่องทิศทางที่จะจัดการเติมลม-ดูดลมด้วยพัดลมดูด อากาศ  อืม เรื่องราวซับซ้อนจนทำให้รู้สึกยังไงๆ

เอาน่าบอกตัวเองให้ใจเย็นๆ  เรื่องนี้เป็นมานานแล้ว เรื่องที่สะสมมานาน จะสะสางให้ได้เร็วเป็นไปไม่ได้หรอก ให้เวลาหน่อยกับการเรียนรู้เพื่อการจัดการที่ลงตัว ทำอะไรที่ดีกว่าได้โดยไม่เสียหายกว่าเดิมก็ทำไปก่อนละกัน

เตือนตัวเองแล้วก็กลับไปดูอีกทีตรงจุดที่เป็นที่พักผ่อนของเจ้าหน้าที่ช่วงพัก  ไปพบว่าบริเวณนั้นมีแหล่งเติมความชื้นภายในตึกอยู่ใกล้ๆด้วย ห้องหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ประตูเข้าออกตรงกันพอดีกับห้องนี้  เป็นห้องที่ใช้ล้างเครื่องมือ ตากเครื่องมือ

ดูทิศลมเข้าออกของห้องล้างเครื่องมือแล้วลมนิ่งเหมือนกัน ในห้องมีพัดลมติดผนังแบบส่ายอยู่ตัวหนึ่ง เวลาพัดลมเปิดลมจะพัดวนอยู่ในห้องบ้าง เป่าออกจากห้องบ้างแต่ไม่แรง  เวลาลมเป่าออกมีลมไหลเข้าในห้องพักเจ้าหน้าที่บ้างถ้าประตูเปิดแต่เบา ทิศทางของริบบิ้นที่อยู่หน้าห้องพักเจ้าหน้าที่แค่ส่ายเบาๆแบบหมุนวน  เห็นแล้วก็อึ้งไปเลย จุดนี้เป็นอีกจุดหนึ่งนะนี่ที่เจ้าหน้าที่เขาเสี่ยงกับเชื้อโรคกว่าที่อื่นๆ

บางเวลาของจุดหน้าห้องเจ้าหน้าที่ที่ลมนิ่งก็มีลมจากในอ้อมตัวแอลผ่านโชยมา ทิศของริบบิ้นที่ติดไว้ตรงประตูออกของตึกพริ้วออกนอกตึก เรื่องอย่างนี้จะเกิดใกล้บ่าย ซึ่งประตูห้องล้างเครื่องมือจะเปิดอ้าอยู่ มีพัดลมเปิดค้างไว้ ประตูห้องของเจ้าหน้าที่ปิดสนิท  ส่วนเวลาที่ลมนิ่งจะเกิดในช่วงบ่ายสามโมง

เอาละซิ ที่รับคำแนะมาให้เรียนรู้เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอากาศด้วย มีหลายช่องลมเข้า-ออกมาเกี่ยวข้องอย่างนี้ มีความต่างของการไหลของลมจะดูต่อยังไงละนี่

ตัดสินใจเหมือนอีกจุด ดูไปก่อน เรียนรู้ไปก่อน ที่เคยคิดว่าน่าจะจัดการปัญหาด้วยพัดลมดูดอากาศก็ต้องหยุดความคิดไว้ก่อนอีกแหละ ค่อยว่ากันต่อเมื่อเข้าใจพื้นที่ดีกว่านี้ละกัน

กลับไปดูเรื่องความชื้นเจ้าปัญหาดูหน่อยทำอะไรได้ก่อนบ้าง  มีคนเขาแนะนำไว้ว่า “การแก้ปัญหาอันเกี่ยวเนื่องจากความชื้น มีสภาวะที่เกี่ยวกับการแก้ไขอย่างน้อย ๔ สภาวะด้วยกันที่ควรใคร่ครวญ  ได้แก่ แหล่งความชื้น  เส้นทางเคลื่อนที่ของความชื้น  แรงขับในการเคลื่อนที่ของความชื้น  และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไวต่อความเสียหายจากความชื้น”

ข้อที่ห่วงเรื่องเชื้อโรคสะสมในพื้นที่ตรงนี้ก็ต้องไม่อยู่เฉยๆ รู้แหล่งความชื้นแล้วนี่นา เอาละชวนเจ้าหน้าที่จัดการกับแหล่งความชื้นใกล้ตัวที่ตัวเองผลิตเองก่อนดีกว่า

จึงชี้แนะไปว่าให้ช่วยกันดูแลตัวเองเท่าที่ลงมือทำกันได้ด้วยการนำหลักการของ๕ส. เข้ามาใช้กับพื้นที่ใช้สอยในห้องล้างเครื่องมือของเขาและพื้นที่ที่พวกเขาและคนไข้ครองไว้ใช้สอย

ให้จัดการความเปียกให้แห้งให้เร็วที่สุด ใช้น้ำเท่าที่จำเป็นต้องใช้ล้างสิ่งของ  เพิ่มคุณภาพการจัดการความสะอาดกับความแห้งของพื้นตึก และเพิ่มความเข้มข้นของการจัดการกับอณูฝุ่นที่เกาะเกี่ยวอยู่กับวัตถุแขวนลอยอยู่ในตึกเพื่อลดการเป็นที่เกาะของไอน้ำ จัดการพื้นเปียกของห้องน้ำที่อยู่ตรงนอกอ้อมกอดตัวแอลให้แห้งให้ได้มากที่สุด นานที่สุดไปก่อน

ระหว่างรอตัดสินใจเรื่องลมก็ให้ลูกน้องในฝ่ายไปค้นหาคำตอบว่ามีอณูของก๊าซเรือนกระจกรอบๆตึกอยู่หรือเปล่าที่สามารถเป็นปัญหาซ้อนเข้ามาหนุนเสริมให้ความชื้นคงอยู่นานและสะสมอยู่

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ลองให้ลูกน้องเก็บน้ำที่ขังใต้ตึกไปตรวจแล้วพบว่าน้ำตรงนี้เป็นน้ำเสียปน น้ำดี คุณภาพของน้ำที่ตรวจได้มีอ๊อกซิเจนพอให้ปลาอยู่ได้ มีความเป็นกรด-ด่างที่รับได้สำหรับน้ำเสีย แต่มีกลิ่นโชยขึ้นมาบางจุด มีความเปลี่ยนไปของจำนวนประชากรปลาที่นำมาปล่อยไว้

ปลาที่เคยมีอยู่เยอะลดน้อยหายไป บางจุดก็ไม่พบปลาที่เคยว่ายเวียนวนมาให้เห็น ปลาที่ว่านี้คือปลาหางนกยูง ปล่อยไว้เพื่อให้ช่วยจัดการลูกน้ำยุงที่อาจจะมาเติบโตอยู่ในน้ำใต้ตึกตรงนี้ ปรากฏการณ์นี้เตือนให้เอะใจเรื่องภาวะก๊าซเรือนกระจกที่อยู่อาจจะอยู่เหนือ น้ำตรงนี้ขึ้นมา เรียนรู้กับมันหน่อยก็ดี