เมื่อพูดถึง “ความดี” ย่อมหมายถึงกรอบหรือแนวทางประพฤติปฏิบัติของคนในสังคมโดยมีคุณธรรมจริยธรรม วัฒนธรรม คำสอนของศาสนาตลอดจนกฎหมายในสังคมนั้นเป็นพื้นฐานหรือเป็นหลักยึด

            เมื่อพูดถึง “ความดี” ย่อมหมายถึงกรอบหรือแนวทางประพฤติปฏิบัติของคนในสังคมโดยมีคุณธรรมจริยธรรม วัฒนธรรม คำสอนของศาสนาตลอดจนกฎหมายในสังคมนั้นเป็นพื้นฐานหรือเป็นหลักยึด และเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาย่อมมีความใฝ่ดีและต้องการเป็นคนดี แต่บางครั้งเหตุการณ์หรือความจำเป็นของบุคคลนั้นๆ ทำให้ไม่สามารถประพฤติปฏิบัติตามได้ในบางครั้งบางเหตุการณ์ และเชื่อว่าไม่มีใครที่ปฏิเสธความดีหรือความมีคุณค่าของหลักการปฏิบัติที่ดีอย่างแน่นอน เช่น ทุกคนมีความเห็นว่า ศีล 5 ข้อ ดีทุกข้อ หากปฏิบัติแล้วจะนำความเจริญมาสู่ตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติอย่างแน่นอน คนทำความดีย่อมมีจิตใจดีและมีความสบายใจที่ได้ทำดี ส่วนคนที่ทำไม่ดีจะส่งผลให้คนๆ นั้นมีความกังวลใจหรือไม่สบายใจที่ประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น ดังที่หลายท่านเปรียบเปรยว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ”

             หลายท่านเชื่อว่าพื้นฐานแห่งการทำความดีมาจาก 3 ประการ คือ

1. ทำความดีเพราะกลัว เป็นขั้นต่ำสุด สาเหตุแห่งทำความดีในขั้นนี้เพราะเกิดจากความกลัวเช่น กลัวตกนรกจึงไม่กล้าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นต้น หากเราพิจารณาจากการทำความดีในขั้นนี้ ผู้กระทำหรือไม่กระทำมูลเหตุเกิดจากการกลัวของตัวเองว่าจะไม่ได้ขึ้นสวรรค์เมื่อตายไป

2. ทำความดีเพราะอยาก  เป็นขั้นของการทำความดีสูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เหตุผลแห่งการทำความดีในขั้นนี้ก็เพราะมีความอยากของตนเองเป็นตัวตั้ง เช่น เยาวชนที่บวชเป็นพระสงฆ์ตามประเพณีของศาสนาพุทธ เพราะอยากได้สิ่งตอบแทนจากพ่อแม่ตามเงื่อนไขที่ให้ไว้ต่อกัน ไม่ได้บวชเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดาหรือผู้ที่มีพระคุณ

3. ทำความดีเพราะใจตนเอง  เป็นขั้นสูงสุดแห่งการทำความดี โดยผู้ทำมิได้นึกถึงผลตอบแทนที่มาสู่ตนเองเป็นตัวตั้ง เพียงแต่คิดว่าทำความดีแล้วตนเองสบายใจ ผู้อื่นสบายใจและสังคมมีความสงบสุข การทำความดีในขั้นนี้จึงเป็นการทำเพื่อบุคคลอื่นและสังคมเป็นสำคัญ ดังนั้น บุคคลในประเภทนี้สามารถทำความดีทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่นได้อย่างสบายใจ เช่น คนขับแท็กซี่เก็บกระเป๋าเงินของผู้โดยสารและส่งคืนให้เจ้าของ เพราะคิดว่าเงินในกระเป๋าไม่ใช่ของเขา และหากเจ้าของได้รับสิ่งนี้คืน เขาและเจ้าของก็มีความสบายใจ และสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทั่วไป

            ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ยังคงสอนให้เด็กและเยาวชนทำความดีก็เพียง “กลัว” และ “อยาก” จึงไม่อาจซึมซับเข้าสู่จิตใจของเขาเหล่านั้นได้อย่างซาบซึ้งแห่งผลของการทำความดี หากทำความดีแล้วสามารถสนองต่อบุคคลอื่นๆและสังคมในทางที่ดีในวงกว้างย่อมเป็นเหตุผลที่ดีและน่าปฏิบัติตาม สังคมในปัจจุบันเหตุผลที่แท้จริงของการทำความดีแผ่วลง เพราะคนในสังคมมีความเห็นแก่ตัว คนที่ทำความดีถูกตราหน้าว่าเป็นคนโง่ ส่วนคนที่ทำความไม่ดีถูกมองว่าเป็นคนฉลาดด้วยการเอาเปรียบคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงเกิดความคิดในคนที่ยังนิยมทำความดีว่า “ความดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องแอบทำ” บางคนไม่กล้าทำความดีต่อหน้าคนอื่นเพราะอายที่คนอื่นจะมองว่าทำดีเพื่อประโยชน์ตัวเอง อย่างไรก็ตามการปลูกฝังในการทำความดีที่มีเหตุผลเพื่อสังคมต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็ก เพราะเขาบอกว่าเด็กเล็กเปรียบเสมือนผ้าขาวหากเอาสีอะไรไปเติมแต้มผ้าก็จะเป็นสีนั้น แต่ในทางความเป็นจริงเด็กที่ก่อนที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะส่งเข้าเรียนในระดับเด็กเล็กหรือระดับอนุบาลไม่ค่อยได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนเขาเหล่านั้นในเรื่องของการกระทำความดีเพื่อคนอื่นและสังคม แต่อาจมีความคิดว่าเมื่อเด็กเข้าเรียนก็เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องอบรมสั่งสอนเอง จึงยกภาระนี้ให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือสถานที่ดูแลเด็ก ความคิดเช่นนี้อาจจะสายเกินไปสำหรับเด็กบางคน เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองละเลยในการสอนบุตรหลานตนเองในระหว่างที่ยังไม่เข้าเรียน จึงเป็นช่วงเวลาที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เมื่อเด็กเริ่มเข้าเรียนอาจจะเป็นการยากที่จะปรับเปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้นได้  นักจิตวิทยาหรือนักการศึกษาจึงบอกว่าช่วงตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ เป็นวัยที่ต้องเริ่มปลูกฝังพฤติกรรมแห่งความดีในเด็ก ปัจจุบันนี้เขาเชื่อว่าต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์ บางครอบครัวก็เริ่มปฏิบัติสิ่งเหล่านี้กับเด็กแล้วเพื่อให้บุตรหลานของตนเป็นคนดีและเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของครอบครัว สังคมและประเทศชาติ

สวัสดีครับ