นวัตกรรมในสิ่งแวดล้อมระดับโลก

นวัตกรรมในสิ่งแวดล้อมระดับโลก

 

                ความท้าทายสำคัญในสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้คือการจัดการกับนวัตกรรม ที่ได้แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ในขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีได้ถูกจำกัดอยู่เพียงบางประเทศเท่านั้น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีได้แพร่กระจายไปถึงจุดที่เรียกว่าเป็นโลกไร้พรมแดน ทำให้เกิดความท้าทายในการแข่งขันในระดับโลก กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมในบริษัทข้ามชาติทั้งหลายได้มีการกล่าวขานกันมาก แม้กระทั่งบริษัทขนาดเล็กก็หันมาให้ความสนใจเช่นกัน โดยมีความพยายามที่จะขยายบริษัทและมองหาวีธีการดำเนินการต่างๆ ให้อยู่บนมาตรฐานระดับโลกที่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรได้ เช่นการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ในการบริหารงาน

 

                แรงผลักดันต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดการทบทวนถึงการวางตำแหน่งของธุรกิจในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับโลกว่าควรอยู่ที่ระดับองค์กร (individual enterprise) หรือในระดับชาติ (National economy level) ดังรายงานล่าสุดของ Michael E. Potter และคณะทำงานของรัฐบาลประเทศอังกฤษสรุปว่า

“ขณะนี้ประเทศอังกฤษต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เราพบว่าเรื่องความสามารถในการแข่งขันเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผู้นำประเทศและแต่ละธุรกิจที่จะต้องปรับตัวเองจากการดำเนินธุรกิจที่เน้นที่ต้นทุนต่ำให้เป็นการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและความแตกต่าง การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องมีการลงทุนในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ขององค์กรรวมถึงการสร้างสรรค์และทำให้องค์กรมีความมั่นคง”

หัวใจสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information and communication technology: ICT) เช่น IBM ที่ตอนนี้สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยการกระจายทีมการออกแบบไปอยู่ในประเทศต่างๆ ทั้งในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละทีมมีการทำงานร่วมกัน โดยมีการส่งต่องานจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพื่อให้ดำเนินการต่อทำให้การทำงานมีความต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดผลดี 2 ประการคือ

  1. ลดเวลาในการออกแบบเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใหม่
  2. นำไปสู่ความแตกต่างในด้านของความรู้สำหรับทีมงาน   แต่การที่จะทำให้ระบบการทำงานเช่นนี้เกิดขึ้นได้นั้นจำเป็นจะต้องมีการจัดตั้งระบบและเครือข่ายที่ใช้ในการบริหารซึ่งจะต้องมีการทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมของแต่ละชาติด้วย

 

                ถึงแม้ว่าการวิจัยและพัฒนายังคงเป็นส่วนที่ต้องใช้เงินลงทุนมากสำหรับประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายแต่ก็ยังคงมีการผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจะเห็นว่าจำนวนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในประเทศแถบเอเชียกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีจำนวนผู้ที่จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ในปี 1998 มีจำนวน 159,000 คนในทวีปยุโรป 62,000 คนในสหรัฐอเมริกา และ 280,000 คนในเอเชีย ซึ่งเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเติบโตของนวัตกรรมในภูมิภาคนี้

                ดังนั้นความท้าทายหลักในการจัดการนวัตกรรม คือการนำหลักการพื้นฐานมาใช้ให้เกิดประโยชน์  จากการที่มีการค้าเสรีมากขึ้น ตลาดเปิดกว้างมากขึ้นรวมถึงจำนวนผู้แข่งขันในแต่ละธุรกิจด้วย  ทั้งนี้การแข่งขันจะมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมในสินค้า บริการและกระบวนการต่างๆ บริษัทที่ประสบความสำเร็จต่างๆมีแนวโน้มที่จะมุ่งไปที่เรื่อง การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายและความร่วมมือซึ่งกันและกัน