หากเป็นนิยายจีนผมคงเป็นลูกศิษย์ที่โง่พอสมควร กว่าจะตีความเคล็ดวิชาออก ก็ผ่านมาเกือบปี
ต้องบอกว่าเป็นการยากอย่างยิ่งกับการเริ่ม KM ในองค์กรของรัฐ โดยเฉพาะหากในองค์กรนั้นๆ มีการนำระบบมาตรฐานต่างๆ มาใช้ จนทำให้มองว่า KM คือระบบ และมักถามหา "ความสำเร็จของ KM" ซึ่งก็น่าจะคล้ายๆ กับที่ อ.วิจารณ์ได้เขียนเอาไว้ใน http://gotoknow.org/blog/thaikm/428785 และอาจทำให้ "คุณอำนวย" หรือ "FA" หลายคน ไปไม่ถูก หรือ ไม่อยากเดินหน้าต่อ ท้ายสุดเหล่า "คุณเอื้อ" ก็จะคิดต่อไปว่า "ทำ KM ไม่เห็นมีผลอะไร"
นับจากที่ได้ผ่านการอบรมการเป็น "คุณอำนวย" จาก สคส. ทำให้ผมตระหนักว่า KM คือ เครื่องมือหนึ่งที่น่าสนใจ และน่าที่จะเกิดประโยชน์หากองค์กรนำไปใช้ การคิดเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ ผมต้องค้นคว้าและพัฒนาตนเองในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โชคดีที่มีหลายท่านให้โอกาสผมได้ลงมือทำในสิ่งที่เรียนรู้มา ดังคำที่ว่า "อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เท่าลงมือทำ" ปริยัติแล้วต้องปฏิบัติด้วย อย่างไรก็ตามการไปจัดกระบวนการเรียนรู้ KM ของผมนั้น ก็เป็นเพียงเหมือนไปบอกเล่าให้คนอื่นๆ "รับรู้" เท่านั้น ผมอาจใช้สิ่งที่เรียนรู้มากับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Deep Listening การเล่าเรื่อง การเขียน หรือแม้แต่หลักการต่างๆ ของ LO แต่ปัญหาของผมคือ จะเริ่มลงมือใช้ KM ในการทำงานอย่างไร ซึ่งหมายถึงผมจะนำ KM มาใช้ในองค์กรต้องเริ่มจากตรงไหน
การไปดูงานที่โรงไฟฟ้าบางประกง จุดไฟในตัวผมขึ้นมาอีกครั้ง การมีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการใช้ KM ของที่นี่ คือสิ่งที่ผมมองหา และรู้ในทันทีว่าสิ่งที่ขาดหายไปของผมคืออะไร ผมเข้าและรู้ในทันทีว่าสิ่งที่ผมต้องสร้างก่อนการจะใช้ KM คือ KV หรือ Knowledge Vision หรือ เป้าหมาย หรือจะเรียกว่าปณิธาน ก็ว่าได้ โมเดล "ปลาทู" ของ อ.ประพนธ์ ผุดขึ้นมาในหัวผมอีกครั้ง หากเป็นนิยายจีนผมคงเป็นลูกศิษย์ที่โง่พอสมควร กว่าจะตีความเคล็ดวิชาออก ก็ผ่านมาเกือบปี
ปัญหาต่อมาของผมคือ ผมจะเริ่มที่ไหนก่อน การหา KV ให้องค์กรคงเกินกำลังของผม กลับมามองที่สำนักที่ผมปฏิบัติงานอยู่ มี ๓ กลุ่มงาน น่าจะพอมีความหวัง แต่จะว่าไปหลายคนก็ยังเข้าใจ KM ไม่มาก การทะลายกำแพงความคิดคงต้องค่อยเป็นค่อยไป ท้ายสุดก็มองมาที่กลุ่มงานของผม ในฐานะที่เป็นหัวหน้า ผมเลยแสดงบทบาทเป็นทั้ง "คุณเอื้อ" และ "คุณอำนวย" ทันที ได้จังหวะพอดีมี IQA เข้า หลายคนบ่นว่าเหนื่อยและเบื่อ ผมจึงนำเสนอว่า "งั้นเรามาเริ่มทำให้ ISO อยู่ในเนื้องานกันไหม๊ แบบนี้เวลาใครมาตรวจประเมินเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องมาปลูกผักกัน" ทุกคนเริ่มเห็นด้วย "แล้วจะเริ่มอย่างไร" ผมรีบนำเสนอให้ใช้ KM กัน แต่เราต้องมาทำ KV กันก่อน
ยังไม่จบนะครับ แต่จากนี้ผมจะเริ่มถ่ายทอดสิ่งที่ผมเริ่มทำว่าจะเป็นอย่างไร อาจจะประสบความสำเร็จจนทำให้ขยายผลไปทั้งสำนัก หรือองค์กร หรืออาจจะไม่ประสบผลตามที่คาดหวังไว้ แต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่านที่อาจเริ่มนำ KM ไปใช้ รวมทั้งท่านที่ประสบความสำเร็จแล้ว หากช่วยมาให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ ครูคิม ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ
ขอบคุณคุณคิดคมที่มาแบ่งปันประสบการณ์ค่ะ มันยากตรงที่จะหาวิธีการให้ผู้ร่วมคณะทำงานเปิดใจที่จะเรียนรู้แนวคิดเรื่อง KM นี่แหละคะ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าต้องมีการปฏิบัติกันจริงๆมันถึงจะซึมเข้าไปใน DNA
สวัสดีครับคุณ Sukajan ปัญหาผมว่าน่าจะเกิดจาก Mental Model หรือแบบจำลองความคิด ของแต่ละคน ที่อาจรับรู้เรื่องของระบบต่างๆ ที่นำมาใช้ไม่ค่อยดี รวมทั้งเหมาเอาว่า KM คือ ระบบหนึ่งที่มาสร้างภาระให้กับตัวเอง คงต้องใช้เวลาและบทพิสูจน์กันพอสมควรครับ