การให้ทานกับการทำบุญ.....
ทำบุญให้ทาน
พระมหาพิน
มีลูกศิษย์หลายต่อหลายคนเข้าใจคำว่า “ทำบุญ-ทำทาน” ผิดไป คือผิดไปจากความหมายเดิม เช่น มาถวายสังฆทานกับพระอาจารย์เรียกว่า “มาทำบุญ” แต่พอไปแจกของให้กับคนยากจนกลับเรียกว่า “ไปให้ทาน” ประจวบกับมีสุภาพสตรีผู้หนึ่งมาถามว่า “ทำบุญ กับ ทำทาน ต่างกันอย่างไรคะ ?” ก็เลยขอใช้ไตรรัตน์ชี้แจงทำความเข้าใจเสียเลย ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจคำว่า “บุญ” และ “ทาน” ก่อน เมื่อเข้าใจคำ ๒ คำนี้ดีแล้ว จึงนำมาเปรียบเทียบกัน นิยามของคำว่า “บุญ” ก็คือ การทำให้จิตสะอาดขึ้น ดีขึ้น ประณีตขึ้น เรียกว่า “บุญ” “อตฺตโน สนฺตานํ ปุนาติ โสเธตีติ ปุญฺญํ แปลว่า การกระทำอันใดก็ตามที่เป็นการล้างหรือเป็นการชำระจิตของตนให้สะอาด การกระทำนั้น (หรือสิ่งนั้น) เรียกว่า “บุญ” ได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการนั่นเอง คือ๑. ทานมัย คือ บุญที่เกิดจากการบริจาคทาน๒. สีลมัย คือ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล๓. ภาวนามัย คือ บุญที่เกิดจากการเจริญภาวนา๔. อปจายนมัย คือ บุญที่เกิดจากการประพฤติถ่อมตน๕. เวยยาวัจจมัย คือ บุญที่เกิดจากการช่วยผู้อื่นทำงาน (ในทางที่ดี)๖. ปัตติทานมัย คือ บุญที่เกิดจากการให้ส่วนบุญ๗. ปัตตานุโมทนามัย คือ บุญที่เกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญ๘. ธัมมัสสวนมัย คือ บุญที่เกิดจากการฟังธรรม๙. ธัมมเทสนามัย คือ บุญที่เกิดจากการแสดงธรรม๑๐. ทิฎฐุชุกัมม์ คือ บุญที่เกิดจากการทำความเห็นให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
จะเห็นว่า การทำบุญ (การทำจิตของตนให้สะอาด) มีตั้ง ๑๐ อย่าง “ทาน” จัดว่าเป็น ๑ ใน ๑๐ อย่างของบุญเท่านั้น เมื่อทราบเรื่องบุญดีแล้ว ต่อไปค่อยทำความเข้าใจกับคำว่า “ทาน”ทานคือการให้ แบ่งได้ ๔ ประเภทใหญ่ ๆ คือ๑) ให้วัตถุสิ่งของ เรียกว่า “วัตถุทาน”๒) ให้ความรู้ เรียกว่า “วิทยาทาน”๓) ให้อภัย เรียกว่า “อภัยทาน”๔) ให้ธรรมมะ เรียกว่า “ธรรมทาน”ดังนั้น การถวายของให้วัด, ให้พระ, หรือให้แด่คนยากจน จะเรียกว่า “ทำบุญก็ได ทำทานก็ได้” ไม่ผิดแต่ประการใด หรือจะเรียกรวม ๆ กันว่า “ทำบุญให้ทาน” ก็ได้ หมายถึง การชำระจิตให้สะอาดด้วยการให้ทาน ส่วนคำว่า “ทำบุญ รักษาศีล” หมายถึง การชำระจิตให้สะอาดด้วยการรักษาศีลการให้วัตถุสิ่งของ (วัตถุทาน) โดยมากเป็นบุญ แต่สิ่งที่ควรตระหนักให้มากก็คือ ยังมีการให้อีกบางอย่างที่ไม่เป็นบุญ เรียกว่า “อปุญญทาน” แปลว่า “การให้ที่ไม่เป็นบุญ” ได้แก่๑. มุชฺชทานํ คือ ให้สุรายาเมา ให้สิ่งเสพติดต่าง ๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เป็นต้น การให้ในสิ่งเหล่านี้ นอกจากไม่ได้บุญแล้ว ยังจะได้บาปอีกด้วย เพราะเป็นโทษแก่ผู้รับ ทำให้ผู้รับเสียสุขภาพ ไม่เป็นการยกระดับจิตทั้งของตนและผู้รับให้สูงขึ้น เมื่อให้แล้วหวังผลตอบแทนมากมิได้๒. สมฺมชฺชทานํ คือ ให้มีมหรสพต่าง ๆ เช่น หนัง ลิเก ดนตรี ตลก เป็นต้น อันเป็นเครื่องยั่วยวนใจ ทำให้จิตใจไม่สงบ ไม่ทำให้จิตของผู้ให้และผู้รับสูงขึ้น๓. อิตฺถีทานํ คือ จัดหาผู้หญิงให้แก่ผู้ชายเพื่อเสพเมถุน ก็ไม่ได้บุญอีกเช่นกัน๔. อุสภทานํ คือ หาสัตว์ตัวเมียให้สัตว์ตัวผู้ผสมพันธุ์กัน ซึ่งไม่ทำให้จิตผู้จัดหาสูงขึ้น๕. จิตฺตกมฺมทานํ คือ ให้ภาพเขียนหรือภาพถ่ายของพวกดาราหรือนายแบบนางแบบ ซึ่งอาจเป็นภาพอนาจาร (นุ่งน้อยห่มน้อย) ดูแล้วอาจก่อให้เกิดกิเลส ซึ่งสมัยนี้รวมถึงให้ม้วน V.D.O. ลามกด้วย แต่ถ้าเป็นการให้รูปพุทธประวัติ รูปพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี รูปพระราชามหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ดังนี้ เป็นต้น การให้ในสิ่งเหล่านี้ได้บุญ
ทำทานเป็นการทำบุญไปในตัว แล้วบุญนั้นเป็นอานิสงค์เกิดขึ้นที่ใจ ชำระใจให้สะอาดปราศจากความเศร้าหมอง สะสมจนถึงจิตบริสุทธิ์ เป็นบุญบารมี ก้าวข้ามฝั่งของความทุกข์ ไปสู่ฝั่งโลกุตตรธรรมว่าด้วยเรื่อง ทานทาน แปลว่า การให้ เป็นการลดความตะหนี่ถี่เหนียว คือ จาคะ มนุษย์ได้ชื่อว่าจิตใจสูง คือสูงกว่าสัตว์ สัตว์ย่อมหวงแหนอาหารไม่แบ่งปัน มนุษย์รู้จักการแบ่งปันวัตถุทาน มีวัตถุ สิ่งของ เงินทองนอกนั้นไม่ใช่วัตถุทาน แรง แรงงาน ความคิด ทานเป็นเหตุ บุญเป็นผล ทานเป็นส่วนหนึ่งของบุญเช่น ให้ทานคนยากคนจน ถวายสังฆทาน การถวายของให้วัดให้พระ เลี้ยงถวายอาหารพระ สละเงินช่วยชีวิตสัตว์ ให้ที่พักอาศัยแก่คนเดินทาง อุทิศวัตถุ สร้างทางสร้างสะพานสร้างศาลาริมทางประเภทของทาน มี 4 ประเภท๑) วัตถุทาน ให้วัตถุสิ่งของ๒) วิทยาทาน ให้ความรู้ ๓) อภัยทาน ให้อภัย ๔) ธรรมทาน ให้ธรรมมะ วิธีทำทานให้เป็นผลสูง ตนเองบริสุทธิ์ก่อนให้ทาน ตั้งจิตอธิษฐาน เช่นยกขึ้นเหนือศีรษะ พนมมือจดที่หน้าอกกล่าวว่า....... เมื่อทำทานเสร็จแล้ว ให้สละทานขาดออกจากใจ รู้สึกอิ่มเอมใจ ปิติเบิกบานพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอานิสงส์ของทานไว้ใน สีหสูตร ว่า 1. ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ที่ชอบใจของคนเป็นอันมาก 2. คนดีเป็นอันมากย่อมพอใจคบหาผู้ให้ทาน 3. ชื่อเสียงอันดีงามของผู้ให้ ย่อมฟุ้งขจรไป 4. ผู้ให้ย่อมแกล้วกล้าอาจหาญ ไม่เก้อเขินในที่ประชุมชน 5. เมื่อละจากโลกนี้ ผู้ให้ย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์องค์ประกอบทำทานที่ได้บุญมาก ประกอบด้วย วัตถุ เจตนา บุคคล ต้องบริสุทธิ์ วัตถุบริสุทธิ์ การได้มา เจตนาบริสุทธิ์ เจตนาก่อนให้ทาน เจตนาขณะกำลังให้ทาน เจตนาหลังจากที่ให้ทานแล้ว บุคคลบริสุทธิ์ ฝ่ายทายก (ผู้ให้) และต้องให้ด้วยมือตนเองเว้นแต่จำเป็นเพราะเจ็บป่วย ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ)อย่าง คือ เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีราคะ เป็นผู้ปราศ จากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือ ปฏิบัติเพื่อความไม่มีโมหะ เช่น พระอริยสงฆ์ พระสงฆ์มีปฏิปทา เรียกว่าเป็นเนื้อนาบุญ เป็นการทำทานในเขตพระศาสนา ตัวอย่างเรื่อง อินทกเทพบุตรนั่งใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสไว้ ในขุททกนิกาย เปตวัตถุ ว่า ผู้ถวาย (ทายก) เปรียบเหมือน ชาวนา ภิกษุสงฆ์ (ปฏิคาหก) เปรียบเหมือน นา สิ่งของที่ถวาย เปรียบเหมือน พืช เหตุที่ทำให้คนเหล่านี้มีความแตกต่างกัน คนบางคนสมบูรณ์พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ ทั้งบริวาร จะทำกิจการงานอันใดมีคนช่วยเหลือ ก็สำเร็จ สมปรารถนา ชีวิตจึงมีความสุขอย่างเต็มที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุนั้นไว้ว่า คนบางคนให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมได้แต่โภคทรัพย์สมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ คนบางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติ แต่ได้บริวารสมบัติ คนบางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง และไม่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมไม่ได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติ คนบางคนให้ทานด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นด้วย ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติอานิสงส์ของการทำทาน ผลของทานแต่ละประเภท ผู้ให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ผู้ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ ผู้ให้ธรรมทาน ชื่อว่าให้อมฤตธรรม ผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่างการทำทานแม้ไม่หวังผลตอบแทน แต่ผลของทานย่อมเกิดขึ้นเสมอ และส่งผลให้ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า อ้างอิง (1) ....................................อ้างอิง (2)http://www.intaram.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=538740309&Ntype=7บุญ คือ การทำให้จิตสะอาดขึ้น ดีขึ้น ประณีต จิตบริสุทธิ์ ทำทานถึงใจเป็นบุญ บุญกิริยาวัตถุ10 (นอกจากทานมัยซึ่งมีเพียงหนึ่งในสิบข้อ -มีวิธีอื่นอีกตั้งเก้าข้อ) เป็นบุญที่สูงเพราะเกิดจากการปฏิบัติ บุญยังรวมถึงบุญบารมี มีลำดับ ทาน ศีล ภาวนาบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๑๐ ประการ) คือ .................................................................................๑. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ (ทานมัย) การให้ทาน เป็นการช่วยขัดเกลา ความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไป ก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคล หรือชุมชนโดยส่วนรวม๒. รักษาศีล ก็เป็นบุญ (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิก ความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ๓. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ (ภาวนามัย) การภาวนา เป็นการพัฒนาจิตใจ และปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น สูงขึ้น๔. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม รวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ทั้งในความคิดความเชื่อ และวิถีปฏิบัติ ของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ (อปจายนมัย)๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกายเพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้าน ที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ (ไวยาวัจจมัย)๖. เปิดโอกาสให้คนอื่น มาร่วมทำบุญกับเรา หรือในการทำงาน ก็เปิดโอกาสให้คนอื่น มีส่วนร่วมทำ - ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญ ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ (ปัตติทานมัย)๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี (หรือทำบุญ) ของผู้อื่น เป็นการเปิดโอกาสร่วมใจอนุโมทนา ในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ (ปัตตานุโมทนามัย) ๘. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดี มีประโยชน์ต่อสติปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ (ธรรมสวนมัย)๙. แสดงธรรม ให้ธรรมะ และข้อคิดที่ดี กับผู้อื่น แสดงธรรม นำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ (ธรรมเทศนามัย) ๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้อง และเหมาะสม มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น - ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญก็เป็นบุญ (ทิฏฐุชุกรรม)http://www.khonnaruk.com/html/phra/boon/boon-1.htmlคำเตือน(1) การให้ที่ไม่เป็นบุญ ได้แก่1. ให้สุรายาเมา ให้สิ่งเสพติดต่าง ๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เป็นต้น การให้ในสิ่งเหล่านี้ นอกจากไม่ได้บุญแล้ว ยังจะได้บาปอีกด้วย เพราะเป็นโทษแก่ผู้รับ ทำให้ผู้รับเสียสุขภาพ ไม่เป็นการยกระดับจิตทั้งของตนและผู้รับให้สูงขึ้น เมื่อให้แล้วหวังผลตอบแทนมากมิได้2. ให้มีมหรสพต่าง ๆ เช่น หนัง ลิเก ดนตรี ตลก เป็นต้น อันเป็นเครื่องยั่วยวนใจ ทำให้จิตใจไม่สงบ ไม่ทำให้จิตของผู้ให้และผู้รับสูงขึ้น3. จัดหาผู้หญิงให้แก่ผู้ชายเพื่อเสพเมถุน ก็ไม่ได้บุญอีกเช่นกัน4. หาสัตว์ตัวเมียให้สัตว์ตัวผู้ผสมพันธุ์กัน ซึ่งไม่ทำให้จิตผู้จัดหาสูงขึ้น5. ให้ภาพเขียนหรือภาพถ่ายของพวกดาราหรือนายแบบนางแบบ ซึ่งอาจเป็นภาพอนาจาร (นุ่งน้อยห่มน้อย) ดูแล้วอาจก่อให้เกิดกิเลส ซึ่งสมัยนี้รวมถึงให้ม้วน V.D.O. ลามกด้วย (แต่ถ้าเป็นการให้รูปพุทธประวัติ รูปพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี รูปพระราชามหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ดังนี้ เป็นต้น การให้ในสิ่งเหล่านี้ได้บุญ)(2).การทำทาน/ทำบุญ นั้นต้องไม่ทำบาป ควบไปด้วย เพราะถ้าทำไปแล้วเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น(พ่อแม่ภรยยาลูกญาติ)ให้เดือดร้อน เช่นทุ่มสุดตัว มี100 ให้ 90 การไปกู้เงินมาทำทาน บางแห่งให้ผ่อนได้เป็นงวดๆอย่างนี้เป็นความหลง เป็นศรัทธาแบบไม่มีปัญญา ที่ถูกต้องคือไม่ทำเกินฐานะความเป็นอยู่ปกติ ค่อยๆ สะสมไป(3).การทำบุญที่ดีที่สุด คือ การปฏิบัติตนเป็นคนดี การปฏิบัติ การภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา จนจิตจางคลาย สลัดออกจาก ความโลภ โกรธ หลง คือ คำตอบ
# หัวข้อ
**ตัวหนา**
*ตัวเอียง*
[ลิงก์](url)

- รายการ
> อ้างอิง
ทำบุญให้ทาน
พระมหาพิน
มีลูกศิษย์หลายต่อหลายคนเข้าใจคำว่า “ทำบุญ-ทำทาน” ผิดไป คือผิดไปจากความหมายเดิม เช่น มาถวายสังฆทานกับพระอาจารย์เรียกว่า “มาทำบุญ” แต่พอไปแจกของให้กับคนยากจนกลับเรียกว่า “ไปให้ทาน” ประจวบกับมีสุภาพสตรีผู้หนึ่งมาถามว่า “ทำบุญ กับ ทำทาน ต่างกันอย่างไรคะ ?” ก็เลยขอใช้ไตรรัตน์ชี้แจงทำความเข้าใจเสียเลย
ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจคำว่า “บุญ” และ “ทาน” ก่อน เมื่อเข้าใจคำ ๒ คำนี้ดีแล้ว จึงนำมาเปรียบเทียบกัน
นิยามของคำว่า “บุญ” ก็คือ การทำให้จิตสะอาดขึ้น ดีขึ้น ประณีตขึ้น เรียกว่า “บุญ”
“อตฺตโน สนฺตานํ ปุนาติ โสเธตีติ ปุญฺญํ แปลว่า การกระทำอันใดก็ตามที่เป็นการล้างหรือเป็นการชำระจิตของตนให้สะอาด การกระทำนั้น (หรือสิ่งนั้น) เรียกว่า “บุญ” ได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการนั่นเอง คือ
๑. ทานมัย คือ บุญที่เกิดจากการบริจาคทาน
๒. สีลมัย คือ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย คือ บุญที่เกิดจากการเจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย คือ บุญที่เกิดจากการประพฤติถ่อมตน
๕. เวยยาวัจจมัย คือ บุญที่เกิดจากการช่วยผู้อื่นทำงาน (ในทางที่ดี)
๖. ปัตติทานมัย คือ บุญที่เกิดจากการให้ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย คือ บุญที่เกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย คือ บุญที่เกิดจากการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย คือ บุญที่เกิดจากการแสดงธรรม
๑๐. ทิฎฐุชุกัมม์ คือ บุญที่เกิดจากการทำความเห็นให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
จะเห็นว่า การทำบุญ (การทำจิตของตนให้สะอาด) มีตั้ง ๑๐ อย่าง “ทาน” จัดว่าเป็น ๑ ใน ๑๐ อย่างของบุญเท่านั้น เมื่อทราบเรื่องบุญดีแล้ว ต่อไปค่อยทำความเข้าใจกับคำว่า “ทาน”
ทานคือการให้ แบ่งได้ ๔ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑) ให้วัตถุสิ่งของ เรียกว่า “วัตถุทาน”
๒) ให้ความรู้ เรียกว่า “วิทยาทาน”
๓) ให้อภัย เรียกว่า “อภัยทาน”
๔) ให้ธรรมมะ เรียกว่า “ธรรมทาน”
ดังนั้น การถวายของให้วัด, ให้พระ, หรือให้แด่คนยากจน จะเรียกว่า “ทำบุญก็ได ทำทานก็ได้” ไม่ผิดแต่ประการใด หรือจะเรียกรวม ๆ กันว่า “ทำบุญให้ทาน” ก็ได้ หมายถึง การชำระจิตให้สะอาดด้วยการให้ทาน ส่วนคำว่า “ทำบุญ รักษาศีล” หมายถึง การชำระจิตให้สะอาดด้วยการรักษาศีล
การให้วัตถุสิ่งของ (วัตถุทาน) โดยมากเป็นบุญ แต่สิ่งที่ควรตระหนักให้มากก็คือ ยังมีการให้อีกบางอย่างที่ไม่เป็นบุญ เรียกว่า “อปุญญทาน” แปลว่า “การให้ที่ไม่เป็นบุญ” ได้แก่
๑. มุชฺชทานํ คือ ให้สุรายาเมา ให้สิ่งเสพติดต่าง ๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เป็นต้น การให้ในสิ่งเหล่านี้ นอกจากไม่ได้บุญแล้ว ยังจะได้บาปอีกด้วย เพราะเป็นโทษแก่ผู้รับ ทำให้ผู้รับเสียสุขภาพ ไม่เป็นการยกระดับจิตทั้งของตนและผู้รับให้สูงขึ้น เมื่อให้แล้วหวังผลตอบแทนมากมิได้
๒. สมฺมชฺชทานํ คือ ให้มีมหรสพต่าง ๆ เช่น หนัง ลิเก ดนตรี ตลก เป็นต้น อันเป็นเครื่องยั่วยวนใจ ทำให้จิตใจไม่สงบ ไม่ทำให้จิตของผู้ให้และผู้รับสูงขึ้น
๓. อิตฺถีทานํ คือ จัดหาผู้หญิงให้แก่ผู้ชายเพื่อเสพเมถุน ก็ไม่ได้บุญอีกเช่นกัน
๔. อุสภทานํ คือ หาสัตว์ตัวเมียให้สัตว์ตัวผู้ผสมพันธุ์กัน ซึ่งไม่ทำให้จิตผู้จัดหาสูงขึ้น
๕. จิตฺตกมฺมทานํ คือ ให้ภาพเขียนหรือภาพถ่ายของพวกดาราหรือนายแบบนางแบบ ซึ่งอาจเป็นภาพอนาจาร (นุ่งน้อยห่มน้อย) ดูแล้วอาจก่อให้เกิดกิเลส ซึ่งสมัยนี้รวมถึงให้ม้วน V.D.O. ลามกด้วย แต่ถ้าเป็นการให้รูปพุทธประวัติ รูปพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี รูปพระราชามหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ดังนี้ เป็นต้น การให้ในสิ่งเหล่านี้ได้บุญ
ทำทานเป็นการทำบุญไปในตัว แล้วบุญนั้นเป็นอานิสงค์เกิดขึ้นที่ใจ ชำระใจให้สะอาดปราศจากความเศร้าหมอง สะสมจนถึงจิตบริสุทธิ์ เป็นบุญบารมี ก้าวข้ามฝั่งของความทุกข์ ไปสู่ฝั่งโลกุตตรธรรม
ว่าด้วยเรื่อง ทาน
ทาน แปลว่า การให้ เป็นการลดความตะหนี่ถี่เหนียว คือ จาคะ มนุษย์ได้ชื่อว่าจิตใจสูง คือสูงกว่าสัตว์ สัตว์ย่อมหวงแหนอาหารไม่แบ่งปัน มนุษย์รู้จักการแบ่งปัน
วัตถุทาน มีวัตถุ สิ่งของ เงินทอง
นอกนั้นไม่ใช่วัตถุทาน แรง แรงงาน ความคิด
ทานเป็นเหตุ บุญเป็นผล ทานเป็นส่วนหนึ่งของบุญ
เช่น ให้ทานคนยากคนจน
ถวายสังฆทาน การถวายของให้วัดให้พระ เลี้ยงถวายอาหารพระ
สละเงินช่วยชีวิตสัตว์
ให้ที่พักอาศัยแก่คนเดินทาง
อุทิศวัตถุ สร้างทางสร้างสะพานสร้างศาลาริมทาง
ประเภทของทาน มี 4 ประเภท
๑) วัตถุทาน ให้วัตถุสิ่งของ
๒) วิทยาทาน ให้ความรู้
๓) อภัยทาน ให้อภัย
๔) ธรรมทาน ให้ธรรมมะ
วิธีทำทานให้เป็นผลสูง ตนเองบริสุทธิ์ก่อนให้ทาน
ตั้งจิตอธิษฐาน เช่นยกขึ้นเหนือศีรษะ พนมมือจดที่หน้าอกกล่าวว่า.......
เมื่อทำทานเสร็จแล้ว ให้สละทานขาดออกจากใจ รู้สึกอิ่มเอมใจ ปิติเบิกบาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอานิสงส์ของทานไว้ใน สีหสูตร ว่า
1. ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ที่ชอบใจของคนเป็นอันมาก
2. คนดีเป็นอันมากย่อมพอใจคบหาผู้ให้ทาน
3. ชื่อเสียงอันดีงามของผู้ให้ ย่อมฟุ้งขจรไป
4. ผู้ให้ย่อมแกล้วกล้าอาจหาญ ไม่เก้อเขินในที่ประชุมชน
5. เมื่อละจากโลกนี้ ผู้ให้ย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์
องค์ประกอบทำทานที่ได้บุญมาก ประกอบด้วย วัตถุ เจตนา บุคคล ต้องบริสุทธิ์
วัตถุบริสุทธิ์ การได้มา
เจตนาบริสุทธิ์ เจตนาก่อนให้ทาน
เจตนาขณะกำลังให้ทาน
เจตนาหลังจากที่ให้ทานแล้ว
บุคคลบริสุทธิ์ ฝ่ายทายก (ผู้ให้) และต้องให้ด้วยมือตนเองเว้นแต่จำเป็นเพราะเจ็บป่วย
ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ)อย่าง คือ เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีราคะ เป็นผู้ปราศ
จากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือ ปฏิบัติเพื่อความไม่มีโมหะ เช่น พระอริยสงฆ์ พระสงฆ์มีปฏิปทา
เรียกว่าเป็นเนื้อนาบุญ เป็นการทำทานในเขตพระศาสนา ตัวอย่างเรื่อง อินทกเทพบุตรนั่งใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ตรัสไว้ ในขุททกนิกาย เปตวัตถุ ว่า
ผู้ถวาย (ทายก) เปรียบเหมือน ชาวนา
ภิกษุสงฆ์ (ปฏิคาหก) เปรียบเหมือน นา
สิ่งของที่ถวาย เปรียบเหมือน พืช
เหตุที่ทำให้คนเหล่านี้มีความแตกต่างกัน คนบางคนสมบูรณ์พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ ทั้งบริวาร จะทำกิจการงานอันใดมีคนช่วยเหลือ ก็สำเร็จ สมปรารถนา ชีวิตจึงมีความสุขอย่างเต็มที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุนั้นไว้ว่า
คนบางคนให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ
ย่อมได้แต่โภคทรัพย์สมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ
คนบางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ
ย่อมไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติ แต่ได้บริวารสมบัติ
คนบางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง และไม่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ
ย่อมไม่ได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติ
คนบางคนให้ทานด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นด้วย ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ
ย่อมได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติ
อานิสงส์ของการทำทาน ผลของทานแต่ละประเภท
ผู้ให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง
ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ
ผู้ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข
ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ
ผู้ให้ธรรมทาน ชื่อว่าให้อมฤตธรรม
ผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
การทำทานแม้ไม่หวังผลตอบแทน แต่ผลของทานย่อมเกิดขึ้นเสมอ และส่งผลให้ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า
อ้างอิง (1) ....................................
อ้างอิง (2)http://www.intaram.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=538740309&Ntype=7
บุญ คือ การทำให้จิตสะอาดขึ้น ดีขึ้น ประณีต จิตบริสุทธิ์
ทำทานถึงใจเป็นบุญ
บุญกิริยาวัตถุ10 (นอกจากทานมัยซึ่งมีเพียงหนึ่งในสิบข้อ -มีวิธีอื่นอีกตั้งเก้าข้อ) เป็นบุญที่สูงเพราะเกิดจากการปฏิบัติ บุญยังรวมถึงบุญบารมี มีลำดับ ทาน ศีล ภาวนา
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๑๐ ประการ) คือ
.................................................................................
๑. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ (ทานมัย) การให้ทาน เป็นการช่วยขัดเกลา ความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไป ก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคล หรือชุมชนโดยส่วนรวม
๒. รักษาศีล ก็เป็นบุญ (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิก ความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ
๓. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ (ภาวนามัย) การภาวนา เป็นการพัฒนาจิตใจ และปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น สูงขึ้น
๔. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม รวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ทั้งในความคิดความเชื่อ และวิถีปฏิบัติ ของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ (อปจายนมัย)
๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกายเพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้าน ที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ (ไวยาวัจจมัย)
๖. เปิดโอกาสให้คนอื่น มาร่วมทำบุญกับเรา หรือในการทำงาน ก็เปิดโอกาสให้คนอื่น มีส่วนร่วมทำ - ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญ ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ (ปัตติทานมัย)
๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี (หรือทำบุญ) ของผู้อื่น เป็นการเปิดโอกาสร่วมใจอนุโมทนา ในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ (ปัตตานุโมทนามัย)
๘. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดี มีประโยชน์ต่อสติปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ (ธรรมสวนมัย)
๙. แสดงธรรม ให้ธรรมะ และข้อคิดที่ดี กับผู้อื่น แสดงธรรม นำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ (ธรรมเทศนามัย)
๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้อง และเหมาะสม มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น - ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญก็เป็นบุญ (ทิฏฐุชุกรรม)
http://www.khonnaruk.com/html/phra/boon/boon-1.html
คำเตือน
(1) การให้ที่ไม่เป็นบุญ ได้แก่
1. ให้สุรายาเมา ให้สิ่งเสพติดต่าง ๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เป็นต้น การให้ในสิ่งเหล่านี้ นอกจากไม่ได้บุญแล้ว ยังจะได้บาปอีกด้วย เพราะเป็นโทษแก่ผู้รับ ทำให้ผู้รับเสียสุขภาพ ไม่เป็นการยกระดับจิตทั้งของตนและผู้รับให้สูงขึ้น เมื่อให้แล้วหวังผลตอบแทนมากมิได้
2. ให้มีมหรสพต่าง ๆ เช่น หนัง ลิเก ดนตรี ตลก เป็นต้น อันเป็นเครื่องยั่วยวนใจ ทำให้จิตใจไม่สงบ ไม่ทำให้จิตของผู้ให้และผู้รับสูงขึ้น
3. จัดหาผู้หญิงให้แก่ผู้ชายเพื่อเสพเมถุน ก็ไม่ได้บุญอีกเช่นกัน
4. หาสัตว์ตัวเมียให้สัตว์ตัวผู้ผสมพันธุ์กัน ซึ่งไม่ทำให้จิตผู้จัดหาสูงขึ้น
5. ให้ภาพเขียนหรือภาพถ่ายของพวกดาราหรือนายแบบนางแบบ ซึ่งอาจเป็นภาพอนาจาร (นุ่งน้อยห่มน้อย) ดูแล้วอาจก่อให้เกิดกิเลส ซึ่งสมัยนี้รวมถึงให้ม้วน V.D.O. ลามกด้วย (แต่ถ้าเป็นการให้รูปพุทธประวัติ รูปพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี รูปพระราชามหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ดังนี้ เป็นต้น การให้ในสิ่งเหล่านี้ได้บุญ)
(2).การทำทาน/ทำบุญ นั้นต้องไม่ทำบาป ควบไปด้วย เพราะถ้าทำไปแล้วเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น(พ่อแม่ภรยยาลูกญาติ)ให้เดือดร้อน เช่นทุ่มสุดตัว มี100 ให้ 90 การไปกู้เงินมาทำทาน บางแห่งให้ผ่อนได้เป็นงวดๆ
อย่างนี้เป็นความหลง เป็นศรัทธาแบบไม่มีปัญญา ที่ถูกต้องคือไม่ทำเกินฐานะความเป็นอยู่ปกติ ค่อยๆ สะสมไป
(3).การทำบุญที่ดีที่สุด คือ การปฏิบัติตนเป็นคนดี การปฏิบัติ การภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา จนจิตจางคลาย สลัดออกจาก ความโลภ โกรธ หลง คือ คำตอบ
ทำบุญอย่างไรให้ได้บุญมาก
การทำบุญขั้นกลางคือการรักษาศีล