ชีวิตทุกคนที่เกิดมาย่อมอาศัยอยู่ในบ้านหรือสถานที่อาศัยที่เรียกชื่ออื่น บ้านเป็นสถานที่แห่งแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเป็นแหล่งที่ให้ความรู้ของบุคคลสืบเนื่องต่อไปทุกช่วงอายุตลอดชีวิต เมื่อชีวิตของบุคคลเริ่มขึ้นเขาจะเรียนรู้จากพ่อแม่ ต่อมาเขาก็เรียนรู้จากบุคคลอื่นภายในบ้านและจากสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ตลอดจนทักษะการประกอบอาชีพ กล่าวได้ว่า บ้านเป็นสถาบันทางสังคมหน่วยแรกที่ให้การศึกษาแก่บุคคล
หน่วยของสังคมที่มีขอบเขตกว้างออกไป คือ ชุมชน ชุมชนเป็นแหล่งที่ให้ความรู้แก่บุคคลในช่วงต้นของชีวิตถัดมาจากบ้าน เด็กจะเรียนรู้จากกลุ่มเพื่อน จากเพื่อนบ้าน จากกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่บุคคลกำลังศึกษาในโรงเรียนหรือจบจากโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาไปแล้ว
สถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษาเป็นเพียงแหล่งการเรียนรู้ส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ลำพังสถานศึกษาหรือสถาบันทางการศึกษาไม่อาจทำให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิต แต่ต้องอาศัยแหล่งเรียนรู้อื่นๆประกอบ ในชุมชนมีแหล่งเรียนรู้ที่สามารถให้ความรู้แก่บุคคลมากมายหลายแห่ง เช่น หน่วยงานของรัฐ สถานประกอบการ หน่วยงานเอกชน สถาบันทางศาสนา สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด เป็นต้น ดังนั้น สถานศึกษาหรือสถาบันทางการศึกษาต่างๆ จะแยกตัวจัดการศึกษาตามลำพังไม่ได้ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้หลักการไว้ว่า การศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์โดยปราศจากการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ทั้งแหล่งเรียนรู้ สถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษาและประชาชนในชุมชน ดังนั้น หน่วยงาน สถาบัน องค์กร แหล่งเรียนรู้ต่างๆ และทุกกลุ่มในชุมชนควรมีบทบาทหรือร่วมมือประสานสัมพันธ์กันให้มุ่งไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการจัดการศึกษาให้ได้ นั้นคือ พัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคน “ดี เก่งและมีความสุข”
การศึกษาตลอดชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเป้าหมายสูงสุดของการจัดการศึกษาของไทย และดังที่ได้กล่าวข้างต้น การจัดการศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จะต้องบรรจุเนื้อหาความรู้แก่ผู้เรียนในกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. เนื้อหาพื้นฐานที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต ได้แก่ การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณเบื้องต้นความรู้เกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นทักษะในการดำเนินชีวิต หรือ “ทักษะวิชาชีวิต”
2. ความรู้และทักษะที่เกี่ยวกับอาชีพต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้และทักษะที่เป็นพื้นฐานสำหรับการประกอบอาชีพ หรือ “ทักษะวิชาชีพ”
3. ความรู้ข่าวสารทั่วๆไป เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ทันต่อเหตุการณ์ ได้ทราบข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพและพัฒนาชุมชน
4. เนื้อหาที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาที่พบในการดำเนินชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้แก้ปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญในการดำเนินชีวิตหรือเหตุการณ์ต่างๆ เป็นลักษณะการเรียนรู้ของปัญหา
5. ความรู้และทักษะที่เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ เช่น ความรู้และทักษะทางด้านภาษาเพื่อที่จะสามารถแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รู้จักเลือกรับความรู้ รู้จักกลั่นกรองเลือกสรรข้อมูลที่เป็นความรู้และได้ประโยชน์อย่างมีคุณค่า หรือ “ทักษะวิชาการ”
ดังนั้น ไม่ว่าใครจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น การเรียนที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ใช่เกิดขึ้นจากตำราหรือแบบเรียนหรือจากครูอาจารย์ที่เป็นผู้สอนโดยตรงเท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือสถานที่ต่างๆอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ฉะนั้น ในชีวิตจริงถ้าเราสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ได้มากเท่าใด บุคคลคนนั้นก็สามารถนำมาใช้ในชีวิตและสามารถพัฒนาชีวิตของตนได้มากขึ้นเท่านั้น ตลอดจนพัฒนาครอบครัว สังคมและประเทศชาติได้ให้มีความเจริญสืบต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
สวัสดีครับ